วันอังคารที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

(Heroine) ที่นี่ไม่มีนายเอก ฉากยี่สิบแปด

หลังจากเหตุการณ์วันนั้นโตโต้ก็เงียบไปเพราะยังเจ็บตรงส่วนนั้นอยู่ กลับบ้านก็ค่ำเหมือนเคย ไม่มาวอแวกวนใจภูมิบุญอีก ภูมิบุญเองก็มีความสุขขึ้นมากขึ้นเพราะไม่มีคนมาคอยถากถางแทะโลม ด้านแทนทวีก็ทำคะแนนเป็นการใหญ่ ภูมิบุญมีใจเอนเอียงไปหาแทนทวีมากกว่าครึ่งแล้ว ทุกครั้งที่อยู่กับแทนทวีเขารู้สึกอบอุ่น เหