วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553

(Heroine) ที่นี่ไม่มีนายเอก ฉากหกสิบห้า

พอถึงโรงพยาบาลก็รู้สึกหวั่นใจไม่กล้าสู้หน้าบาส เพราะอย่างน้อยก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นต้นเหตุให้เกิดเรื่องเหล่านี้ขึ้น แต่โตโต้ก็ดันหลังให้ภูมิบุญเข้าห้องไปและคอยตามหลังให้กำลังใจอยู่
 
"บาส"
 
ร้องขึ้นเสียงสั่น
 
"พี่"
 
"เป็นไงบ้าง ยังเจ็บอยู่ไหม"
 
ภูมิบุญเข้าไปยืนข้างๆเตียง บาสบ่ายหน้าหนีไม่มองหน้า สายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ภูมิบุญสะท้อนใจในถาพที่เห็น
 
"บาส พี่ขอโทษนะ ถ้าวันนั้นพี่ไม่ทำแบบนั้น เราก็คงไม่เป็นแบบนี้"
 
น้ำเสียงสั่นเครือไปด้วยความรวดร้าวในใจ โตโต้เดินเข้ามาประชิดตัวบีบบ่าของภูมิบุญเบาๆเพื่อให้กำลังใจ เพราะน้อยครั้งที่จะเห็นคนเบื้องหน้านี้อ่อนไหว
 
"มันไม่เกี่ยวกับพี่หรอกครับ ผมซวยเอง"
 
พอเอ่ยขึ้นมาก็กระชากใจให้ร่วงหล่นลงหายไป
 
"บาส"
 
"ผมตัดสินใจแล้วล่ะพี่ ผมจะไม่เรียนต่อ จะออกมาหางานทำ"
 
"บาส"
 
ได้แต่ร้องเรียกชื่อ น้ำตาเริ่มคลอออกมา
 
"ไม่ได้นะบาส พี่ไม่ยอมให้เราออกมาทำงานหรอกนะ พี่จะดูแลเราเอง"
 
"พี่เป็นใคร ทำไมพี่ถึงจะมาดูแลผม ในเมื่อพ่อของผมเองเขายังไม่สนใจใยดีผมเลย พี่ปล่อยให้ผมเดินไปตามทางของผมเถอะ"
 
น้ำเสียงของเขาเองก็ระทมทุกข์อยู่ไม่น้อย ภาพบิดาหันหลังเดินจากไป ภาพสิ่งต่างๆที่วนเวียนเข้ามาในชีวิตมันฉายออกมาอย่างแจ่มชัด
 
"บาส อย่าพูดแบบนั้นสิ พี่ไม่รู้นะว่าเราจะคิดยังไง แต่พี่ไม่ยอมปล่อยให้เราไปเผชิญชีวิตเพียงลำพังแบบนั้นหรอก พี่รู้ว่าเราเจ็บ แต่อยากให้รู้เรารู้ไว้นะบาส พี่เองก็เจ็บมากเหมือนกัน ยิ่งเห็นเราเป็นแบบนี้พี่ยิ่งทรมาน"
 
"พี่ไม่ได้เป็นอะไรกับผม อย่ามาสงสารผม ผมไม่ต้องการ"
 
"บาส ใจเย็นๆสิครับ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นพี่รู้ว่ามันเลวร้ายนะสำหรับเรา แต่อยากให้รู้นะว่ายังมีพี่กับพี่ภูมิอยู่ อย่าคิดแบบนั้นเลย"
 
โตโต้พูดออกมาบ้าง แต่ท่าทางของบาสไม่ยอมลงง่ายๆยืนกระต่ายขาเดียวอยู่
 
"คุณโตโต้ภูมิขอคุยกับน้องเขาหน่อยสิครับ"
 
ภูมิบุญหันไปบอกโตโต้ รายนั้นก็นิ่งคิดอยู่แล้วพยักหน้าเดินออกจากห้องไป
 
"บาส อยากรู้เรื่องของพี่ไหม ว่าพี่เป็นมายังไง"
 
"ไม่ ผมอยากอยู่คนเดียว"
 
เขาเมินหน้าหนีทำเป็นไม่สนใจ
 
"รู้ไหม พี่โตมากับยายที่ต่างจังหวัด โตมาโดยไม่เคยเห็นหน้าพ่อเลย อยากเจอหน้าพ่อนะ อยากเจอมาก แต่แม้แต่รูปสักใบพี่ก็ไม่เคยเห็น แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นหรอกนะ เพราะพี่คิดว่าพี่อยู่ได้ โตมาในสังคมที่ไม่ดีแต่ยายสอนพี่ในสิ่งที่ดี"
 
ไม่ได้สนใจในทีท่าของเขา แต่ภูมิบุญเล่าเรื่องต่างๆของตัวเอง เล่าอย่างละเอียด ทั้งเรื่องที่มีเหตุบาดหมางใจกับปลัดอำเภอจนได้ย้ายโรงเรียน เรื่องของอภิชัย เรื่องของยาย แม้ภูมิบุญเองจะไม่ค่อยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง เพราะทุกครั้งที่เล่ามันคือทุกครั้งที่เขาเอาหัวใจตัวเองออกมาเหยียบย่ำให้เจ็บปวด แต่เขาเห็นว่าเป็นทางเดียวในตอนนี้ที่จะทำให้บาสหันมาสนใจเขาได้บ้าง พอเล่าถึงยายก็เม้มปากแน่นกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ สะอื้นออกมา บาสเองก็ตกใจ ภูมิบุญซุกหน้าลงกับขอบเตียงสะอื้นไห้อยู่ บาสต้องเอามือมาแตะที่แขนเบาๆเพราะทนเห็นสภาพไม่ได้เหมือนกัน น้อยครั้งที่ภูมิบุญจะร้องไห้ถ้าไม่เจอเรื่องกระแทกใจ แต่ครั้งนี้เขาก็ได้ร้องไห้ออกมาเพราะเรื่องของคนที่นอนอยู่บนเตียงเบื้องหน้า กับเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิตทั้งหมดมันเข้ามาสุมรุมกันอยู่
 
"พี่ โอเคไหม"
 
บาสร้องเรียกสติให้คืนกลับมา ภูมิบุญสะอื้นหนักแม้เสียงไม่มีแต่ท่าทางที่แสดงออกมามันก็บีบหัวใจของบาสได้ไม่น้อย ภูมิบุญยังไม่หายสะอื้นดีก็เล่าต่อไปถึงเรื่องของนิตา เล่าเคล้าน้ำตา บาสเองก็เริ่มที่จะน้ำตาไหลออกมา
 
"พี่ ผมขอโทษ"
 
เขายอมเอ่ยออกมา ผมบุญเม้มปากแน่น
 
"ผมขอโทษ ผมไม่รู้ ผมไม่รู้ว่าพี่เจออะไรมาบ้าง ผมขอโทษ"
 
เขาคร่ำครวญออกมาเพราะทนฟังต่อไปไม่ได้แล้ว ภูมิบุญเงยหน้าขึ้นทั้งน้ำตาแล้วโผเข้ากอดร่างของเขาแผ่วเบา
 
"ไม่เป็นไรนะบาส อย่าคิดว่าไม่มีใคร พี่อยู่ตรงนี้ เรายังมีพี่อีกคนนะ"
 
ทั้งสองกอดกันร้องไห้อยู่นานแสนนาน พลอยกับกายยืนคุยกับโตโต้อยู่ด้านนอก รออยู่นานเป็นห่วงก็เป็นห่วงแต่ก็เชื่อใจของภูมิบุญ
 
"บาสอยากให้พี่ทำอะไรกับเด็กพวกนั้น พี่จะทำให้สาสมกับที่พวกมันทำไว้กับเรา"
 
พอหยุดร้องไห้ก็พูดออกมาน้ำเสียงขุ่นเขียว
 
"พี่ อย่าเลยครับ พวกเขาคงไม่ได้ตั้งใจจะทำแบบนั้นหรอก"
 
สิ่งที่ลอดออกมาจากปากของบาสทำให้ภูมิบุญถึงกับอึ้ง
 
"บาส แต่มันทำกับเรามากเกินไปนะ พี่ไม่ยอม"
 
ภูมิบุญร้องออกไปสายตาเคียดแค้น
 
"ครับผมเองก็เจ็บใจ แต่หลังจากที่คุยกับคุณตำรวจแล้ว ผมพอรู้ว่าโทษมันท่าจะหนัก ผมไม่อยากให้ใครหมดอนาคตไปเหมือนผม"
 
ร่างของภูมิบุญกระตุกสั่นไหวไปในทันที หัวใจที่เริ่มจะฟื้นแข็งแรงกลับโดนกระแทกกระทั้นเข้าไปอีกรอบ นี่น่ะหรือเด็กที่เขาคิดว่ามีปัญหาในตอนแรก นี่น่ะหรือความคิดของเขา สิ่งที่บาสพบเจอมาแม้จะเป็นเวลาไม่นานนักแต่เขาก็ได้ลิ้มรสของความลำบาก อนาคตที่กำลังจะดับวูบเลือนหายไปต่อหน้า เขารู้ดีว่ามันเป็นยังไง แม้เขาจะถูกเลี้ยงดูมาแบบวัตถุนิยมแต่พื้นฐานจิตใจของเขาก็ไม่ได้เลวร้ายแต่อย่างใด
 
"เราแน่ใจแล้วเหรอบาส"
 
ภูมิบุญนิ่งคิดอยู่ก่อนจะเอ่ยออกไป
 
"ครับ ผมไม่เอาเรื่อง"
 
บาสถอนหายใจออกมาก่อนจะพูดขึ้น ภูมิบุญเม้มปากแน่นครุ่นคิดอยู่ เงาของรัตติกาลมันช่างน่ากลัวเสียนี่กระไร ในคืนที่ไร้แสงใดในระยะสายตาที่จะมองเห็น เงานั้นมันหลอกหลอนให้เราต้องคอยผวา กลัวแม้แต่เสียงลมหายใจของตัวเอง ทว่าหากมองย้อนกลับไปเพราะเงาของโลกทำให้มีเวลากลางคืนกับกลางวัน เพราะเงาของโลกทำให้เราเห็นดวงจันทร์สลับกับดวงอาทิตย์ ถ้าคิดให้ดีแล้วความมืดก็ทำให้อะไรหลายๆอย่างเกิดสมดุล มีกลางวันมีกลางคืน มีมืดมีสว่าง เพราะถ้าสว่างเราก็มองเห็นท้องฟ้าครามสวย และถ้ามืดเราก็เห็นแสงดาวแสงเดือนระยับ ในความมืดย่อมมีสิ่งดีๆหรือสวยงามซ่อนอยู่ฉันท์ใด มนุษย์เราก็ย่อมมีทั้งดีและเลวฉันท์นั้นแล
 
"เห็นใจอีชั้นเถิดค่าคุณตำรวจ อย่าเอาลุกชายอีชั้นเข้าคุกเลยนะคะ"
 
เสียงคร่ำครวญของมารดาของเด็กคนที่ทำร้ายบาสดังก้อง สถานีตำรวจ หลังจากที่มาถึงโวยวายอยู่พักใหญ่แต่พอทราบโทษกับหลักประกันที่ทางคุณอนิรุ ธตั้งไว้แล้วถึงกลับร้องไห้สั่นกันทุกคน
 
"อีชั้นเป็นแค่แม่ค้า จะไปเอาเงินแสนเงินล้านมาจากไหน สงสารลูกชายอีชั้นด้วยเถิดค่ะ"
 
เธอร้องไห้จนน้ำหูน้ำตาเปรอะเปื้อนหน้า ทางตำรวจก็พยายามทำให้เธอหยุดฟูมฟายเพื่อที่จะได้ทำตามหลักกฏหมาย เพราะน้ำตาเปลี่ยนกฏหมายไม่ได้ ผู้ปกครองของเด็กอีกสองคนก็ทำท่าเหมือนกัน แต่รายนั้นแย่กว่าเพราะทำงานโรงงานน้องสาวก็เข้าโรงพยาบาล ส่วนลูกชายก็กำลังจะก้าวเข้าไปอยู่ในคุก เสียงอ้อนวอนดังโหยหวนไปทั่วทั้งสถานี ภูมิบุญขอร้องให้โตโต้พากลับไปที่โรงพักอีกรอบ กายกับพลอยก็ตามมาด้วยทั้งที่ภูมิบุญยังไม่ได้บอกอะไร
 
"คุณเจ้าขาสงสารเด็กมันด้วยเถอะค่ะ อย่าใจร้ายเลยนะคะ"
 
พอภูมิบุญขึ้นไปบนสถานีก็ยืนนิ่งอยู่ ผู้กำกับเข้ามาคุยกับกายเพื่อเล่ารายละเอียดให้ฟัง ส่วนคุณอนิรุธก็เข้ามาหาโตโต้กับภูมิบุญ พอเล่าถึงโทษทัณฑ์ที่เด็กทั้งสี่คนจะได้รับ ภูมิบุญก็ถึงกับกระตุกเพราะโทษทำร้ายร่างกายมันไม่รุนแรงเท่าไหร่นักแต่ที่ เพิ่มข้อหาพยายามฆ่าไปโทษมันรุนแรงจนภูมิบุญหน้าซีดไม่มีเลือดสักหยด
 
"ต้องจำคุกนานขนาดนั้นเลยเหรอครับคุณอนิรุธ"
 
ภูมิบุญครางออกมาสีหน้าวิตกอย่างเห็นได้ชัด
 
"ทำไมล่ะภูมิ ดีออกสมน้ำหน้ามัน"
 
พลอยร้องขึ้น ภูมิบุญเม้มปากแน่น ลุกขึ้นเดินไปหาผู้ปกครองของเด็กทั้งสี่
 
"คุณคะเด็กมันแค่มีเรื่องกันอย่าทำกันถึงขนาดนี้เลยนะคะ ดิชั้นขอร้องล่ะ"
 
"นั่นสิครับคุณ เด็กมันมีเรื่องกันแค่นี้ถึงกับต้องขังกันเลยเหรอ ไม่ใจร้ายไปหน่อยเหรอครับ"
 
"พวกคุณมีเงินมีทองขนาดนี้ สงสารคนจนๆอย่างพวกเราด้วยเถอะครับ พวกเราไม่มีปัญญาจะหาเงินมาประกันตัวได้หรอก"
 
ทุกเสียงรุมมาที่ภูมิบุญที่นั่งนิ่งพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดอยู่
 
"ทำไมคะ ก็ลูกของพวกคุณทำผิด ใครทำผิดก็ต้องว่ากันไปตามผิด เก่งนักไม่ใช่เหรอคะ ก็ไปอยู่ในคุกสักสี่ห้าปีไม่เห็นจะเป็นไรเลย ไปเก่งในคุกไงคะ"
 
พลอยแว้ดเสียงขึ้น
 
"พลอย"
 
"นี่คุณ ไม่เห็นใจกันหน่อยสิ ใจดำจริงๆ"
 
"ใจไม่ดำหรอกค่ะ แล้วทำไมตอนทำไม่คิดล่ะคะว่าผลมันจะเป็นยังไง ตอนนี้จะมาโอดครวญให้ใครเขาเห็นใจ"
 
"พลอยพอเถอะ"
 
ภูมิบุญปรามกายเองก็เข้ามาจับแขนพลอยไว้ ทางตำรวจเริ่มที่จะเข้ามาสังเกตุการณ์เพราะเห็นฤิทธิ์ของพลอยแล้ว
 
"ไม่ได้นะภูมิ อย่าเสียเวลาเสวนากับคนพวกนี้เลย"
 
"ใช่สิ พวกเรามันจนนี่ ไม่ใช่ลูกใช่หลานคุณนี่คุณก็พูดแบบนี้ได้"
 
"ป้ากราบล่ะค่ะคุณกรุณาเราด้วยอย่าให้ลูกชายป้าต้องเข้าคุกเลย มันจะเรียนจบอยู่แล้ว เห็นแก่อนาคตเด็กมันเถอะค่ะ"
 
ป้าแกทำท่าจะก้มลงกราบจริงๆภูมิบุญไปจับมือเอาไว้
 
"อย่าทำแบบนี้เลยครับป้า"
 
"แม่อย่าไปง้อมัน จะไปขอร้องคนพวกนี้ทำไม"
 
เสียงเด็กคนนั้นร้องขึ้นสายตากร้าวมีน้ำตาคลออยู่
 
"หุบปากไปเลยไอ้ลูกเลว ทำชั่วทำผิดแล้วยังไม่สำนึกเหรอ ใครสั่งใครสอนให้ทำแบบนี้"
 
น้ำตาของผู้เป็นแม่ไหลรินออกมา สะท้อนใจของภูมิบุญยิ่งนัก ภูมิบุญลุกขึ้นเดินไปจูงแขนโตโต้ออกไปข้างนอก
 
"คุณโตโต้ครับ ภูมิไม่เอาเรื่องเด็กพวกนี้แล้ว"
 
"หา อะไรนะภูมิ ทำไมล่ะ"
 
โตโต้ร้องออกมาหน้าตาตื่น
 
"บาสเขาไม่อยากเห็นใครต้องเสียอนคตเหมือนเขาอีก ภูมิเองก็เข้าใจน้องมันนะครับ พอกันที ให้บาปกรรมมันจบแค่นี้เถอะ"
 
ภูมิบุญพูดออกไปเสียงเครียด โตโต้นิ่งคิดอยู่ก่อนจะเรียกคุณอนิรุธออกมาบอกความประสงค์ของภูมิบุญ
 
"เอ่อ ผมเกรงว่าจะช้าไปน่ะครับน้องภูมิ ถึงเราจะไม่เอาเรื่องแต่มันเป็นคดีอาญา เราทำอะไรไม่ได้แล้วล่ะครับ"
 
"ทำไมล่ะครับ คุณอนิรุธ"
 
ภูมิบุญหน้าถอดสีอีกครั้ง
 
"คือคดีอาญามันไม่เหมือนคดีแพ่งนะครับ ถ้าหากตำรวจได้ลงบันทึกประจำวันแล้ว ต้องรอศาลอย่างเดียวครับ"
 
"แล้วเรื่องประกันตัวล่ะครับ"
 
"ถ้าน้องภูมิไม่เอาเรื่อง เดี๋ยวผมจะลองคุยกับทางตำรวจดูนะครับ น่าจะพอได้เพราะเรื่องยังไม่ถึงศาล"
 
คุณอนิรุธแจงออกมา ทำให้ภูมิบุญค่อยโล่งใจ โตโต้เองก็จับบ่าของภูมิบุญอยู่
 
"แม่กลับไปเถอะ ผมจะติดคุกเอง แม่ไม่ต้องลำบาก"
 
"จะให้แม่ปล่อยแกไว้นี่ได้ยังไง เป็นตายยังไงก็ต้องช่วย"
 
เสียงแม่ลูกร้องไห้พร่ำพรรณากันอยู่ ภูมิบุญเดินเข้าไปยืนอยู่หน้าทุกคน
 
"พอใจหรือยัง ไม่ต้องมาสงสาร อยากทำอะไรก็เชิญ"
 
"นี่มันจะมากไปแล้วนะ"
 
พลอยแว้ดเสียงขึ้นเพราะพ่อของเด็กอีกคนร้องขึ้น
 
"พลอย ทุกคนครับ เรื่องวันนี้ ทางผมไม่เอาเรื่อง"
 
"อะไรนะภูมิ"
 
พลอยร้องขึ้น ภูมิบุญพยักหน้าให้พลอยโตโต้ได้บอกกับกายแล้วกายจึงดึงตัวพลอยออกไปคุย
 
"ที่ไม่เอาเรื่อง เพราคนเจ็บเขาอโหสิกรรมให้นะครับ ไม่ใช่ผม"
 
ภูมิบุญพุดเสียงเรียบนิ่ง ทุกคนอึ้งอยู่ไม่มีเสียงอะไรออกมาจากปากใคร
 
"น้องผม เขาไม่อยากเห็นใครต้องมาเสียอนาคตเพราะการกระทำที่สิ้นคิดของใครบางคน"
 
"ขอบคุณมากนะคะคุณ"
 
เสียงร้องของความปีติดีใจดังออกมา
 
"น้องๆครับ พี่จะพยายามให้ทนายช่วยนะ เรื่องมันเป็นคดีอาญาไปแล้ว อยากจะยกเลิกแต่มันก็ทำไม่ได้แต่เรื่องประกันตัวพี่จะให้ทนายพี่ช่วยลดลงให้น้อยที่สุด ผ่านเรื่องวันนี้ไปแล้วพี่อยากจะขอให้พวกเราตั้งใจเรียนให้จบนะครับ เป็นคนดีของสังคม อย่าทำแบบนี้กับใครอีก เพราะคนที่เดือดร้อนไม่ได้มีแต่เราคนเดียว"
 
ภูมิบุญพูดเสียงนิ่งสายตากวาดมองผ่านแต่ละใบหน้าไปอย่างเชื่องช้า พอพูดจบแม่ลูกโผเข้ากอดกันกลมเสียงร่ำไห้ดังสนั่นไปทั่วทั้งโรงพัก ภูมิบุญหันหลังเดินออกมาด้วยความรู้สึกที่โล่งใจ
 
"พี่ เดี๋ยว"
 
เสียงเรียกของเด็กคนนั้น ภูมิบุญหยุดกึกลงแล้วหันไป
 
"ผมขอโทษนะครับพี่ ขอบคุณมาก ขอบคุณจริงๆ"
 
เขายกมือไหว้ทั้งน้ำตา เด็กทั้งสี่คนยกมือไหว้ภูมิบุญพร้อมกันทุกคน ภูมิบุญออกจากโรงพักมาแล้ว
 
"เราไม่เข้าใจเลยจริงๆนะภูมิ บาสมันคิดอะไรของมัน"
 
พลอยถามขึ้นตอนออกมาจากโรงพัก
 
"บาสมันคงไม่อยากเห็นใครเป็นเหมือนมันล่ะพลอย ดีแล้วล่ะจะได้หมดเวรหมดกรรมกันไปเสียที"

ไม่มีใครพูดอะไรอีกเพราะน้ำเสียงของภูมิบุญเหนื่อยหน่ายที่จะเล่าหรือแจงเหตุผล ว่าทำไม หรือเพราะอะไร ตัดสินใจไปแล้ว พูดออกไปแล้ว ทำอย่างที่บาสต้องการแล้ว อยากให้มันจบอยากให้มันหมดเรื่องแบบนี้ไปจากใจเสียที แม้แต่คุณอภิสราเองก็เห็นดีเห็นงามไปด้วย

"ดีแล้วลูก อย่าไปจองเวรจองกรรมเขาเลย เราจะได้กุศล"

ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี กุศลหรือ มันเป็นตัวยังไง ภูมิบุญเองแย้งในใจแต่ก็นิ่งเงียบไป แต่บางทีการทำแบบนี้อย่างน้อยก็ได้เห็นแววตาที่ตอนแรกมองอย่างเกลียดชัง มันเปลี่ยนเป็นแววตาที่มีความหวัง มองภูมิบุญอย่างดีใจเหมือนเขาได้ให้ชีวิตใหม่แก่เด็กทั้งสี่คน หรือว่านี่น่ะหรือเขาเรียกกุศล

เรื่องราวเลวร้ายผ่านไปแล้ว บาสออกจากโรงพยาบาลแล้ว ภูมิบุญเช่าหอที่ใหม่ที่ดูดีกว่าใกล้โรงเรียนกว่าให้บาส โดยค่าใช้จ่ายทั้งหมดโตโต้เป็นคนรับผิดชอบออกให้ เจ้าตูบขี้เรื้อนเองก็กลับมาอยู่ที่บ้านแล้วหลังจากที่เอาไปฝากไว้ที่โรง พยาบาลสัตว์หลายสัปดาห์ จากสุนัขขี้เรื้อนมันเริ่มมีแววตาสดใสอ้วนท้วนขึ้น ขนเริ่มขึ้น มีแววของสุนัขพันธ์ดี เพราะแท้จริงมันคือสุนัขพันธ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ ภูมิบุญรักและดูแลเอาใจใส่มันมาก อย่างน้อยก็สงสาร คุณอภิสราเองก็เอ็นดูมันเช่นกัน หลังจากผ่านเหตุการณ์ร้ายๆไปคุณอภิสราก็มีการกำหนดวันทำบุญบ้านครั้งใหญ่ ภูมิบุญเองก็คุยกับแทนทวีมากยิ่งขึ้นแม้จะยุ่งมากแค่ไหนก็ตามเขาต้องเจียด เวลาให้คนที่เขารัก ส่วนงานก็ง่วนอยู่แต่กับการเตรียมงานแต่งของแวน ชีวิตที่มีเมฆหมอกทะมึนดำบังอยู่ตลอดเวลาเริ่มมองเห็นฟ้าสีครามแสงแห่งความ สุขสาดส่องอยู่ไรๆ หวังว่ามันจะเป็นความสุขที่แท้จริง ไม่มีสิ่งเลวร้ายเข้ามาอีกนะ ภูมิบุญคิดเอาไว้
 

วันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2553

(Heroine) ที่นี่ไม่มีนายเอก ฉากหกสิบสี่

"ทำไมใจร้ายกันจังเลย ทำลงไปได้ยังไง น้องมันเพิ่งจะอายุสิบห้าเองนะ"
 
พลอยร้องออกมาระหว่างทางไปยังหอของบาส
 
"เด็กมันไม่ทันคิดน่ะสิพลอย มันคิดแต่จะเอาคืน"
 
"ทำไมไม่มาเอาคืนกับภูมิ ไปทำเด็กมันทำไม เลว"
 
เสียงที่ดังขึ้นลอดออกมาจากไรฟันกัดกรามแน่นจนปูดโปน พลอยเองก็ไม่ได้ปลอบเพราะตนเองก็มีอารมณ์ความรู้สึกไปในทางเดียวกัน
 
"ใจเย็นๆก่อนนะ พี่ว่าเพื่อนพี่คงตามจับตัวได้เร็วๆนี้ล่ะ"
 
"จับได้พลอยจะไม่ยอมให้อภัยมันเลยนะคะ ก่อนเข้าตารางพลอยขอตบหน้ามันสักที"
 
"โห พลอย ใจเย็นๆ ไม่ได้หรอกถ้าเรื่องถึงตำรวจจะไปทำกับเขาแบบนั้นไม่ได้"
 
ทั้งสามโต้แย้งกันมาตลอดทางจนถึงหน้าหอ ภูมิบุญปรี่เข้าไปที่ห้องสำนักงานทันที มีตำรวจมารออยู่ก่อนแล้วสองนาย
 
"คุณกายใช่ไหมครับ ผู้กำกับฝากมาบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ตอนนี้เราให้กำลังตำรวจออกค้นหาตัวผู้ก่อเหตุแล้วครับ"
 
นายดาบคนหนึ่งเดินมาหากายแล้วเอ่ยขึ้น
 
"ฝากด้วยนะครับ หลานผมเอง"
 
กายพูดเต็มปากเต็มคำ
 
"เกิดอะไรขึ้นครับลุง ทำไมน้องผมถึงโดนทำร้าย"
 
ภูมิบุญปรี่เข้าไปหาเจ้าของหอที่นั่งหน้าเสียอกสั่นขวัญแขวนอยู่
 
"ลุงก็ไม่รู้นะหนู ได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย ข้างห้องเขาโทรลงมาบอก ลุงขึ้นไปดูก็เห็นพ่อหนูนั่นอยู่ในสภาพแบบนั้นแล้ว เลยโทรเรียกรถพยาบาลให้"
 
ลุงเล่าแบบสั่นๆ
 
"ใจร้าย"
 
พลอยร้องขึ้น
 
"คนทำมันหนีไปแล้วหนูพอเกิดเรื่องมันก็ไปเลย ของในห้องมันก็ไม่เอาไปสักอย่าง"
 
ภูมิบุญได้แต่เม้มปากแน่น
 
"งั้นเรากลับก่อนเถอะภูมิ ดึกมากแล้ว ขอบคุณนะครับลุง"
 
"ภูมิอยากจะจับตัวพวกมันให้ได้ในคืนนี้"
 
"เอาน่า ใจเย็นๆ ให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เขา เพื่อนพี่คนนี้เชื่อถือได้ เราไม่ต้องห่วงหรอก ไม่น่าจะเกินพรุ่งนี้"
 
ภูมิบุญแม้ในใจจะร้อนรนอยู่มากแต่ก็ยอมกลับบ้านแต่โดยดี กายขับรถไปส่งที่บ้านก่อนแล้วค่อยวกไปส่งพลอย จวนจะตีสี่แล้วภูมิบุญเดินเข้าบ้านในสภาพที่ไม่มีจิตใจ มันลอยหายไปไหนแล้วไม่รู้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันตรึงอยู่ในหัวรุมเร้ากันอยู่
 
"ภูมิ ไปไหนมาลูก"
 
เสียงของจันทร์ร้องออกมา เธอตื่นมาเห็นห้องของภูมิบุญเปิดอยู่จึงอยู่รอไม่ได้กลับเข้าไปนอนอีก จิตใจของผู้เป็นแม่ก็กระสับกระส่ายไม่แพ้กัน
 
"แม่"
 
ภูมิบุญปรี่เข้าไปกอดมารดาร่ำไห้ออกมา
 
"ภูมิ มีอะไรลูก เป็นอะไรไป"
 
"แม่ ภูมิไม่ไหวแล้ว ภูมิเป็นตัวซวย อยู่ที่ไหนสร้างแต่ความลำบากให้เขา ภูมิไม่ไหวแล้ว แม่"
 
เสียงร้องไห้ที่ดังไม่มากนักเพราะคนที่ร้องกักเก็บมันเอาไว้ แต่ตัวที่สั่นโยนเพราะแรงสะอื้นมันทำให้ร่างของมารดาที่กอดไว้สั่นไปด้วย
 
"ภูมิ มีอะไร บอกแม่ ทำไมพูดแบบนี้ บอกแม่"
 
จันทร์เองก็ตกใจ ไม่ได้ร้องไห้แต่หัวใจกลับบอบช้ำไม่แพ้กัน
 
"แม่ทำไม ทำไมทุกอย่างเป็นเพราะภูมิคนเดียว เป็นเพราะภูมิ"
 
ไม่นานนักจันทร์ก็หลั่งน้ำตาออกมา พยายามซักแต่ภูมิบุญก็พูดวกไปเวียนมาอยู่แต่ประโยคเดิม แต่พอจะจับใจความได้ว่าลูกน้อยเนื้อต่ำใจอะไรมา เนิ่นนานจนฟ้าสางภูมิบุญจึงยอมสงบและเล่าเรื่องราวต่างๆให้มารดาของตนฟัง
 
"ตายจริง เวรกรรมแท้ๆ"
 
"เพราะภูมิคนเดียวนะแม่ ถ้าวันนั้นภูมิไม่ทำอย่างนั้นไป น้องเขาคงไม่เจอเรื่องแบบนี้"
 
"ไม่หรอกภูมิ ที่เราทำแบบนั้นมันก็ไม่ถูก แม่เองก็ว่ามันผิด แต่น้องมันไม่เกี่ยวข้องด้วยนี่ เอาเถอะเรื่องมันผ่านมาแล้ว ตอนนี้เราต้องหาทางแก้ไขก่อนว่าจะทำยังไงต่อไปดี"
 
สนทนากับมารดาอยู่สักพักก็เข้าไปในห้องล้มตัวลงนอนด้วยความเหนื่อยล้า พยายามข่มตานอนแต่ก็ไม่หลับ
 
"วันนี้ต้องไปวัดกับป้านะลูก ไม่ได้แล้ว อะไรกันคนตัวเล็กๆคนนึงทำไมเจอเรื่องเลวร้ายแบบนี้อยู่ไม่จบไม่สิ้น"
 
พอสายเดินไปตึกใหญ่ คุณอภิสรารู้เรื่องจากจันทร์ก็นั่งหน้าเคร่งเครียดอยู่ ส่วนโตโต้กำลังเดินลงมาจากบนบ้าน
 
"มีอะไรกันเหรอครับแม่"
 
โตโต้ถามขึ้นเพราะเห็นสีหน้าของทุกคนไม่สู้ดี
 
"วันนี้เราไปทำงานคนเดียวนะตาโต้ แม่จะพาน้องไปวัด"
 
"อ้าว ทำไมล่ะครับ มีอะไรกัน"
 
"ก็มีเรื่องน่ะสิ เด็กข้างห้องมันทำร้ายไอ้หนูนั่นน่ะสิ"
 
"อะไรนะแม่"
 
โตโต้วางกระเป๋าใส่เอกสารลงจากมือทันที แล้วหันไปมองหน้าภูมิบุญที่ดูซูบซีดเหมือนคนอดนอน
 
"ทำไมไม่บอกพี่ภูมิ"
 
"นี่ตาโต้ อย่าไปว่าน้องเขานะ เมื่อคืนก็ออกไปคนเดียว ไม่ได้แล้วแม่ต้องพาไปให้หลวงพ่อท่านรดน้ำมนต์ให้แล้ว อะไรกัน ตั้งแต่เรื่องที่บริษัทแม่ยังไม่ได้ทำบุญบ้านเลย คงจะถึงคราวแล้วล่ะ"
 
"งั้นโต้ไปด้วยนะแม่"
 
"เราไปทำงานเถอะอย่ากระโตกกระตากไป แม่ไปแค่ลพบุรีเองให้ลุงหมายขับรถให้ ไปจันทร์ไปเตรียมของ"
 
คุณอภิสราสั่งเด็ดขาด โตโต้ได้แต่มองหน้าของภูมิบุญ สงสารจับใจ ตั้งแต่ทำงานด้วยกันมาไม่เคยมีวันไหนที่โตโต้ต้องไปทำงานคนเดียว คนตัวเล็กผิวสีน้ำผึ้งที่มองไม่รู้จักเบื่อจะนั่งข้างกายตลอด แต่วันนี้เขาต้องยอมให้ภูมิบุญไปเพราะว่ามารดาสั่ง
 
ส่วนพลอยเองก็ลางานครึ่งวันไผเฝ้าบาสที่โรงพยาบาล กายเป็นคนรับผิดชอบให้ทั้งหมด บาสฟื้นแล้วแต่ไม่พูดอะไรกับใครเลย
 
"ใคร ใครทำลูกผม"
 
คุณรังสรรค์บิดาของบาสร่ำไห้อยู่ข้างเตียงลูกชาย สภาพของเขาไม่ต่างจากขี้เมาคนหนึ่ง กลิ่นเหล้าคลุ้งกระจายไปทั่วห้อง บาสเองเบือนหน้าหนีบิดา พลอยเดินเข้าไปเจอจึงยกมือไหว้ทักทาย รุ้สึกตกใจที่เห็นสภาพของผู้เป็นพ่อของบาส ทำไมมันเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้ จากนายธนาคารที่ในวาดภาพเอาไว้ต้องมีมาดของนักธุรกิจ แต่ตอนนี้เขาไม่ต่างจากลุงขี้เมาคนหนึ่ง
 
"หนู ลุงขอคุยอะไรด้วยหน่อยสิ"
 
พอคร่ำครวญอยุ่สักพักเห็นพลอยจะเดินออกไปรอนอกห้องจึงเดินตามออกมา
 
"คะ คุณลุง"
 
"ลุงได้ข่าวว่ามีคนดูแลลูกผมใช่ไหม เป็นหนูหรือเปล่า"
 
พลอยมองหน้าของเขาอย่างไม่เข้าใจในจุดประสงค์
 
"เอ่อ ทำไมหรือคะ"
 
"เปล่าหรอก ลุงรุ้สึกละอายที่เลี้ยงลูกไม่ได้ บ้านก็ไม่มีจะอยู่ เงินก็ไม่มี สงสารลูกก็สงสาร ถือว่าเมตตาบาสมันนะหนู"
 
"ทำไมล่ะคะลุง"
 
"ลุงกะว่าจะไปอยู่ต่างจังหวัด หนีเจ้าหนี้น่ะหนู อยากจะฝากฝังบาสมันกับหนูเลย"
 
"ลุงคะ แล้วลุงจะไปอยุ่ไหนล่ะคะ"
 
พลอยชักสีหน้าไม่ดี เพราะตกใจที่ได้ยินคนที่เป็นพ่อพูดขึ้นมาแบบนี้
 
"มีอย่างหนึ่งที่บาสกับน้อยไม่เคยรู้"
 
เขาหยุดแล้วมองหน้าพลอยเรียกร้องความสงสารเห็นใจ
 
"ลุงมีเมียอีกคน อยุ่ที่เพชรบุรี ลุงว่าจะไปอยู่กับเขาที่นั่น"
 
ได้แต่อ้าปากค้าง พูดไม่ออก
 
"ลุงมีลูกสาวกับเขาด้วย ลุงกะจะไปตั้งหลัก ยังไงลุงฝากบาสมันด้วยนะหนู"
 
น้ำตาซึมออกมา พลอยเองเหมือนลมขึ้นมาจุกอยู่ที่อกหายใจลำบาก น้ำตาซึมออกมาเหมือนกัน นี่มันอะไร นี่มันวิบากกรรมอะไรมากมายก่ายกองขนาดนี้ พลอยนิ่งทรุดลงนั่งกับม้านั่ง ลุงเดินเข้าไปหาลูกชายเป้นครั้งสุดท้าย
 
"อย่าดื้อนะลูก เชื่อฟังพี่เขานะ พ่อขอโทษที่ทำลายความฝันของเรา พ่อเสียใจนะลูก รักษาตัวดีๆนะบาส"
 
เขาเองก็คงไม่ได้อยากทำเช่นนี้ บาสเองก็ไม่ได้อยากหันหลังให้บิดา ใครกันอยากจะได้ยินประโยคบาดใจเหล่านี้จากใครก็ช่างบนโลกใบนี้ บาสเองน้ำตาไหลออกมาอาบแก้มแต่กัดฟันเม้มปากเอาไว้แน่น คุณรังสรรค์เองก็เม้มปากหนักก้มตัวลงกอดลูกชายแผ่วเบาเพราะกลัวว่าจะเจ็บ ก่อนจะจากไป
 
"พ่อ"
 
เสียงลอดออกมาจากไรฟันแต่เขาออกจากห้องไปแล้ว อนิจจา ถึงเขาเป็นยาจกชีประขาวเขาได้ชื่อว่าบิดา ถึงเขาเป็นคนเลวหลอกลวงโลกเขานั้นก็ยังเป็นบิดา แล้วบุตรจะอายบิดามันควรแล้วหรือ บาสหันหลังกลับมาไม่เจอพ่อของเขาแล้ว มีพลอยกับกายยืนอยู่ กายเพิ่งจะมาจากซื้อของโดยให้พลอยขึ้นมาก่อน
 
"พ่อ พ่อไปไหน พ่อครับ พ่อ"
 
เขาร้องออกมา พลอยถึงกับทรุดลง กายรีบประคองตัวไว้ "พ่อ" แทงใจเหลือเกิน นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้ยินคำนี้จากครอบครัวของเธอ แต่ภาพของพ่อที่มีในใจพลอยมันไม่น่าจดจำเท่าใดนัก เพราะพ่อของเธอยังมีชีวิตอยู่ แต่ที่ต้องแยกจากกันเพราะพ่อของเธอไปมีคนใหม่ เหมือนอย่างที่คุณรังสรรค์กำลังทำอยู่
 
"บาส"
 
พอได้สติก็ปรี่เข้าไปหา
 
"พ่อผมไปไหนพี่ พ่อ"
 
เขาร้องครวญครางออกมา
 
"พ่อเราไม่ได้ไปไหนหรอก ท่านไปอาบน้ำ บาส บาสเจ็บไหม พี่ขอโทษนะที่ปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเรา"
 
พลอยสะอื้นออกไปจับตามตัวของเขาอย่างแผ่วเบา กายเองก็ยืนประคองอยู่ข้างหลังไม่ยอมห่าง
 
"พี่ไม่ยอมให้พวกนั้นลอยนวลหรอกนะบาส พี่ไม่ยอม"
 
"พี่ ผมผิดเองล่ะที่ไปรกลูกหูลูกตาเขา คนอย่างผมน่ะ ควรจะตายๆไปซะ"
 
"บาส"
 
"บาส อย่าพูดแบบนี้สิครับ รุ้ไหมทุกคนเขาเป็นห่วงนะ ไหนเกิดอะไรขึ้น เราพอจะเล่าได้ไหม"
 
เสียงขรึมๆของกายทำให้ความเครียดมันดูอ่อนลง น้ำเสียงที่เข้มแข็งแต่อ่อนนุ่มไปในตัว บาสเม้มปากพยายามปาดน้ำตาออก พอเขาไม่คร่ำครวญแล้วกายก็เรียกให้เพื่อนที่เป็นผู้กำกับเข้ามาสอบปากคำ พลอยเองก็ถอยไปอยุ่ห่างๆกับกาย แต่พอรู้เรื่องว่าแท้ที่จริงแล้วเด็กคนนั้นไม่ได้มีความแค้นเป็นหลัก จุดประสงค์หลักคือมาไถเงินจากบาส เพราะเห็นที่โตโต้ให้เงินไปในวันนั้น พวกเขามากันสามคนรวมน้องผู้หญิงอีกคนเป็นสี่คน ทั้งสี่เหมือนเมาเหล้ามา บาสเล่าไปเรื่อยๆ พลอยได้ยินถึงกับเม้มปากหนัก
 
"โทษคืออะไรคะคุณตำรวจ"
 
พลอยโพล่งขึ้นเดินปรี่เข้าไปจ้องหน้า
 
"ทำร้ายร่างกายครับ"
 
"ไม่พอค่ะ เพิ่มข้อหาพยายามฆ่าด้วยสิคะ ดูน้องหนูสิ แบบนี้เขาเรียกทำร้ายกันเหรอคะ กระดูกชายโครงร้าวเนี่ย ยังไงหนูก็ไม่ยอม"
 
"พลอย"
 
กายปรามขึ้นแล้วอมยิ้มให้เพื่อนที่ยิ้มเช่นกัน
 
"ครับๆ ได้ครับน้องพลอย เดี๋ยวพี่จัดให้"
 
พลอยทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ส่วนกายกับเพื่อนก็นั่งยิ้มอยู่อย่างพอใจ ด้านภูมิบุญก็นั่งเงียบไปตลอดทางในใจก็คิดไปต่างๆนานาเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น
 
"ถึงแล้วลูก"
 
คุณอภิสราร้องบอก ภูมิบุญสะดุ้งตื่นจากภวังค์ วัดเขาสมโภชน์ที่จังหวัดลพบุรี มองไปหลังวัดมีภูเขารายล้อมอยู่เป้นเงาทะมึนแลดูน่าเกรงขาม หลังจากที่ขึ้นไปกราบพระบนโบสถ์แล้วก็ทำสังฆทานกันคนละชุด หลวงพ่อเพ่งมองใบหน้าของภูมิบุญตั้งแต่ก้าวเข้าไปในอุโบสถ
 
"โยมนี่มีบุญมีวาสนาสูงมากนะ แต่ ก็มีกรรมเยอะเหลือเกิน"
 
"นั่นสิคะเจ้าคะหลวงพ่อ หลานดิฉันทำไมเจอแต่เรื่องร้ายๆตลอด หลวงพ่อช่วยทำน้ำมนต์ให้หน่อยได้ไหมเจ้าคะ"
 
คุณอภิสราพนมมือขึ้น คุ้นเคยกับวัดแห่งนี้เป็นอย่างดีเพราะมาจำศีลที่นี่อยู่บ่อยครั้งกับจันทร์
 
"กรรมนะโยม จะหนีมันไปไม่พ้นหรอก ชาติที่แล้วทำเขาเอาไว้เยอะ แต่ก็ให้สร้างกุศล แผ่ส่วนบุญไปให้เจ้ากรรมนายเวร กรรมนั้นมันจะได้ลดละลงบ้าง อย่างโยมนี่เดี่ยวก็พ้นวิบากกรมแล้ว อดทนเอาหน่อยนะโยม"
 
ไม่ได้รุ้สึกซึ้งในรสพระธรรมหรือเข้าใจอะไรในสิ่งที่ หลวงพ่อเทศน์ให้ฟัง เพราะในหัวมันมัวมันตื้อไปหมด พออาบน้ำมนตืเสร็จก็กลับเข้ากรุงเทพฯ
 
"ภูมิเหรอ ภูมิกลับจากวัดหรือยัง"
 
พลอยโทรสัพท์เข้ามาหา
 
"กำลังกลับพลอย มีอะไรเหรอ"
 
"จับได้แล้วนะพลอย ไอ้เด็กเวรพวกนั้น ตอนนี้เรากับบอสกำลังไปที่สน.สวนหลวง"
 
"จริงเหรอพลอย เดี๋ยวเราไป"
 
ภูมิบุญร้องออกมาเสียงดัง คุณอภิสรากับจันทร์หันมองเป็นตาเดียว
 
"มีอะไรกันเหรอลูก"
 
"จับตัวคนร้ายได้แล้วครับคุณท่าน"
 
"เห็นไหม กรรมใดใครก่อกรรมนั้นย่อมสนอง"
 
คุณอภิสราพูดขึ้นแต่จันทร์กลับมีสีหน้าหงอยลง
 
"อโหสิกรรมเถอะนะลูก อย่าไปจองเวรจองกรรมอะไรกับเขาเลย ผลกรรมเขาก้ได้รับแล้ว"
 
"ครับแม่ ผลกรรมเขาได้รับแล้ว"
 
ภูมิบุญพูดออกมาน้ำเสียงแปลกไปจนคุณอภิสราปรายตามอง เพราะในใจของภูมิบุญกลับคิดว่า "กรรมนั้นตามสนอง แต่มันยังไม่สาสมไงครับแม่" พอถึงกรุงเทพฯบ่ายสามโมงกว่าๆ โตโต้ก็มารอรับที่บ้าน ส่วนพลอยไปรออยู่ที่สถานีตำรวจแล้วกับกาย ภูมิบุญพอขึ้นั่งบนรถได้ก็เปลี่ยนสีหน้าจากเหม่อลอยอยู่เป็นกระหายใคร่อยาก อยากจะเจอหน้าเด็กคนนั้นอีกที อยากจะเจอหน้าของคนที่ทำร้ายได้แม้กระทั่งเด็กอายุแค่สิบห้าปี
 
"จับได้เมื่อเช้านะภูมิ เด็กพวกนี้กำลังเมายากันอยู่"
 
"ที่ไหนครับ"
 
"ลาดกระบัง เรียนอยู่ปีสามกันแล้วนะ"
 
กัดฟังนั่งนิ่งไม่ยอมพูดจา สายตาของภูมิบุญจ้องมองไปยังพื้นถนนไม่วางตา พอถึงสถานีตำรวจภูมิบุญก็รีบขึ้นไปข้างบนทันที เห็นพลอยกับกายนั่งรออยู่ก่อนแล้ว

"เลวมาก ทำแบบนี้ได้ยังไง เป็นคนอยู่หรือเปล่า น้องเขาอายุแค่สิบห้าเองนะ ไม่มีสามัญสำนึก โตเป็นควายแล้ว เอาอะไรคิดมีสมองไหม"

เสียงพลอยตะเบ็งเสียงใส่เด็กวัยรุ่นทั้งสี่

"พลอย พี่กาย"

"ภูมิ นี่ไงไอ้พวกเดนสังคมที่ทำร้ายบาส"

ภูมิบุญสูดลมหายใจเข้าปอดเต็มที่ ปราดตามองทุกคนเรียงตัว เด็กคนที่ภูมิบุญมีเรื่องด้วยมองไม่วางตาเช่นกัน

"ใครเป็นคนทำ"

ภูมิบุญพูดขึ้นเสียงแข็ง

"เอ่อ น้องครับ น้องเขาสารภาพแล้วนะครับ ทางตำรวจแค่อยากให้มาดูตัวเฉยๆ"

"ผมทราบครับคุณตำรวจ ผมแค่อยากรู้ว่าใครทำ"

ภูมิบุญยังเสียงแข็งอยู่จ้องมองไม่วางตา

"ทำแบบนั้นทำไมครับ พี่เป็นคนมีเรื่องกับเรา ทำไมไม่มาทำที่พี่ ไปลงกับน้องเขาได้ยังไง"

"ภูมิ ใจเย็นๆนะ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่เขาจัดการ"

กายเริ่มเห็นรังสีดำออกจากตาของภูมิบุญ

"กูนี่ล่ะทำ น่าจะเอาให้ตาย"

"ผลั่ก"

"เฮ้ย น้องพอๆ"

คนที่เคยมีเรื่องกันพูดออกมา ทันทีที่เขาเปล่งเสียงออกมาภูมิบุญก็ง้างเท้าถีบเข้าไปที่กลางใบหน้าของเขาหงายหลังตกเก้าอี้ไป เสียงน้องผู้หญิงกรี๊ดขึ้นทันที

"สัตว์ มึงเป็นคนอยู่ไหม อยากมีเรื่องมามีกับกูนี่ เก่งจริงแน่จริงไปตีเด็กเหรอ ไอ้สัตว์"

กายที่รั้งตัวภูมิบุญเอาไว้ต้องเพิ่มแรงเป็นพิเศษ โตโต้ขึ้นมาเจอก็เข้ามาดึงอีกอีกแรง

"เชี่ยเอ้ย"

อีกคนเปล่งเสียงออกมา

"ผลั๊วะ"

คราวนี้เป็นพลอยที่เอากระเป๋าถือใบใหญ่ฟาดไปที่หน้าของคนที่พูด

"ยังจะปากดี พ่อแม่ไม่มีเหรอถึงไม่สั่งไม่สอน เลวระยำ"

"พลอย"

กายวางมือจากภูมิบุญปรี่เข้าไปดึงตัวพลอยออกมา พลอยทั้งถีบทั้งเตะ ตำรวจทั้งโรงพักต้องเข้ามาระงับเหตุการณ์

"ผมไม่ยอม พวกนี้ไม่ใช่เยาวชนแล้วใช่ไหมครับคุณตำรวจ"

ภูมิบุญยังร้องออกมา

"ใจเย็นๆนะครับ ถ้าทำแบบนี้พี่ไม่ให้เจอแล้วนะ เดี๋ยวพ่อแม่ของเด็กก็มาแล้ว"

"ผมไม่ให้ประกันตัว คุณโตโต้ผมขอปรึกษาคุณอนิรุธได้ไหม ผมไม่ยอม ยังไงก็ไม่ยอม มันไม่ง่ายไปเหรอ พอทำชั่วแล้วจะมาประกันตัว ไม่มีทาง"

"เอ่อ กาย พาน้องออกไประงับอารมณ์ก่อนเถอะว่ะ เดี๋ยวเสียรูปคดีหมด"

กายพยักหน้าแล้วลากพลอยออกมา โตโต้จึงลากภูมิบุญออกมาเช่นกัน

"ไหน ลูก ลูกอีชั้นไม่ผิด ลูกอีชั้นไม่ผิด"

เสียงร้องดังขึ้นมาจากทางขึ้นสถานี ภูมิบุญเม้มปากหนัก โตโต้รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจึงรีบดึงตัวออกไป

"กลับก่อนเถอะภูมิ เดี๋ยวพี่ให้คุณอนิรุธจัดการให้"

"ไม่ยอมนะครับ ยังไงก็ไม่ยอม"

"ครับ พี่เข้าใจพี่เองก็ไม่ยอมหรอกภูมิ แต่เราใจเย็นๆก่อนได้ไหม"

โตโต้พยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบภูมิบุญเม้มปากแน่นสูดลมหายใจเข้าปอด น้ำตาคลอออกมา

"ทำไมครับ ทำไม"

"เอาน่าภูมิ ป่ะกลับก่อน"

กว่าจะต้อนให้กลับบ้านได้ก็ใช้เวลานานพอสมควร รายของพลอยเองก็ไม่ใช่น้อย กายต้องถือวิสาสะกอดตัวเอาไว้เพราะยังไงพลอยก็ไม่ยอม เพราะสิ่งที่เธอเจอมาที่โรงพยาบาลมันบีบใจเหลือเกิน แค่นั้นมันยังไม่สาสม กายเองก็กว่าจะลากตัวพลอยออกมาได้

"ไปเยี่ยมน้องกันดีกว่าไหมภูมิ น้องมันคงอยากมีเพื่อน"

โตโต้พูดขึ้น ภูมิบุญถึงยอมแต่โดยดี
 

วันศุกร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2553

(Heroine) ที่นี่ไม่มีนายเอก ฉากหกสิบสาม

เคยอยู่ในที่มืดมากๆไหม ความมืดมันไม่ใช่เพียงแต่ทำให้เรากลัว มองไปทางไหนไม่มีแสงอันใด จะไขว่คว้าหาสิ่งยึดเหนี่ยวอันใดไม่มี ความมืดสนิทดำมืดมันปกคลุมไปรอบกาย ความกลัวที่ดูเหมือนใหญ่กว่าทุกสิ่ง ทำไมมันน่ากลัวขนาดนี้นะ แต่รู้ไหมถ้าเราหลับตาสักพัก สักแค่ไม่กี่นาที ค่อยๆลืมตาออกมา ความมืดนั้นเหมือนจะมีเงาให้สายตาของเราพอคุ้นชินมองเห็นอะไรต่อมิอะไรได้ไม่ยาก จิตใจคนเราก็เช่นกัน ถ้ามันมืดมนนักก็หยุดนิ่งสักพักเสีย เพ่งมองเบื้องหน้า สักพักเราก็จะเห็นแสงสว่างหรือทางไปเอง

"วันนี้เหนื่อยไหมครับพี่แทน"

พอมีเวลาพักใจก็รีบเปิดคอมพิวเตอร์เรียกหาคนที่รัก แทนทวีรออยู่ก่อนแล้ว

"อ้าวภูมิ มาเมื่อไหร่ ไม่เหนื่อยครับ เราเป็นไงบ้าง"

"วันนี้มีเรื่องนิดหน่อยน่ะครับ"

"หือ มีอะไรครับ"

ภูมิบุญบอกเล่าไปอย่างละเอียด

"ใจเย็นๆนะภูมิ พี่ว่าไม่มีอะไรแล้วล่ะ เราเองน่ะใจร้อนนะควบคุมหน่อยก็ดี พี่ไม่เคยเห็นเราเป็นแบบนี้มาก่อนนะ"

"ครับพี่แทน ภูมิเองก็รู้ตัว แต่มันห้ามไม่ได้ วันนี้ไปงานเปิดตัวหนังสือมา เจอพี่แวนด้วยนะครับ"

"พี่แวนเหรอ พูดอะไรหรือเปล่า"

"ก็คุยกันปกตินี่ครับ มีอะไรเหรอครับ"

"อ้อ เปล่าๆ กลัวว่าจะนินทาพี่น่ะสิ"

"ไม่หรอกครับพี่แทน ทุกคนที่นี่เขาคิดถึงพี่แทนกันทุกคนนะครับ"

"พี่อยากจะกลับจะแย่อยู่แล้ว แต่พอจบต้องทำโครงงานอีก พี่กลัวว่าจะได้อยู่ฝึกงานที่นี่อ่ะภูมิ"

ใจหายหลุดลอยไป นั่งนิ่งไม่กระดิกไหวตัว พิมพ์ข้อความไปแล้วลบออก พิมพ์อีกครั้งก็ลบออก

"ภูมิ เป็นอะไรไป เงียบจัง"

"ภูมิขอดูหน้าพี่แทนหน่อยสิครับ อยากเห็นจัง"

"อ้อ วันนี้กล้องพี่เสียครับภูมิ เอาไว้พี่ไปซื้ออันใหม่มานะเดี๋ยวให้ดูทุกสัดส่วนเลยดีไหม"

"แหม อยากเห็นแค่หน้าพี่แทนนะครับ ไม่ได้อยากเห็นส่วนอื่น"

"อ่ะนะ แต่พี่อยากเห็นทุกสัดส่วนของภูมินะ"

แม้จะเสียใจเล็กน้อยที่ไม่ได้เห็นหน้าคนรักแต่การสนทนาก็เป็นไปโดยดี ฝ่าฟันเรื่องราวๆต่างๆมาทั้งวัน เหนื่อยกายท้อใจ แต่พอมาได้น้ำเลี้ยงแห่งใจก็เหมือนจะมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกที จากที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันพอหัวถึงหมอนแม้จะมีเรื่องคั่งค้างในใจก็ไม่เป็นอุปสรรค พอเอนหลังลงนอนก็หลับเป็นตาย

"ภูมิจ๊ะ เมื่อคืนมีอะไรกันเหรอ ทำไมรีบกลับ เห็นโต้บอกว่าภูมิต้องรีบกลับไปดูน้อง ภูมิมีน้องด้วยเหรอจ๊ะ"

พอบ่ายๆแวนก็โทรศัพท์มาหา ภูมิบุญเล่าเรื่องคร่าวๆให้แวนฟัง

"เฮ้อ นะ พี่คิดถึงตัวเองจังเลย พี่ก็เคยทำตัวไม่ดีแบบนั้นมาก่อน ยึดติดในวัตถุ สักวันเขาคงคิดได้เองล่ะภูมิ พี่ว่าน้องเขาโชคดีนะที่มาเจอภูมิ"

"โชคร้ายมากกว่าครับพี่แวน เมื่อคืนภูมิว่าเขาแรงเหมือนกัน"

"ไม่หรอกน่า คนเราบางทีมองไม่เห็นการกระทำหรือความคิดของตัวเองหรอก อย่างน้อยพี่ว่าเราก็เป็นเหมือนกระจกสะท้อนเงาให้เขาเห็นนะ"

คำพูดคำจาที่คุ้นๆเหมือนกับฝ้ายรุ่นพี่ที่แสนดี ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้ยินมาจากปากของแวน เธอเปลี่ยนไปมากจริงๆ

"นี่เย็นนี้ว่างไหม ออกมาเจอพี่หน่อย ชวนโต้ออกมาก็ได้"

"มีอะไรหรือเปล่าครับพี่แวน เย็นนี้ยังไม่ได้ดูตารางงานเลยครับ"

"แหมพ่อนักธุรกิจใหญ่ เอาน่าเจอพี่ก็เป็นงาน คือพี่จะคุยเรื่องแต่งงานน่ะภูมิ อยากไปจัดที่เขาค้อ พี่เคยไปสวยติดใจ"

"แต่งงาน จริงเหรอครับ ยินดีด้วยนะครับพี่แวน" ร้องออกมาทั้งตกใจทั้งประหลาดใจ

"ต้องรีบคว้าไว้น่ะจ๊ะ เดี๋ยวพอลเขาเปลี่ยนใจ คราวนี้ไม่ยอมแล้ว"

แวนหัวเราะออกมา โตโต้ที่นั่งมองอยู่เงี่ยหูฟัง พอวางสายจากแวนไปก็บอกให้โตโต้ฟัง

"จริงเหรอภูมิ เออดีไปๆ ไอ้ห่าพอลไม่เห็นบอกพี่สักคำ"

สีหน้าดูครุ่นคิด แม้ปากจะพูดติดตลก ภูมิบุญสะท้อนใจขึ้นมาทันที

"คุณโตโต้ไม่อยากแต่งงานบ้างเหรอครับ ครอบครัวที่สมบูรณ์ พ่อ แม่ ลูก"

ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนได้พูดออกไปมันทำให้ชายที่นั่งมองอยู่ยิ้มออกมา

"นั่นสินะ แต่ขอมีแต่พ่อกับแม่ได้ไหม ลูกไปขอเขามาเลี้ยงเอา ให้ไอ้พอลทำให้สักสองคน ดีไหมภูมิ"

สายตาเปลี่ยนไปเป็นกรุ้มกริ่มขึ้นมา

"ทำไมล่ะครับ แฟนคุณโตโต้มีลูกไม่ได้เหรอครับ"

ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าเขาหมายความถึงอะไรแต่ก็แสร้งออกไป

"ใช่เขามีลูกไม่ได้ แต่พี่ไม่ได้เสียใจนะ ที่จริงไม่ได้อยากมีลูก แค่อยากตื่นมาทุกวันเจอหน้าเขาก็พอ"

"ดีจังนะครับ น่าอิจฉาแฟนคุณโตโต้จัง"

ไม่รู้ทำไมบังคับตัวเองให้หยุดพูดต่อปากต่อคำกับเขาไม่ได้ ยิ่งอยากหยุดยิ่งอ้าปากพูด

"ไม่ต้องอิจฉาหรอกครับ พี่อาภัพจะตาย เพราะเขาไม่เคยมองพี่เลยน่ะสิภูมิ มีแฟนอยู่แล้วด้วย แต่พี่ไม่ยอมแพ้หรอกนะ เพราะพี่รู้ว่าเขาเองก็ชอบพี่อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน"

คราวนี้เงียบอึ้งไป ไม่รู้ว่าเขาหมายถึงใคร แต่ไม่อยากพูดต่อไปอีกแล้ว ยิ่งพูดเหมือนมันวนเวียนมาเข้าตัวเองยังไงไม่รู้

"ภูมิว่าเขาจะใจอ่อนไหม"

แต่โตโต้เองไม่ยอมหยุด ภูมิบุญได้แต่ระบายลมหายใจออกมา

"คงไม่หรอกครับ คนเราจะรักใครสักคนรักได้ทีละคน เพราะใจเขาก็น่าจะมีดวงเดียว"

"หึหึ เหรอครับ แสดงว่าพี่โชคดีสินะที่ได้ทั้งตัวและหัวใจของเขามาก่อนแฟนเขาอีก"

ยิ้มขึ้นที่มุมปาก ภูมิบุญร้อนผ่าวไปทั้งหน้า พยายามทำหน้าไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด นิ่งเงียบเก็บอาการไป อึดอัดทุกครั้งที่เขาเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมา แปลบในใจทุกทีที่เขาพยายามขุดคุ้ยเรื่องอดีตขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อไหร่มันจะจบ ไม่อยากรับรู้เรื่องแบบนี้แบกเรื่องแบบนี้ไว้ในใจอีกแล้ว แล้วทั้งวันโตโต้ก็พยายามแทะโลมอยู่ตลอดไม่ว่าจะช่วงไหน ได้แต่ระบายลมหายใจออกมา เพราะไม่อยากแสดงกริยาอะไรที่มันคล้อยตามเขามาก เพราะเขาก็ตีเข้าตัวเองหมดอยู่ดี พอเลิกงานก็ตรงไปยังที่นัดหมายกับแวนเอาไว้ โดยมีโตโต้ตามไปด้วย

"รอนานไหมครับพี่แวน"

ภูมิบุญทักทายยกมือไหว้เช่นเคย

"ไม่หรอกจ๊ะภูมิ พี่เพิ่งมาเมื่อครู่เอง ว่าไงคะโต้ไม่ปล่อยให้น้องมาคนเดียวเลยนะ"

"ไม่ได้หรอกแวน ภูมิเขาไม่เคยไปไหนคนเดียวมีผมตามติดตลอด ปล่อยมาคนเดียวไม่ได้หรอก"

"แหม คนที่อยู่เคียงข้างน้องภูมิน่าจะเป็นตาแทนนะ"

แวนพูดขึ้นสายตาอ่านลำบาก ภูมิบุญเองก็ฉายแววตาอยากรู้ขึ้นมา

"ก็พี่แทนไปเรียนนี่ครับ เดี๋ยวก็กลับมา"

พูดแล้วปรายตาไปมองชายคนที่นั่งข้างๆ

"อืม โต้แวนขอคุยอะไรด้วยหน่อยสิ"

หลังจากที่ครุ่นคิดอะไรอยู่สักพักก็เอ่ยขึ้นมา โตโต้ทำหน้างงๆแต่ก็พยักหน้าเดินตามแวนออกไป ทั้งสองคุยกันหน้าตาเคร่งเครียดอยู่สักพักก็เดินกลับมา

"มีอะไรกันเหรอครับ หน้าเครียดเชียว"

"อ้อ ไม่มีอะไรหรอกจ๊ะภูมิ คือเรื่องงานแต่งนั่นล่ะ พี่คิดว่าพี่มีน้อง"

"มีน้อง"

"จ๊ะ เลยเครียดนิดหน่อย กลัวว่าพ่อแม่รู้แล้วจะว่าเอา"

แวนมองหน้าโตโต้เหมือนกำลังอ่านสายตากันอยู่

"ไม่หรอกครับพี่แวน พ่อแม่พี่แวนใจดีจะตาย"

"หึ ถ้าใจดีคงไม่พรากใครบางคนออกจากกันหรอกนะ"

พูดขึ้นมาลอยๆ ภูมิบุญทำหน้าไม่ถูกแทงเข้ากลางอกสะอึกอยู่

"เออ แล้วได้ฤกษ์มาเมื่อไหร่ล่ะแวน แล้วไอ้เชี่ยพอลทำไมมันไม่มาด้วย"

โตโต้พูดขึ้นเหมือนจะเบี่ยงประเด็นให้ความเครียดจางหายไป

"ก็คิดว่าน่าจะรอตาแทนกลับมาล่ะ น่าจะประมาณสิ้นปี พอลเขาเพิ่งเปิดตัวหนังสือนี่โต้ก็เลยยุ่งนิดหน่อย"

"พี่แทนจะกลับมาสิ้นปีเหรอครับ"

น้ำเสียงลิงโลดขึ้นมา ตาเป็นประกาย

"แหมภูมิ พอพูดถึงตาแทนนี่ดูมีความสุขจังนะ ถ้ามาก็คงมางานแต่งพี่นั่นล่ะจ๊ะ แล้วก็คงกลับไปเรียนเหมือนเดิม"

"นั่นสิ สิ้นปีก็อีกไม่กี่เดือนนี่แวน จะเตรียมตัวทันเหรอ"

โตโต้ปราดตามองไปยังภูมิบุญ รายนั้นทำหน้าไม่สนใจ

"ก็ถึงได้เรียกให้โต้กับน้องภูมิมาคุยนี่ไงจ๊ะ ช่วยแวนหน่อย คนเดียวคิดไม่ออก เรื่องสถานที่ก็คงเป็นที่กรุงเทพฯกับที่เขาค้อนั่นล่ะ"

"อ้อครับ แล้ววางตีมของงานไว้หรือยังครับพี่แวน"


"ยังเลยจ๊ะภูมิ นี่พี่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย มัวแต่ตกใจเรื่องมีน้อง คิดแต่ว่าจะแต่งๆ แต่เรื่องอื่นยังไม่ได้คิดเลย ช่วยพี่หน่อยนะภูมิ"


แวนส่งสายตาวิงวอนออกมา


"ยินดีครับ ภูมิจะทำให้เต็มฝีมือเลยครับ"


"งั้นพี่ยกให้น้องภูมิเป็นคนจัดการเลยได้ไหมจ๊ะ พี่ไม่รู้จริงๆว่าควรจะทำยังไงดี"


"เอ่อ"


หันไปหาโตโต้ขอความคิดเห็นสมทบ โตโต้ก็พยักหน้า


"ถือเป็นงานแรกเลยนะครับ ที่ภูมิจะลงไปแบบเต็มตัว"


"พี่เชื่อใจเราจ๊ะ โทรหาพี่ได้ตลอดเวลานะจ๊ะ พอลด้วย"


รู้สึกยินดีที่แวนไว้วางใจ แต่ก็ยังลำบากใจที่งานนี้นับเป็นงานแรกที่จะทำแบบจริงๆจังๆ ทั้งสามคุยรายละเอียดกันอยู่สักพักก็พากันไปทานมื้อค่ำที่โรงแรมในย่านศรี นครินทร์


"ไม่น่าเชื่อนะภูมิ ทุกอย่างในโลกนี้ไม่แน่นอนเลยจริงๆ"


โตโต้พูดออกมาตอนขับรถกลับบ้าน


"อะไรที่ไม่น่าเชื่อล่ะครับ"


ภูมิบุญย้อนเพราะไม่เข้าใจประเด็นที่แท้จริง


"ก็แวนกับพอลไง แวนเคยเป็นคนรักเก่าพี่ ตอนนั้นก็คิดอยากจะแต่งงานกันเหมือนกันนะ แต่เห็นไหมมันก็ไม่แน่นอน"


"ก็เราหล่อเลี้ยงชีวิตด้วยความรู้สึกนี่ครับ คนเราเปลี่ยนได้ตลอดเวลา วันนี้คิดแบบนี้ พรุ่งนี้ก็คิดต่างออกไป"


"นั่นสินะ จากที่เคยเกลียด จนแปรเปลี่ยนเป็นรัก"


คำพูดที่ทำให้ภูมิบุญนิ่งอึ้งไป ทำผิดพลาดอีกแล้ว ผิดที่ต่อประเด็นกับเขา หน้าร้อนแดงขึ้นมาไม่รู้ทำไม โตโต้หันมามองหน้าของภูมิบุญส่งสายตาหวานฉ่ำ ภูมิบุญหลุบสายตาลงต่ำ


"จริงไหมครับ"


เขายังไม่ยอมเลิกยังไล่จี้อยู่


"มันก็ไม่เสมอไปหรอกครับคุณโตโต้ เขาบอกว่าไม่คิด ในใจอาจจะคิด เขาบอกไม่เกลียดในใจอาจจะเกลียด"


"บอกไม่รักแต่ในใจไปเกินครึ่งแล้วประมาณนั้นเหรอครับ"


ได้แต่เม้มปากหนัก ไม่เคยกำชัยชนะเลยสักครั้งถ้าหากว่าสนทนาเกี่ยวกับหัวข้อนี้


"เขาไม่พูดใช่ว่าเขาไม่คิด เขาไม่พูดใช่ว่าเขาจะไม่รู้สึก บางอย่างที่ทำไว้มันก็ยากนะครับที่จะลืม"


ปราดสายตาขึ้นมองรู้สึกรำคาญเต็มทน


"ทำไมล่ะภูมิ รักมันมากนักเหรอไอ้แทนน่ะ คิดถึงมันมากนักเหรอ ป่านนี้ไม่ใช่มันไปมีคนใหม่เรียบร้อยไปแล้วเหรอ ทำไมเราไม่มองคนที่อยู่ใกล้ๆตัว"


ในที่สุดก็โพล่งออกมา ภูมิบุญเม้มปากแน่นอีกครั้ง


"เขาจะมีใครหรือไม่มีมันไม่ใช่ประเด็นนี่ครับ เพราะผมยังยืนยันว่าผมรักเขา เขาคนเดียว ไม่ว่าจะยังไง"


โตโต้กัดฟันแน่นเช่นกัน สายตาที่มองมาทั้งสมเพชเวทนาคนตัวเล็กที่นั่งข้างๆ แววตาของเขาช่างมีทิฐิมานะสูงเหลือเกิน


"ทำใจไว้บ้างก็ดีนะภูมิ คนอยู่ไกลกันน่ะไว้ใจไม่ได้นักหรอก"


"อย่าไปเปรียบคนอื่นใส่ตัวเองสิครับคุณโตโต้ ผมรู้ว่าพี่แทนเป็นคนยังไง แล้วก็กรุณาเก็บความหวังดีของคุณไว้เถอะครับ ผมไม่อยากได้ยินเรื่องนี้อีก"


"เอี๊ยดดด"


โตโต้เหยียบเบรคทันที เขาดูเกรี้ยวกราดขึ้นมา


"ทำไม มันมีดีอะไรเราถึงได้รักมันนักหนาหา รู้ไหมว่ามันไม่เหมือนเดิมแล้ว มันมีคนอื่นแล้ว เราจะมามัวเทิดทูนบูชาอะไรมัน มันหลอกเรารู้ไหมภูมิ มันหลอกเรา"


เขาตะคอกออกมา ภูมิบุญหน้าชากระตุกในใจ เม้มปากแน่น


"คุณรู้ได้ยังไง คุณเอาอะไรมาพูด คุณรู้สักเขาดีแค่ไหนกัน"


ความคับแค้นใจมันปะทุออกมา น้ำเสียงที่เครือไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ คนที่เขาอยู่ห่างกัน ร้อยทั้งร้อยย่อมไม่อยากจะได้ยินเรื่องพรรค์นี้ เรื่องที่เป็นหนามเสียดแทงใจ แม้จะมั่นใจเชื่อมั่นในตัวของคนที่อยู่ไกลแค่ไหนก็ตาม ไม่อยากจะได้ยิน


"พี่รู้ก็แล้วกัน เลิกโง่เสียทีภูมิ เราจะทนรอมันทำไม ในเมื่อมันไม่ได้ทำตามที่มันพูดไว้"


"พอที ผมไม่อยากได้ยิน"


ร้องออกไปเหมือนน้ำตาจะปริ่มล้นออกมาจากหางตา ภูมิบุญเปิดประตูรถก้าวลงทันที ที่ตรงนั้นคือในซอยบ้านของคุณอภิสราเอง เดินอีกไม่กี่ร้อยเมตรก็ถึงหน้าบ้าน


"ภูมิ ภูมิ จะไปไหน"


โตโต้เองก็เปิดประตูรถก้าวตามมา


"อย่ามายุ่งกับผม ปล่อยผมไปซะที"


"ภูมิ ขึ้นรถเดี๋ยวนี้อยากให้แม่รู้เหรอ"


"พอที ผมถามจริงๆ ผมมีอะไรดี ทำไมคุณถึงมาคอยวอแว เลิกยุ่งกับผมซะที"


ไม่หยุดเดินแต่วิ่งแทน โตโต้หมดปัญญาที่จะตาม ส่ายหน้าอย่างเอือมระอาในสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนภูมิบุญพอวิ่งเข้าบ้านได้ก้เปลี่ยนเป็นเดิน เพราะเห็นคุณอภิสรานั่งอยู่หน้าบ้านเหมือนจะคอยอยู่แล้ว


"ทำไมเดินมาลูก มีอะไรกัน"


สมองยังไม่ทันได้คิดคำตอบแต่เปลี่ยนสีหน้ายิ้มตอบรับแทน


"คือ คุณโตโต้จอดดูรถน่ะครับ พอดีรถมีปัญหานิดหน่อย"


"หือ อะไรกันทำไมรถมีปัญหาได้ ลุงหมายไม่ได้เช็คให้หรอกเหรอ"


"เอ่อ คุณท่านครับ ภูมิขอตัวนะครับ วันนี้ภูมิรู้สึกปวดหัว"


"เป็นอะไรมากไหมลูก กินยาหรือยัง"


น้ำเสียงวิตกกังวลขึ้นมาทันที


"ยังครับ เดี๋ยวไปขอพี่อ้อยกิน"


"ไปเถอะลูก กินข้าวแล้วกินยารีบนอนซะ เดี๋ยวจะไม่สบาย"


คุณอภิสรามาจับที่หน้าผากแตะอยู่สองสามทีก็ดันหลังให้ภูมิบุญเดินไปห้องพัก ของตัวเอง รู้สึกผิดที่โกหกผู้มีพระคุณอีกครั้งแต่เรื่องนี้จะบอกให้ใครรู้ได้ด้วยหรือ เรื่องหัวใจที่มันกำลังปั่นป่วน ถามว่าทำไม ได้แต่อ้าปากพูดไม่ออก ไม่มีคำใดจะอธิบายกริยาอาการความรู้สึกเหล่านี้ได้ ภูมิบุญรีบเข้าห้องของตัวเองแล้วเปิดคอมพิวเตอร์ทันที ในใจร้อนรนเหมือนมีไฟลน


"พี่แทน"


พอเห็นแทนทวีออนไลน์ก็เข้าไปทักทันที


"พี่แทนครับ ยุ่งอยู่เหรอครับ"


"พี่แทน"


ไม่มีปฏิกริยาตอบรับจากหน้าจอของอีกฝ่าย ภูมิบุญส่งข้อความไปหลายอัน ทั้งเขย่าหน้าจอ ในใจก็ร้อนยิ่งขึ้นอยู่นิ่งไม่ได้


"อ้าวภูมิ มาตั้งแต่ตอนไหน โทษทีพี่ไปห้องน้ำมา"


สักพักแทนทวีก็ตอบกลับ


"อ้อ ครับคิดว่าพี่แทนไม่อยู่ซะอีก"


"โทษทีนะภูมิ เราไม่เคยออนเวลานี้นี่ พี่เลยออนทิ้งไว้แล้วทำนั่นทำนี่"


"ครับ พี่แทนว่างอยู่ไหมครับ"


"ครับ ว่างแล้ว เป็นไงเราวันนี้"


"ภูมิถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ"


"หือ ว่ามาครับอยากถามอะไรพี่"


"พี่แทนมีคนอื่นเหรอครับ"


การสนทนาที่ไม่ได้อยู่ต่อหน้า ไม่ได้พูดคุยทางโทรศัพท์มันดูง่ายเหลือเกินที่จะถามคำถามยากๆออกไป ทั้งที่ปกติเป็นคนที่ไม่กล้าที่จะถามอะไรแบบนี้


"เฮ้ย ทำไมถามพี่แบบนี้ ภูมิมีอะไรครับ"


"มีหรือเปล่าครับ"


"ภูมิ ฟังพี่นะ พี่มีภูมิคนเดียว คนเดียวเท่านั้น ใครมันว่าอะไรพี่ บอกมานะภูมิ พี่อยู่ที่นี่คิดถึงภูมิจะตาย ไม่มีวันไหนที่พี่จะไม่คิดถึงภูมิ พี่เสียใจนะที่เราถามพี่แบบนี้ นี่ภูมิไม่ไว้ใจพี่แล้วเหรอ"


"ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับพี่แทน ภูมิขอโทษ ภูมิแค่ไม่สบายใจ ภูมิเชื่อใจพี่แทน แต่"


ไม่อยากปัดความผิดไปให้ใคร ผิดเองที่ไม่ชั่งใจให้ดี ผิดเองที่เอาแต่ความร้อนแห่งใจเป็นที่ตั้ง


"ภูมิขอโทษนะครับพี่แทน ภูมิแค่คิดถึงพี่แทนมากไปหน่อย"


"คิดถึงพี่ต้องหาว่าพี่มีคนใหม่เลยหรือภูมิ"


"พี่แทน ภูมิขอโทษ"


"เอาเถอะ พี่ไม่อยากหงุดหงิด พี่มีเราคนเดียวนะภูมิจำไว้ ไม่เคยคิดมีใจให้คนอื่น อย่าถามพี่ หรือสงสัยพี่แบบนี้อีก พี่ไม่ชอบ"


แม้จะเป็นแค่เพียงตัวหนังสือที่ผ่านหน้าจอมาให้อ่าน แต่ก็รับรู้ได้ว่าข้อความเหล่านี้มันออกมาจากความคับแค้นใจ ไม่น่าเลย ไม่น่าถามออกไปเลย พอบทสนทนาออกมาในรูปแบบนี้ แทนทวีเองทั้งที่บอกว่าไม่คิดอะไรแล้ว แต่ก็เป็นคนขอตัวออกไปก่อน ภูมิบุญเองที่เป็นฝ่ายรับความทุกข์ตรมเข้ามาสุมในอก เฉกเช่นปาลูกบอลใส่กำแพง หมายจะให้กำแพงนั้นสะทกสะท้านแต่ท่านเอยลูกบอลมันจะไปไหนเสีย มันก็กระเด้งกลับมาหาตัวเรานั่นเอง แรงดันของลูกบอลยอกอกตำใจอยู่ ภูมิบุญพูดอะไรไม่ออก คิดอะไรไม่ได้ นอนแผ่ลงกับเตียงหมดซึ่งเรี่ยวแรง แค่ตัวหนังสือยังรู้สึกเจ็บปวดได้มากมายขนาดนี้ ถ้าเป็นคำพูดล่ะมันจะเจ็บแปลบถึงเพียงใด เจ็บเหลือเกินแต่ไม่มีน้ำตาไหลออกมาสักหยด ถ้าร้องไห้ออกมาได้คงไม่ตรมในใจเช่นนี้ ร้อนรนในใจเดินไม่สุข นั่งไม่สุข นอนไม่ได้ ใจเจ้าเอยมีอิทธิพลควบคุมสมอง ควบคุมร่างกายไม่ให้เป็นไปดังปกติ นี่น่ะหรือเขาบอกถ้าใจมันหมดกำลังแล้ว ร่างกายมันก็อ่อนยอมตามกันไป


"ภูมิๆ นอนหรือยัง"


พอสมองมันเหนื่อยใจมันจนหนทางไม่มีทางไปมันล้ามันเหนื่อยมันก็ยอมอ่อนลงพอให้ตาหลับลงไปได้ แต่เพียงไม่นานเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น


"อืม พลอยเหรอ มีอะไรหรือเเปล่า"


"ภูมิ ไอ้บาสมันเข้าโรงบาล ที่หอเขาโทรมาบอกเรา"


น้ำเสียงของพลอยตื่นกลัว เหมือนคนที่เพิ่งจะวิ่งร้อยเมตรมาแล้วให้พูดในทันที ตอนไปจ่ายค่าหอพลอยอาสาให้เบอร์กับทางหอไว้เผื่อมีอะไรฉุกเฉินจะได้ตามตัวได้ ในฐานะของผู้ปกครอง แต่ไม่คิดว่ามันจะฉุกเฉินขนาดนี้


"อะไรนะพลอย"


"เรารู้แค่ว่าไอ้บาสมันโดนทำร้าย ภูมิเราจะทำยังไงดี"


พลันความง่วงความเหนื่อยล้าที่ยังไม่ผ่านไปก็มลายหายไป นี่มันอะไรกัน จะเอาอะไรกันกับคนๆนี้ ทำไมมีเรื่งไม่จบไม่สิ้น ทำไม ในใจของภูมิบุญค้านออกมาแต่ก็กระเด้งตัวลุกขึ้น


"บาสอยู่ที่ไหนพลอย"


"พระรามเก้า"


"เดี๋ยวเราไป"


"พี่กายจะมารับเราไป ภูมิรีบไปนะ เดี๋ยวเราตามไป"


พอวางสายจากพลอยก็เปลี่ยนเสื้อผ้าถือกระเป๋าเงินวิ่งออกมาจากห้อง ทุกคนในบ้านหลับไหลกันหมดแล้ว แม้แต่โตโต้เพราะตอนนี้มันเลยเที่ยงคืนมานานแล้ว ภูมิบุญวิ่งออกจากบ้านพยายามมองหารถแท็กซี่แต่ก็ไม่มีผ่านมาสักคัน วิ่งออกไปจนถึงถนนใหญ่พอเรียกรถได้ก็ก้าวขึ้นไปกระหืดกระหอบบอกจุดหมายปลายทาง


"บาส"


ใช้เวลานานกว่าที่คิด เพราะใจมันไปก่อนตัวแล้ว นั่งกระสับกระส่ายอยู่ไม่เป็นสุข ทั้งที่คนขับรถเองก็เร่งฝีเท้าให้เต็มที่


"เกิดอะไรขึ้น หมอครับ น้องผมเป็นอะไร"


พอสอบถามจากเคาท์เตอร์ก็รีบไปหน้าห้องฉุกเฉิน พอดีเห็นหมอเดินออกมาจากห้อง


"คุณเป็นญาติคนไข้ใช่ไหมครับ"


"ครับ เขาเป็นน้องผมเอง เกิดอะไรขึ้นครับคุณหมอ"


น้ำเสียงร้อนรนสายตาเบิกกว้าง


"น้องชายคุณโดนทำร้ายมานะครับ กระดูกชายโครงร้าว หมอต้องรอแสกนสมองพรุ่งนี้ ตอนนี้คนไข้ปลอดภัยแล้วครับ"


ทรุดถอยหลังไปสองก้าว ใจหล่นร่วงหายไป หมอเดินไปแล้ว พอดีกับพยาบาลเข็นเตียงของบาสออกมา


"บาส"


สะอึกน้ำตาร่วงพรู สภาพตามตัวฟกช้ำดำเขียว หน้าตาปูดโปนออกมา คราบเลือดยังกรังตามใบหน้า เขานอนหมดสติอยู่บนเตียง


"ญาติคนไข้เหรอคะ น้องไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ พกช้ำนิดหน่อย"


นี่นิดหน่อยเหรอ เกิดอะไรขึ้น นี่มันเกิดอะไรขึ้น


"บาส ตายแล้ว"


เสียงพลอยร้องออกมา มีกายเดินตามหลังมา


"บาส ใครกัน ใคร"


พลอยร้องไห้ออกมา ถลาเข้ามากอดภูมิบุญ ภูมิบุญเองก็ยืนสั่นอยู่ น้ำตาไหลออกมา เขาทำผิดอะไรทำไมถึงทำกันถึงขนาดนี้ ถึงแม้นหากว่าเขาทำผิดจริงมันควรจะเป็นแบบนี้หรือ


"น้องเขามีเรื่องกับคนข้างห้องนะภูมิ พี่โทรถามเจ้าของหอแล้ว เขาบอกเด็กคนนั้นคงแค้นใจที่เราไปทำร้ายเขาวันนั้น เลยมาลงที่น้องมัน แต่ตอนนี้สองคนนั้นหนีไปแล้ว"


ทรุดพยุงร่างไว้แทบไม่อยู่ อะไรกัน นี่เราทำอะไรลงไป ผลกรรมที่เราทำไว้ทำไมมันไปฟาดใส่คนอื่นแบบนี้ นี่อะไรกัน เพราะความใจร้อน เพราะความโมโหจนหน้ามืดตามัว ไม่คิดเลยว่ามันจะเป็นแบบนี้


"แจ้งความ หนูจะไปแจ้งความ หนูจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด"


"งั้นพี่ไปจัดการเรื่องโรงบาลก่อน เดี๋ยวพี่โทรบอกเพื่อนพี่ก่อน มันเป็นผู้กำกับอยู่ สน พระโขนง มันน่าจะช่วยอะไรได้บ้าง"


กายพูดออกมาแล้วเดินกลับไปที่เคาท์เตอร์จัดการเรื่องห้องพักผู้ป่วยค่ารักษาพยาบาล


"เพราะเราคนเดียว เพราะเรา"


ภูมิบุญร้องออกมาน้ำตาไหลอาบสองแก้ม


"ภูมิ"


"เพราะเราเอาแต่ความหุนหันของตัวเอง เพราะเราเอง เราจะทำยังไงดีพลอย เราจะทำยังไงดี"


ปัญหาที่รุมเร้าตั้งแต่เกิดมามีแต่เรื่องมาบั่นทอนจิตใจ ไม่อยากจะเผชิญกับเรื่องเหล่านี้อีกแล้ว จะเอาอะไรกันหนักหนากับชีวิตของคนเพียงคนเดียว ถ้าเรื่องเกิดกับตัวเองจะไม่เอ่ยปากบ่นสักคำ กี่ครั้งกี่คราที่ลากเอาผู้อื่นมาเกี่ยวข้อง มาเจ็บปวดทรมานด้วย พวกเขาผิดอะไร ภูมิบุญร้องต่อว่าตัวเองอยู่ในใจ วิบากรรมไม่มีทางหลบหนีหลีกพ้น แต่อย่าได้ท้ออย่าได้ยอมแพ้ ถ้าเราผ่านมันไปได้ แล้วเราลองมองย้อนกลับไป สิ่งหนักๆเหล่านั้นเราก็ผ่านมันมาได้แล้ว เพราะตราบใดที่มีชีวิต ความเจ็บปวดมันก็คุกคามเราอยู่ทุกเมื่อไม่ว่าจะเป็นร่างกายหรือจิตใจ อันรักเขามากก็เจ็บปวด อันเสียเขาไปก็เจ็บปวด อันกินอิ่มเกินไปก็เจ็บปวด อันหิวเกินไปก็เจ็บปวด ไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้ในโลกนี้ อย่างน้อยความเจ็บปวดนี้มันก็เตือนให้เรารู้ว่าเรายังคงมีลมหายใจอยู่ไม่ใช่หรือ


วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553

(Heroine) ที่นี่ไม่มีนายเอก ฉากหกสิบสอง

เนิ่นนานแสนนานกว่าที่บาดแผลจะหายดีเป็นปกติ รู้ไหมเราใช้เวลานานแค่ไหนในการรักษารอยขีดข่วนตามร่างกาย บ้างก็เดือน สองเดือนกว่าที่รอยนั้นจะจางเลือนหายไป แล้วถ้าแผลที่ลึกกรีดลงไปกลางใจล่ะ เราจะใช้เวลาเท่าไรถึงจะเยียวยารักษาให้มันหายเป็นปกติดังเดิม
 
แม้คุณอภิสราจะไม่ได้ตำหนิเรื่องระหว่างภูมิบุญกับโตโต้ แต่ความละอายใจมันก็ไม่ใช่จะเลือนหายไปได้โดยง่าย ภูมิบุญยังไม่สนิทใจที่จะเผชิญหน้ากับคุณอภิสราโดยตรง ส่วนคุณอภิสราก็เข้าใจดีว่าภูมิบุญลำบากใจ แต่ทว่าโตโต้กลับเป็นคนเดียวที่ดีใจลิงโลดออกหน้าออกตา
 
"แม่วันนี้โต้จะพาน้องไปทานข้าวเช้าข้างนอกนะครับ เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง"
 
โตโต้บอกกับมารดาที่นั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหาร พอเห็นภูมิบุญเตรียมพร้อมสำหรับไปทำงานเดินมาจากห้องพักก็เปรยขึ้น ภูมิบุญได้ยินเข้าก็ทำสีหน้าไม่ชอบใจนัก
 
"ดีเหมือนกันนะลูกกินแต่ข้าวต้มกับคนแก่ ลองออกไปทานอาหารฝรั่งบ้าง ดีเหมือนกันไปเถอะลุกเดี๋ยวสาย"
 
คุณอภิสราก็เป็นใจพูดออกมาแล้วยิ้ม
 
"เอ่อ ภูมิไม่ชอบทานอาหารฝรั่งน่ะครับคุณท่าน อยากจะทานข้าวเช้ากับคุณท่านทุกวัน คุณโตโต้อยากทานอาหารฝรั่งออกไปก่อนก็ได้นะครับ เดี๋ยวผมนั่งรถไปเอง"
 
ภูมิบุญพูดออกมาโดยไม่ได้มองหน้าใคร คุณอภิสรายิ้มออกมาพยักพเยิดให้บุตรชาย
 
"ไม่ลองไปเปลี่ยนรสชาติอาหารดูหน่อยเหรอลูก ไม่เบื่อเหรอ"
 
"ไม่เคยเบื่อหรอกครับคุณท่าน การที่ภูมิได้ทานข้าวกับคุณท่านทุกเช้า เหมือนภูมิมาขอพรจากคุณท่าน ออกไปทานข้างนอกภูมิก็ไม่ได้พรนี้สิครับ"
 
"ดูเราสิ เข้าใจพูดนะ คนแก่ปลื้มตายเลยแบบนี้"
 
"กินที่นี่ก็ได้ครับภูมิ พี่แค่ออกชวนออกไปกินข้างนอกบ้าง ไหนครับแม่วันนี้มีอะไรกิน"
 
"ก็มีก๋วยเตี๋ยวหมูตำลึง แม่นึกอยากกินเลยบอกจันทร์เขาทำน่ะ"
 
"น่ากินจังครับแม่ อ้าวนั่งสิภูมิ"
 
โตโต้จัดแจงที่นั่งให้ภูมิบุญ ยิ่งเขาพยายามทำดีด้วยเท่าไหร่ยิ่งรู้สึกอึดอัดในใจ กว่าจะทานข้าวเช้าเสร็จก็นั่งพะอืดพะอมอยู่ ถ้าไม่มีคุณอภิสรานั่งอยู่ด้วยเขาคงลุกหนีไปนานแล้ว
 
"แล้วเด็กนั่นเป็นไงบ้างภูมิ"
 
โตโต้ถามระหว่างทางไปทำงาน ภูมิบุญระบายลมหายใจออกมา
 
"ก็ไม่มีอะไรมากครับ ท่าทางคุณน้อยคงไม่ค่อยมีเวลาให้เขานัก เหมือนจะเป็นเด็กเอาแต่ใจ"
 
"พยายามหน่อยนะ พี่ว่ามันไม่ง่ายหรอกนะ การที่จะดูแลเด็กวัยรุ่นสักคนให้อยู่ในโอวาทเราน่ะ"
 
"ครับ"
 
ภูมิบุญรู้ดีอยู่แก่ใจมันไม่ง่ายที่จะดูแลหรือควบคุมความประพฤติของเด็กวัยรุ่นอายุเท่านี้ แต่อย่างไรเสียเขาก็จะพยายามไม่ให้เขาเสียคนไปมากกว่านี้ บางทีนิ่งเงียบไปเสียก็ดีกว่าแจงเหตุผลออกไปให้ใครฟัง เขาอาจจะเข้าใจเรา แต่บางทีคำตอบเหล่านั้นเราเองที่ไม่อยากได้ยิน ทั้งที่เหตุผลของเขาถูกต้องทุกอย่าง ภูมิบุญนิ่งเงียบไป

"เออ ภูมิเดี๋ยวเย็นนี้ไปงานกับพี่หน่อยนะ พอดีไอ้พอล จำพอลได้ใช่ไหม มันทำหนังสือเกี่ยวกับรถจะเปิดตัวเย็นนี้ มันฝากพี่ชวนเราด้วย"

"กี่โมงครับ"

"สองทุ่ม เดี๋ยวเรารีบกลับบ้านเร็วหน่อยจะได้มาเปลี่ยนเสื้อผ้า"

โตโต้พูดโดยไม่ได้มองพลิกหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับธุรกิจอ่านอยู่

"ครับ"

พอคิดถึงพอลก็หวนคิดไปถึงแวน ตั้งแต่เรื่องคราวนั้นมีโอกาสเจอกันน้อยมาก แวนเองเปลี่ยนไปเป็นคนละคน มีเหตุผลมากขึ้นไม่กรี๊ดกร๊าดเหมือนแต่ก่อน อีกอย่างเธอไม่จงเกลียดจงชังภูมิบุญแล้ว ในใจก็อยากจะไปเจอแวนเหมือนกันภูมิบุญจึงไม่ได้ปฏิเสธไป พอถึงที่ทำงานก็เข้าร่วมอบรมในวันที่สองในครึ่งเวลาแรก พอครึ่งเวลาหลังโตโต้ก็ชวนออกไปเตร่ข้างนอกอ้างว่าจะพาไปซื้อของไปให้พอลใน งานเปิดตัวหนังสือ

"แค่ดอกไม้ก็น่าจะโอเคว่าไหมภูมิ"

"ครับ งานเปิดตัวแบบนี้ดอกไม้น่าจะดีกว่า"

"ช่วยพี่เลือกหน่อยดิ"

โตโต้ยืนอยู่ข้างหลังภูมิบุญเอามือมาแตะบ่า ภูมิบุญพยายามจะเบี่ยงตัวออกอยู่ตลอดเวลา โตโต้เองก็รู้ แต่ก็ไม่ยอมแพ้เช่นกัน

"เอาแบบเป็นกระถางไหมครับ พองานเสร็จเขาอาจจะเอาไปตกแต่งสำนักงานได้"

"อืม งั้นก็ต้องเป็นฟาแลนด์ดิ"

"มีฟาแลนด์ไหมครับ"

ภูมิบุญหันไปถามพนักงาน

"มีค่ะ เชิญทางนี้เลยค่ะ ขอโทษนะคะเนื่องในโอกาสงานอะไรนะคะ ดิฉันจะได้ช่วยเลือก"

"อ้อ งานเปิดตัวหนังสือครับ"

"ถ้างั้น ฟาแลนด์สีขาวอมชมพูดีไหมคะ ถ้างานเปิดตัวหนังสือน่าจะเอาเป็นกลุ่มใหญ่ๆ อย่างอันนี้ค่ะ"

เธอแนะนำพลางชี้ให้ดูกระถางกระเบื้องเคลือบสีเขียวอ่อนๆ มีช่อฟาแลนด์สี่ต้นขึ้นอยู่ในกระถางเดียวกัน ชูช่อบานสะพรั่ง

"ต้นนี้เป็นไงครับคุณโตโต้"

"อืม ดีนะ แล้วแต่ภูมิครับ พี่ไม่รู้เรื่องหรอก"

"ครับ งั้นเอาต้นนี้ครับ รบกวนขอการ์ดด้วยนะครับ"

ภูมิบุญบอกไป พนักงานรีบกุลีกุจอจัดแจงให้

"ทำไมเวลาพี่ไปไหนกับเราพี่ถึงได้รู้สึกสบายใจจังนะภูมิ"

อยู่ๆก็พูดขึ้นมาลอยๆ ภูมิบุญทำเป็นหูทวนลมไม่ได้สนใจ

"แล้วเราจะเข้าบริษัทอีกไหมครับคุณโตโต้"

"ทำไมเราไม่ยอมเรียกพี่ว่าพี่เสียทีนะ เรียกคุณ มันดูห่างเหินยังไงไม่รู้ พี่ไม่ชอบเลย"

โตโต้เองก็ไม่สนใจการเบี่ยงประเด็นของภูมิบุญเช่นกัน จี้เอาคำตอบในสิ่งที่ตัวเองอยากรู้

"ผมให้เกียรติคุณโตโต้ไงครับ ผมเป็นลูกน้องอาศัยพึ่งใบบุญอยู่จะอาจเอื้อมไปตีสนิทอย่างนั้นไม่ได้หรอกครับ"

"ฮ่าๆๆ ไม่ได้ ต่อไปให้ให้เรียกพี่ว่าพี่นะ แต่ก่อนเราก็เคยเรียกนี่"

"ผมไม่สะดวกใจจะเรียกน่ะครับ อย่าบังคับผมเลย"

"ไม่ได้บังคับนะภูมิ พี่อยากให้เราเรียกพี่แบบนั้นจริงๆนะ พี่รู้ว่าพี่แทนที่ใครบางคนไม่ได้หรอก แต่พี่ขอแค่นี้ไม่ได้เหรอ"

ภูมิบุญถึงกับสะอึกออกมา เม้มปากแน่น จริงสินะไม่มีใครแทนที่ใครได้หรอก ในเมื่อหัวใจมันมีดวงเดียว มันรักได้ทีละคนเดียว ถึงแม้จะไม่ได้รักกับแทนทวีเขาก็คงไม่มองชายที่ยืนอยู่เบื้องหน้าหรอก ไม่มีเหตุผล ไม่อยากจะหาคำตอบ รู้แต่ว่ามันไม่มีทาง ภูมิบุญบอกกับตัวเอง แล้วนิ่งเงียบไปเดินไปดูพนักงานจัดกระถางให้ พอเสร็จก็ตรงกลับบ้าน

"พี่แวนเหรอครับ ภูมิเองนะครับ สะดวกคุยไหม"

พอกลับมาที่ห้องพักของตัวเองก็กดโทรศัพท์หาแวน เบอร์ที่ได้มาไม่เคยกดโทรออกเลยสักครั้ง เก็บไว้ในโทรศัพท์อย่างนั้น

"ภูมิ นี่ภูมิจริงๆเหรอ เป็นยังไงบ้าง หายไปเลยนะ ไม่เคยโทรหาพี่เลย"

"ขอโทษพี่แวนนะครับ คือพอดีภูมิยุ่งๆน่ะครับ เอ่อ พี่แวนครับ วันนี้พี่พอลเขาเปิดตัวหนังสือ พี่แวนจะไปด้วยไหมครับ"

"ไปสิจ๊ะ ภูมิไปด้วยกันนะ พี่อยากเจอเรามาก ไม่เจอตั้งนาน"

"ครับ ภูมิจะไปกับคุณ"

เว้นจังหวะเพราะรู้ดีว่าทั้งสองคนเคยคบหาดูใจกันมาก่อน และเรื่องทีผ่านมามันยังน่าละอายที่จะเอ่ยอะไรออกไป

"โตโต้เหรอ ดีจ๊ะ แหมภูมิ มันผ่านมานานแล้ว พี่ไม่คิดอะไรแล้วจ๊ะ พี่กับโต้เป็นเพื่อนกันไปแล้ว เราไม่ต้องคิดมากหรอก รีบมานะภูมิพี่อยากเจอเราจริงๆนะ"

น้ำเสียงของแวนสื่อความหมายอย่างที่พูด พอสนทนากันสักพักก็วางสายแล้วภูมิบุญก็ไปอาบน้ำชำระร่างกาย พอออกมาจากห้องน้ำเข้าไปในห้องเพื่อจะเลี่ยนเสื้อผ้า เสียงโทรศัพท์ก้ดังขึ้น

"ครับ บาส"

คนที่โทรเข้ามาคือบาส ลังเลใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะรับสาย

"พี่มาหาผมหน่อย"

"มีอะไรเหรอครับ"

"ไม่ต้องถามออกมาตอนนี้ได้ไหม"

"พี่ไม่ว่างน่ะบาส ต้องไปทำธุระ"

"ผมไม่สนหรอก ผมจะรออยู่หน้าหอ"

เขากดวางสายไปแล้ว ภูมิบุญกัดปากโกรธจัด นี่อะไรกันไม่เคยคุยกับใครแล้วพูดกันยังไม่ทันรู้เรื่องแล้ววางสายใส่กัน ภูมิบุญกดโทรศัพท์กลับไป

"อย่าวางสายใส่พี่นะบาส มีอะไรครับ"

พอเขารับภูมิบุยก็ทำเสียงเข้มดุใส่ทันที

"ผมมีปัญหา อย่ามาถามอะไรตอนนี้ได้ไหม จะมาไม่มา"

"พรุ่งนี้ตอนเย็นได้ครับ ไม่ใช่วันนี้ เพราะพี่"

เขากดสายทิ้งไปอีกแล้ว เม้มปากแน่นแล้วระบายลมหายใจออกมา ภูมิบุญวางโทรศัพท์ไว้บนเตียง ยืนมองมันอยู่เนิ่นนานแล้วไปเปลี่ยนเสื้อผ้า

"พลอย เรารบกวนหน่อยสิ พอเลิกงานไปดูบาสให้หน่อย เมื่อกี๊โทรมาบอกว่ามีปัญหา เราจะไปงานเปิดตัวหนังสือน่ะ"

ตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาเพื่อนรัก

"มีอะไรอีก เด็กนี่จะมากไปแล้วนะ"

"เรารบกวนหน่อยนะพลอย มีอะไรโทรหาเราละกัน"

ไม่ได้อยากจะรบกวนเพื่อนรักแต่ในเมื่อมันไม่มีทางเลือก อย่างน้อยเขาเองก็คุ้นกับพลอยเพราะพลอยเป็นคนยื่นข้อเสนอความช่วยเหลือเป็นคนแรก

"พี่คะ แวะแถวซีคอนก่อนได้ไหมคะ พลอยจะไปเจอน้องเขา"

พอกายมารับก็บอกสารถีไปยังจุดหมายที่ตนจะไป

"หือ มีอะไรเหรอพลอย"

"ไม่รู้สิคะ เห็นน้องเขาโทรไปหาภูมิ ว่ามีปัญหา พอดีภูมิต้องไปงานเปิดตัวหนังสือน่ะค่ะ"

"อ้าวเหรอ ได้ๆ ชวนน้องเขาไปกินข้าวด้วยกันเลยไหม"

"ได้ค่ะพี่"

พอรถไปจอดหน้าหอพักของบาสพลอยเองก็ก้าวลงจากรถ มองไปรอบๆแต่ไม่เห็นหน้าของบาส

"อยู่ไหนล่ะคะบาส พี่อยู่หน้าหอเราแล้วนะ"

"อ้าว แล้วพี่ภูมิไม่มาเหรอ"

"ภูมิเขาบอกไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าไม่ว่าง เรามีอะไรคะ"

กดสายทิ้งไปอีก พลอยเหวออ้าปากพูดไปอยู่คนเดียว

"อะไรกัน มารยาทไม่ดี"

พลอย กดโทรศัพท์ไปอีกครั้งแต่เขาไม่ได้รับสาย ในใจก็เริ่มที่จะร้อนรน นี่เขาเป็นอะไรไปหรือเปล่า พอสักพักก็เห็นเขาเดินลงมาจากบนหอ ไม่ได้ใส่ชุดนักเรียน อยู่ในชุดปกติดูเหมือนเพิ่งจะกลับเข้ามา

"บาส ทำไมกดสายทิ้งพี่ยังคุยไม่รู้เรื่องเลยนะ"

พอเห็นหน้าก็ปรี่เข้าไปหา ถลึงตาใส่

"ผมอยากได้คอมฯอ่ะพี่ อยู่แบบนี้ไม่มีอะไรทำ เซ็ง"

เขาไม่ได้สนใจในท่าทีของพลอยเลยแม้แต่น้อย

"ข้างล่างหอก็มีร้านคอมฯนี่ เราจะเอามาทำอะไร"

"พี่ ผมก็ต้องคุยกับเพื่อนๆบ้างสิ"

เขาย้อนมองหน้าไม่ยอมลดละเช่นกัน พลอยอยากจะตอบกลับไปให้หน้าหงาย ไหนบอกไม่มีใครคบ แล้วจะเอาเพื่อนมาจากไหนมาคุย แต่ก็กลัวว่ามันจะรุนแรงเกินไป

"เรื่องนี้พี่ขอปรึกษากับภูมิก่อนนะบาส มีอะไรอีกไหม"

"ทำไมล่ะพี่ ผมอยากได้วันนี้ ไม่ใช่ให้รอ ถ้าให้รอผมจะเรียกพี่มาเหรอ"

ลมออกหูทันทีพลอยเม้มปากแน่น

"นี่ จะเกินไปแล้วนะ เห็นพวกพี่เป็นใครอยากได้อะไรก็โทรสั่ง่เอาเหรอ แล้ววันนี้ไม่ได้ไปโรงเรียนใช่ไหม ทำตัวให้มันดีๆหน่อยสิบาสก่อนที่ะเรียกร้องอะไรจากใคร ประโยชน์น่ะรู้จักไหม"

"พี่ อย่ามาว่าผมนะ เพราะพวกพี่นั่นล่ะผมถึงได้มีชีวิตแบบนี้"

เขาเองก็ไม่ยอมลดละเช่นกัน ตวาดขึ้นเสียงดัง

"เหรอคะ หรืออยากจะมีชีวิตแบบแย่กว่านี้เอาไหมล่ะ พวกพี่อุตส่าห์เห็นใจในสิ่งที่เราเจอมา แต่ดูเราทำตัวสิ อ้อ อีกอย่างมารยาทน่ะ ไม่รู้เหรอว่าเวลาคุยกับผู้ใหญ่ต้องรอให้ผู้ใหญ่พูดให้จบก่อน ไม่ใช่กดสายทิ้งแบบนั้น"

"อย่ามาสอนผม พี่เป็นใคร ผมจะทำแบบนี้ใครจะทำไม"

"ก็ไม่ทำไมหรอกค่ะบาส อ้อพี่ลืมไป ว่าบางทีเราก็คงไม่มีใครอบรมสินะถึงได้เป็นแบบนี้ เพราะมัวแต่ไปโกงเขา"

"เฮ้ยพี่"

เขาทำท่าจะปรี่เข้าหา พลอยถอยร่นไป

"ไอ้น้อง จะทำอะไร"

กายที่ยืนมองอยู่ห่างๆปรี่เข้ามา พอเห็นหน้ากายเขาก็หน้าถอดสีไปเพราะกายตัวสูงใหญ่กว่าเขามาก

"พี่มีสิทธิ์อะไรมาว่าผม"

"ยังไม่รู้ตัวอีกเหรอบาส ว่าพี่ใช้สิทธิ์อะไร ผู้ปกครองของเราไง จำไม่ได้แล้วเหรอ"

พลอยเองก็ยังไม่ยอมลงง่ายๆ สายตาจ้องเขาเขม็ง

"มีอะไรกันพลอย ทำไมไม่พูดกันดีๆ"

"พูดดีไม่มีประโยชน์หรอกค่ะพี่ ถ้าคิดว่าตัวแน่อย่ามาโอดครวญสิว่ามีปัญหา ปัญญาก็มี สมองก็มี คิดเองสิ"

"พี่"

เขามองเกรี๊ยวกราดกำหมัดแน่น

"เอาน่าพลอย ไหนเรามีอะไรครับ"

"พี่ไม่ต้องมายุ่ง จำไว้นะอย่ามายุ่งกับผมอีก ผมจะตายจะทำอะไรก็เรื่องของผม"

"งั้นเรากลับเถอะค่ะพี่ เผื่อบางคนเขาอยากจะฆ่าตัวตายเงียบๆคนเดียว"

"พลอย"

เดินหนีไปแล้ว บาสได้แต่กำหมัดแน่นกัดกรามจนปูดโปน กายเดินตามพลอยไปที่รถ

"พูดแบบนั้นจะดีเหรอพลอย เด็กมันยังไม่มีวุฒิภาวะพอนะพี่ว่า"

"เหลือทนค่ะพี่ หนูไม่ทนแล้ว พี่ดูมันพูดสิ พ่อแม่มันคงมัวแต่โกงอย่างเดียว มารยาทสักนิดก็เลยไม่ได้สอน เลี้ยงลูกด้วยเงินแบบนี้ น่าเห็นใจ"

พลอยโพล่งออกมาระบายลมหายใจอย่างหงุดหงิด

"เอาน่า คนเราไม่เหมือนกัน มันถูกเลี้ยงมาแบบนี้นี่นะ คงจมไม่ลง อย่าคิดมากพลอยเดี๋ยวมันก็คิดได้เอง"

ทั้งสองบ่ายหน้ารถออกจากหอพักไปแล้ว โดยมีแววตาโกรธแค้นเฝ้ามองอยู่ เขากำหมัดกัดปากแน่น

ส่วนภูมิบุญพอออกจากบ้านไปยังไม่ทันถึงงานดีพลอยก็โทรศัพท์มารายงานเล่าเรื่องให้ฟัง ไม่มีเสียงความคิดเห็นอะไรหลุดออกจากปากของภูมิบุญ ได้แต่เออออตามเพื่อนรักไป แต่ในใจก็ครุ่นคิดอยู่

"มีอะไรเหรอภูมิ หน้าตาไม่ดีเลย"

โตโต้ถามขึ้น ภูมิบุญถอนหายใจออกมา

"ก็เด็กคนนั้นน่ะครับ อยากได้คอมฯจะเอาวันนี้"

"เฮ้ย อยากได้วันนี้ก็จะเอาวันนี้เลยเหรอ มันนี่น่าเตะจริงๆ"

"แต่พลอยก็ว่าน้องเขาไปแรงเหมือนกันนะครับ ไม่รู้ว่าเขาจะคิดอะไรสั้นๆหรือเปล่า"

ความในใจที่กังวลหลุดออกมา

"ภูมิ ถ้าเด็กมันจะคิดสั้นน่ะ มันทำไปตั้งแต่แม่มันทำแล้ว อย่าเป็นกังวลเลย เขาคงแค่อยากจะเรียกร้องความสนใจ เอาน่าเดี๋ยวมันก็คิดได้เอง"

เป็นครั้งแรกที่รู้สึกดีกับคำพูดของโตโต้ มีกำลังใจขึ้นมา จริงสินะ ถ้าเขาจะคิดสั้นป่านนี้ก็คงไม่อยู่แล้ว คำพูดของโตโต้ทำให้ใจโล่งขึ้นมาได้ พอไปถึงงานก็เห็นแวนยืนรออยู่ก่อนแล้ว เธออยู่ในชุดเกาะอกสีดำ ยืนเด่นด้วยรองเท้าส้นสูงแหลมปรี๊ด พอเหลือบมาเห็นรถของโตโต้ที่กำลังจอดให้พนักงานวาเล็ตเอารถไปเก็บให้ที่หน้างานก็ปรี่เข้ามา สีหน้าปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง

"ภูมิ ทางนี้ๆ"

แวนโบกไม้โบกมือวิ่งเข้ามาสวมกอด

"เป็นยังไงบ้าง ตายจริงเรายังหน้าตาน่ารักเหมือนเดิมเลยนะเนี่ย"

"สบายดีครับพี่แวน พี่แวนก็ยังสวยเหมือนเดิมนะครับ"

"อุ๊ยปากหวาน ว่าไงคะโต้ดูแลน้องภูมิของแวนดีไหมเนี่ย ไหนโต้ทำอะไรให้ภูมิลำบากใจหรือเปล่าจ๊ะ"

แวนยิ้มอย่างดีใจเมื่อเห็นหน้าของคนทั้งสอง ไม่มีเขินอายอดีตคนรักเก่าแม้แต่น้อย

"โต้ก็ดูแลดีนะ แต่น้องชายแวนนั่นล่ะ อยู่ตั้งไกล ระวังนะเราจะชิงตำแหน่ง"

โตโต้พูดติดตลก แต่แวนกลับนิ่งเงียบไป สีหน้าเจื่อนลงทันที

"เข้าไปในงานเถอะค่ะ พอลรออยู่ ต๊าย ขอบคุณนะคะสำหรับดอกไม้สวยจริงๆ ถ้าให้เดานี่น้องภูมิเลือกใช่ไหมคะ"

แวนเปลี่ยนสีหน้าแล้วพาทั้งสองเดินเข้างานไป

"อ้าวไอ้โต้ ไอ้ห่า นี่ถ้ากูไม่มีบัตรเชิญกูก็ไม่ได้เจอตัวมึงสินะ หวัดดีครับน้องภูมิ ขอบใจนะครับที่มา"

คำทักทายของพอลทำให้ภูมิบุญยิ้มออกมาได้ เขายังเป็นเหมือนเดิม ทุกคนยังเหมือนเดิมกับรูปลักษณ์ภายนอก แต่จิตใจมันเปลี่ยนไปมากแล้ว จากที่แต่ก่อนอยากจะเอาชนะชิงดีชิงเด่นกัน สุดท้ายก็ไม่มีใครได้อะไรไปมีเพียงรอยบาดแผลจากในอดีตให้คอยหวนระลึกถึงอยู่ทุกวัน

"งั้นแวนดูแลน้องภูมิเองนะคะพอล โต้คะตามสบายนะ เพื่อนๆมากันเยอะเลยค่ะทางโน้นเลย"

แวนบอกแล้วจูงมือภูมิบุญไปหาที่นั่งแล้วหยิบแก้วเครื่องดื่มติดมือไปด้วย

"เดี๋ยวนั่งรอพี่ตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวพี่ไปเอาอะไรมาให้ทาน"

พอได้ที่นั่งแวนก็ผละออกไปหาของว่างมาให้ ภูมิบุญนั่งลงบนโซฟาตัวเล็กๆหลังงาน ระบายลมหายใจออกมา สังคมที่เขาคอยปฏิเสธอยู่ตลอดเวลา ความหรูหราไฮโซที่ใครๆอยากจะเข้ามาเกี่ยวพัน ส่วนตัวเขาเองแล้วไม่ได้อยากเข้ามาข้องแวะเลยสักนิด มองไปทางไหนก็เจอแต่หน้ากาก เสื้อผ้าแพรพรรณของแต่ละคนล้วนแล้วแต่แพงๆทั้งนั้น หัวข้อสนทนาก็ไม่พ้นความโอ่อ่าของแต่ละคนที่งัดออกมาต่อสู้ฟาดฟันกัน เพื่ออะไร แต่ภูมิบุญเองก็หนีวงการนี้ไม่พ้น เขาได้ก้าวเข้ามาแล้วเต็มตัวแล้ว แม้จะไม่อยากเข้ามาก็ตาม

"ต๊าย นึกว่าใคร ดูดีขึ้นนี่ภูมิ"

เสียงแหลมทักมาจากข้างหลัง ภูมิบุญหันขวับไป ฟ้านั่นเอง เธอยืนเด่นอยู่ข้างหลัง ในมือถือกระเป๋าสุดหรูราคาแพง

"อ้อ พี่ฟ้า สวัสดีครับ สบายดีเหรอ"

ไม่รู้จะทักทายอะไรไปดี คนๆนี้ลืมไปแล้วในหัว ตั้งแต่เพื่อนของเธอตายไปภาพใบหน้าท่าทางของเธอก็เหมือนจะโดนลบออกไปหมดแล้ว

"ไฮโซนะยะ ได้ข่าวเป็นถึงรองกรรมการผู้บริหารเหรอ เธอนี่แน่จริงๆเลยนะภูมิ"

ไม่ได้สนใจในคำทักทาย แต่ก็ยังแขวะอยู่ไม่เลิก เพราะจุดประสงค์ของเธอก็คือเข้ามาแขวะไม่ได้เข้ามาทักทาย

"ครับ"

ในเมื่อเธอไม่ได้สนใจในคำทักทายก็ไม่รู้จะหาคำใดสรรหาพูดออกไปดี

"แต่ยังไงกามันก็ยังเป็นกาอยู่วันยังค่ำล่ะนะ กาในฝูงหงษ์ไงเคยได้ยินป่ะ"

พูดแล้วก็หัวเราะออกมา ภูมิบุญหน้าชาไป ไม่คิดว่าแม้จะผ่านมานานแสนนานแล้ว คนพวกนี้ก็ยังจดจำเรื่องแบบนี้ไม่เคยลืม

"ครับ ทราบดีครับ หวังว่าพี่ฟ้าจะสบายดีนะครับ ผมขอตัวก่อนนะครับ"

"จะไปไหนยะ ต๊าย ไม่เจอตั้งนาน คนเขาอุตส่าห์มาทักทาย แหมพอมีตำแหน่งใหญ่โตหน่อยหยิ่งหรอยะ"

ถอนหายใจออกมาจากที่กำลังลุกขึ้นจะก้าวหนีไปก็หันหน้าไปเผชิญ

"พี่ทักทายผมอยู่เหรอครับพี่ฟ้า ไม่ยักรู้แฮะ รู้สึกว่าพี่กำลังอิจฉาผมอยู่นะ"

"ต๊ายแก"

"ไม่เจอกันตั้งนาน พี่นี่ไม่เปลี่ยนไปเลยจริงๆนะครับ เคยเป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้น ดีครับ สม่ำเสมอดี"

"อะไรคะน้องภูมิ"

แวนเดินกลับมาพร้อมจานเล็กๆในมือ

"อ้าว น้องฟ้า มาทักน้องภูมิเหรอ"

"ค่ะพี่แวน แต่ท่าทางคงหยิ่งอยู่สูงเกินไปแล้วล่ะค่ะ แหมทำตัวไอโซเชียวนะยะ"

"เอ๊ะ ทำไมล่ะฟ้า ทำไมไปว่าน้องเขาแบบนั้น"

"แหมก็ดูท่าทางสิคะพี่แวน ฟ้าอุตส่าห์แวะเข้ามาทักทายดีๆ แต่ก็ไม่อยากจะคุยกับฟ้า จะให้เข้าใจว่ายังไงล่ะคะ"

ฟ้าเสแสร้งไป ภูมิบุญเม้มปาก แล้วยิ้มออกมา

"อ้อ ครับ ผมขอโทษนะครับพี่ฟ้า ถ้าการที่ผมจะเดินหนีไปเพราะพี่ฟ้าว่าผมเป็นกาในฝูงหงษ์ เลือดกายังไงมันก็เป็นกาน่ะ คือผมรู้สึกไม่ค่อยชอบน่ะครับ อีกอย่างถึงผมจะทำอะไรอยู่หรือไปไกลแค่ไหนแล้ว ผมก็ไม่เคยลืมที่มาหรือตัวตนที่แท้จริงของผมนะครับ"

มองหน้าฟ้าไม่ยอมลดละเช่นกัน

"อะไรกันฟ้า ทำไมพูดแบบนี้ ใครกาใครหงษ์ ที่เห็นน้องเค้านะเป็นหงษ์ เธอนั่นล่ะที่เหมือนอีกา"

"กรี๊ดด พี่แวน"

"ไปเถอะภูมิ อะไรกัน ทำตัวไร้สาระ หาได้ยังล่ะคะเหยื่อไฮโซน่ะน้องฟ้า"

แวนเองก็หมั่นไส้มานานถือโอกาสเพิ่มโบนัสให้เลย ฟ้ากรี๊ดออกมาไม่สนใจใคร จนคนในงานหันมามองเป็นตาเดียว ส่วนแวนกับภูมิบุญเดินหนีไปแล้ว

"อย่าไปถือสานะภูมิ เขาเรียกคนพวกนี้เศรษฐีใหม่ กระแดะ แหมทำนั่นทำนี่หน่อยพอมีเงินก็เรียกตัวเองว่าเป็นไฮโซ แต่ดูคำพูดคำจาสิ"

"ครับภูมิไม่คิดอะไรไรหรอก คนเราไม่เหมือนกัน"

"เฮ้อนะ เรานี่ใจดีจริงๆ พี่ไม่รู้เลยว่าแต่ก่อนคิดเกลียดชังเราไปได้ยังไง แต่ก่อนพี่ก็เป็นนะว่าแต่เขา แต่หลังจากที่พี่ได้เจอเรา มีเรื่องกันนั่นล่ะ พี่ถึงคิดได้ ขอบใจมากนะภูมิ"

แวนพูดออกมาน้ำเสียงจริงจัง

"แหมพี่แวน ภูมิไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย"

"ทำสิจ๊ะ อย่างน้อยก็เตือนสติให้พี่รู้ว่า คนเราแท้จริงแล้วมันไม่มีอะไรเลยนะ เงินทองที่มีมันสู้ความดีที่ทำไม่ได้หรอกนะพี่ว่า เราเตือนให้พี่คิดได้แบบนั้น เออ ภูมิ เดือนหน้าพี่จะไปแจกทุนให้น้องๆที่ต่างจังหวัดอยากสมทบทุนด้วยไหม"

"ได้ครับพี่แวน ที่ไหนครับ"

น้ำเสียงยินดีปรีดาขึ้นมาทันที ทั้งคู่สนทนากันอยู่จนถึงเวลาเปิดงาน แวนต้องไปประจำตำแหน่งคือข้างๆพอล ส่วนภูมิบุญก็เดินกลับไปาโตโต้ที่ยืนหน้าแดงก่ำเพราะฤทธิ์ของไวน์แดงในมือ แล้ว

"คุยอะไรกันนานจังภูมิ นินทาพี่ป่ะ"

"ไม่นี่ครับ คุยเรื่องทั่วๆไป ไม่ได้เจอกันนาน"

"จริงดิ พี่นึกว่านินทาพี่ซะอีก"

"มีอะไรให้นินทาล่ะครับ"

"อ้าว จะรู้เหรอ อย่างน้อยเราสองคนก็เป็นคนที่พี่เคย"

"เมาแล้วก็อย่าพูดมากดีกว่านะครับคุณโตโต้ ไม่งั้นผมจะพากลับบ้านนะ"

ภูมิบุญขู่ออกไป โตโต้ยิ้มออกมา

"คร้าบที่รัก แหมพี่เชื่อเราคนเดียวนะเนี่ย"

ปรี่จะเข้ามาหาไม่ได้สนใจใคร ภูมิบุญต้องเอาศอกดันไว้แล้วทำตาเขียวใส่ โตโต้พอใจเป็นยิ่งนัก ส่วนภูมิบุญเองไม่ได้ชอบใจเลยกับการที่เขาละลาบละล้วงมากเกินไป พอดีมีข้อความเข้าโทรศัพท์ภูมิบุญจึงเอามือล้วงโทรศัพท์ขึ้นมาดู
 
"ลาก่อนพี่ อยู่ไปก็ไม่มีใครสนใจ ตายดีกว่า"
 
เป็นข้อความที่ถอดสีหน้าของภูมิบุญได้ในทันที มือเริ่มสั่นจนโตโต้สังเกตุได้
 
"เป็นอะไรภูมิ"
 
เขาเสียงตื่นคว้าโทรศัพท์ในมือไปดู
 
"ฉิบหาย ไอ้เด็กนี่มันบ้าหรือไงนะ ไปภูมิ"
 
โตโต้เหมือนจะสร่างเมาทันที ลากแขนของภูมิบุญออกจากงานไป แวนกับพอลยังอยู่บนเวที แวนทำท่าถามว่าจะไปไหน โตโต้ได้แต่ทำท่าทางว่าเดี๋ยวจะโทรศัพท์หา
 
"ไม่เอาน่าภูมิ อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ มันคงไม่คิดทำอะไรหรอก"
 
"ทำไมเขาถึงคิดทำแบบนี้"
 
ภูมิบุญร้องออกมา เสียงขาดๆหายๆ
 
"ภูมิ คนที่คิดฆ่าตัวตายน่ะ เขาไม่บอกใครหรอกนะ พี่ว่าเขาน่าจะเรียกร้องความสนใจมากกว่า"
 
"ถ้าเป็นอย่างนั้น ภูมิจะไม่ให้อภัยเขาเลย"
 
เม้มปากแน่น ในใจก็ร้อนรน ถ้าหากว่าเขาตัดสินใจทำร้ายตัวเองขึ้นมาจริงๆคงไม่ใช่เรื่องที่จะยินดีปรีดา สักเท่าไรนัก เด็กคนหนึ่งที่จนหนทางไปมาขอพึ่งพาอาศัย ถ้าเรื่องมันเกิดขึ้นจริงๆเขาจะโทษใคร หรือมันควรจะเป็นความผิดของใครกัน ท่าทางที่กระสับกระส่ายของภูมิบุญทำให้โตโต้เร่งความเร็วของรถเพิ่มขึ้น พอถึงหน้าหอของบาสก็รีบปรี่ลงมาจากรถโดยไม่รอให้โตโต้จอดรถให้สนิทเสียก่อน ภูมิบุญรีบวิ่งขึ้นไปบนหอตรงไปยังห้องของบาส
 
"ปังๆๆ"
 
กระหน่ำทุบประตูห้องอโดยไม่รีรอ
 
"บาสๆ บาสเปิดประตูให้พี่หน่อย บาส"
 
ร้องออกมาเสียงดัง เสียงร้องบวกกับเสียงทุบประตูดังมากพอที่ห้องข้างๆจะโผล่หน้าออกมาดู
 
"โว้ย ใครตายวะ ทุบหาพ่อมึงเหรอ"
 
เสียงของข้างห้องด่าทอออกมาแต่ภูมิบุญไม่สนใจเคาะต่อไป ยิ่งนานไม่เปิดประตูสักทียิ่งร้อนใจ แต่ทันใดประตูก็เปิดออก
 
"บาส"
 
ได้แต่อ้าปากค้าง เพราะเขาเองอยู่ในชุดนอนสภาพไม่เหมือนคนใกล้ตายหรือมาดหมายจะคร่าชีวิตของตน
 
"มาแล้วเหรอพี่ ต้องใช้ไม้นี้เนอะถึงยอมมา"
 
เขาพูดหน้าตาเฉยทำหน้าทะเล้นใส่ภูมิบุญอีก
 
"เลวมาก ทำแบบนี้ได้ยังไงบาส ทำแบบนี้ทำไม"
 
ตวาดออกมาเสียงดัง หูตาพร่ามัวเพราะลมกำลังออกหู โกรธจัดหน้าแดง
 
"พี่ไม่อยากมาเองนี่ ช่วยไม่ได้" เขายังไม่สะทกสะท้านลอยหน้าลอยตาพูด
 
"เราต้องการอะไร หา เราอยากได้อะไร ทำแบบนี้ทำไม"
 
ยังตะเบ็งเสียงออกมา
 
"โว้ย ไอ้ห่าเอ้ย จะด่ากันไปด่าที่อื่นกูจะนอน รบกวนชาวบ้านเขารู้ไหม สัตว์เอ้ย"
 
เสียงเดิมดังออกมาจากห้องเดิม โตโต้ขึ้นมาถึงก็ปรี่เข้ามาหา แต่ภูมิบุญกันเอาไว้
 
"ปังๆๆ"
 
ภูมิบุญเดินตรงไปยังหน้าห้องเจ้าของเสียง
 
"มึงจะเอาอะไร มาทุบห้องกูทำไม"
 
"เมื่อกี๊ว่าอะไรนะครับ"
 
"ภูมิ อย่าไปยุ่งกับเขาเลย"
 
"ทำไม ก็มึงมาเคาะเสียงดังหนวกหู กูนอนไม่ได้"
 
เด็กคนที่เปิดห้องออกมาท่าทางคงเรียนไม่เกินมหาวิทยาลัยชั้นปีที่สองเป็นอย่างมาก แฟนสาวที่ยืนเกาะอยู่ด้านหลังเชิดหน้าลอยคออยู่
 
"ขอโทษนะครับน้องที่เสียงดัง ถ้าแบบนี้ล่ะ"
 
ความก้าวร้าวที่กักเก็บไว้ในใจมานานมันดีดขึ้นมา สายตาที่ดุดันโกรธแค้นมันพร้อมที่จะระเบิดได้ทุกเวลา ภูมิบุญง้างเท้าขึ้นถีบไปที่ประตูที่เขาเปิดแง้มไว้ครึ่งตัว แรงถีบเหวี่ยงประตูอัดเข้ากับตัวของเขา แฟนสาวเองก็กระเด็นล้มเซไปไม่เป็นทิศเป็นทาง
 
"โอ๊ย กรี๊ดด"
 
"จำไว้ อย่าด่าว่าใครที่แกไม่รู้จัก"
 
"สัตว์"
 
เขาสบถออกมาทั้งที่ร่างยังกลิ้งอยู่กับพื้น ภูมิบุญปรี่เข้าไปในห้อง โตโต้ที่ยืนอ้าปากค้างอยู่รีบปรี่เข้าไปหา เพราะจำได้ดีว่าเวลาที่ภูมิบุญโมโหจนขาดสติมันน่ากลัวเพียงใด บาสเองก็ยืนอึ้งอยู่ไม่กระดิกตัว
 
"พอแล้วภูมิ พอแล้ว"
 
โตโต้คว้าตัวของภูมิบุญไว้ได้ ลากออกมา
 
"ไอ้เชี่ย มึงมาเตะกูทำไม"
 
เขายังด่ากราดอยู่
 
"ผลั่ก"
 
รองเท้าหนังพื้นไม้สั่งทำพิเศษถีบยัดเข้าไปที่กลางอกของเด็กคนนั้นเต็มแรง
 
"อึ๊ก กรี๊ดด" ไม่มีเสียงอันใดออกมาจากปากเด็กชาย แต่เด็กสาวกลับกรี๊ดดังลั่น
 
"ภูมิ พอแล้ว พี่บอกพอ"
 
โตโต้ต้องตวาดกอดตัวไว้แน่น
 
"น้องเอานี่ พี่ขอโทษแทนแฟนพี่ด้วยนะ เขาโมโหร้ายแบบนี้ล่ะ"
 
พอเหวี่ยงตัวภูมิบุญออกไปจากห้องได้โตโต้ก็ควักเงินจำนวนหนึ่งยื่นให้ เด็กคนที่นอนกุมหน้าอกอยู่ ภูมิบุญหน้าตาไม่เหมือนคนเดิมอีกต่อไป เลือดที่ไปเลี้ยงที่ใบหน้ามันมากเป็นพิเศษ ความแดงของใบหน้าและลำคอทำให้บาสเริ่มสั่น กลัวขึ้นมาในใจ
 
"ไหน บอกมาซิว่าสนุกเหรอบาสที่ทำแบบนี้ หา สนุกมากเหรอ"
 
พยายามดิ้นออกจากมือของโตโต้แต่รายนั้นไม่ปล่อยง่ายๆ
 
"ตอบ ถามทำไมไม่ตอบ อยากตายมากนักเหรอหา"
 
"ภูมิ ใจเย็นๆ"
 
"ก็ ก็ผมอยากได้คอมฯนี่พี่"
 
"แล้วทำไมทำแบบนี้ บอกกี่ทีแล้วว่าอย่าพูดเรื่องเป็นเรื่องตายกับพี่ เราพูดไม่รู้เรื่องเหรอ อยากตายมากนักใช่ไหม"
 
ภูมิบุญเสียงดังจนมีคนโทรศัพท์ไปฟ้องเจ้าของหอ เพราะเจ้าของหอเดินขึ้นมาถึงตัวแล้ว
 
"มีอะไรกันหนู ค่อยๆพูดกันได้ไหม เกรงใจห้องอื่นเขาบ้าง"
 
"ขอโทษนะครับ ภูมิพอเถอะ กลับได้แล้ว"
 
"ลงไปคุยกับพี่ข้างล่าง"
 
"ไม่เอาอ่ะ ผมจะนอน" เสียงสั่นส่ายหน้า
 
"บอกให้ลง"
 
สั้นๆห้วนๆ สายตาหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ เป็นคำเดียวที่หลุดออกจากปากของภูมิบุญก่อนที่เจ้าตัวจะเดินลงไปก่อนใคร พอโดนลมข้างนอกปะทะหน้าก็รู้สึกตัวขึ้นมาว่าได้ทำในสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ สิ่งที่มืดดำเป็นส่วนที่เก็บทับไว้ก้นบึ้งมานานแสนนาน โตโต้เดินตามลงมาไม่ยอมห่างแม้จะอึ้งในสิ่งที่ภูมิบุญกระทำ แต่เขาก็เคยเห็นแล้ว และเขาเองพอจะสรุปอะไรเกี่ยวกับภูมิบุญได้ประมาณหนึ่ง คือเวลาที่ภูมิบุญโกรธจัดจนมองไม่เห็นอะไรแล้ว เขาจะกลายเป็นคนเกรี้ยวกราดดุร้ายอารมณ์รุนแรง และมักจะทำอะไรที่ไม่มีใครคิดว่าคนอย่างภูมิบุญจะทำลงไปได้ เหตุการณ์สองครั้งมันทำให้เขาได้ประจักษ์แล้วว่า ภูมิบุญไม่ใช่แค่หน้าตาหวานเพียงอย่างเดียว แต่ซ่อนด้วยความเผ็ดร้อนอยู่ภายใน ความร้อนแรงที่พร้อมจะแผดเผาใครที่หมายจะคิดร้ายให้มอดไหม้ไป
 
"ใจเย็นๆนะภูมิ ค่อยๆพูดกัน"
 
โตโต้ตามไปบีบบ่าเบาๆ
 
"ครับ"
 
พยายามสูดลมหายใจเข้าปอดให้ได้มากที่สุด พยายามจะไล่ความโมโหโกรธาออกไปจากใจให้ได้ บาสเดินก้มหน้าลงมาจากบนหอ
 
"บาส ไหนลองพูดมาซิว่ามันเกิดอะไรขึ้น"
 
ภูมิบุญถามเสียงขรึม เป็นน้ำเสียงที่กดความโกรธหรืออารมณ์ร้ายเอาไว้
 
"ก็ผมอยากได้คอมฯนี่ ผมไม่รู้ ขอพี่พลอยแล้วไม่ให้"
 
"คิดว่าตัวเองเป็นใครบาส คิดว่าทำอะไรอยู่ ทำตัวให้มันน่ารักหน่อยสิ อยากได้อะไรจะเนรมิตเอาเหรอ เรารู้บ้างไหมว่ากว่าจะได้เงินมาแต่ละบาทมันยากเย็นเพียงไหน เธอเองก็รู้แล้วไม่ใช่เหรอว่าเวลาที่เราลำบากมันเป็นยังไง จำไม่ได้เหรอ หรือว่าถูกเลี้ยงมาแบบให้จมไม่ลง"
 
"จำเอาไว้นะ ถ้าอยากได้อะไรพี่จะให้เอง ไม่ต้องมาทำแบบนี้ ถ้าเธอกล้าทำแบบนี้อีก พี่จะตัดความรับผิดชอบจากเธอเสีย พอกันที ถ้านิสัยไม่ดีก็อยู่คนเดียวไป อยากเป็นภาระของสังคม เป็นขยะสังคมก็ตามใจ เพราะคนอย่างเธอ มันคงคิดอะไรไม่ได้สินะ"
 
"พี่"
 
"หัดมองดูคนอื่นซะบ้าง คนที่เขาแย่ คนที่เขาลำบากกว่าเรามีเยอะแยะไป คนพวกนั้นกลับไม่ยอมแพ้ แล้วนี่อะไรกับเรื่องแค่นี้เราก็ไม่เอาไหนซะแล้ว แล้วจะโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้ยังไงบาส"
 
ไม่ยอมเปิดโอกาสให้เขาอ้าปากพูด น้ำตาของบาสคลอ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครยืนด่าแทงใจเขาอย่างนี้มาก่อน อยากจะด่าตอบแต่เห็นกริยาเมื่อครู่ของคนที่รูปร่างไม่ได้ต่างจากเขามากมายนัก กลับนึกขยาดขึ้นมา ไม่น่าเชื่อว่าคนที่หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสหน้าตาน่ารักอย่างภูมิบุญจะเอาเรื่องได้ขนาดนี้ อีกทั้งสายตาคู่นั้นยังคอยจับจ้องใบหน้าของเขาจนไม่กล้าสู้หน้า ไม่เคยเกรงกลัวใครเลยจริงๆ แต่ทำไมคนตัวเล็กเบื้องหน้าถึงทำให้เขารู้สึกกลัวขึ้นมา กว่าภูมิบุญจะสงบลงได้ก็ตวาดบาสไปหลายทีเหมือนกัน ทำเอาจนเขาหงอไปน้ำตาคลอ

"เอาน่าภูมิกลับเถอะ ให้น้องมันไปนอนได้แล้วดึกแล้ว"

"เรื่องโรงเรียน อย่าให้พี่รู้ว่าเราไม่ไปนะ พี่ไม่ได้ขู่แต่อยากจะบอกว่า ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่พี่จะมาพูดแบบนี้กับเรา หวังว่าคงเข้าใจนะบาส"

ภูมิบุญหันหลังให้แล้วก้าวขึ้นรถทันที โตโต้ต้องรีบพยักหน้าให้บาสขึ้นห้องไป ส่วนเขาก็รีบขึ้นไปบนรถเช่นกัน

"โหภูมิ เห็นหน้าน้องมันไหม คงกลัวไปอีกนาน"

"ภูมิไม่ได้อยากทำแบบนี้นะครับ แต่มันห้ามไม่ไหวจริงๆ"

"เอาน่า พี่เข้าใจ แต่ถ้ามาคนเดียวอย่าเปรี๊ยวนักล่ะ พี่เป็นห่วง เรานี่ใจใหญ่เสียจริงนะ"

โตโต้พูดแหย่ๆ เพราะกลัวว่าคนที่นั่งข้างๆจะของขึ้นมาอีก ยิ้มแห้งๆ แต่รู้สึกดีใจเหลือเกินที่ภูมิบุญเปลี่ยนคำแทนตัวของเขาเอง แม้ภูมิบุญจะไม่ได้สังเกตุแต่คนตัวโตเขาเก็บทุกรายละเอียด

สุริยันตะวันฉายแสงสีทอง เรืองรองอยู่ขอบฟ้านภาลัย

เสียงนกปลุกให้ตื่นจากหลับไหล  เสียงหัวใจก็ร้องเรียกเพรียกหา

สกุนาโบยบินออกตั้งแต่เช้า  แล้วตัวเราใยเหงาอยู่เปล่าเปลี่ยว

ไม่เคยมีแม้แต่สักวันเดียว  ที่จะเหลียวแลมองมาดูกัน

อยู่ใต้ฟ้าแห่งนั้นสุขใจไหม  รู้ไหมใครเป็นห่วงคนึงหา

ยิ่งนานวันหัวใจรักไม่โรยรา  ยังเรียกหาแต่เธอผู้เป็นดวงใจ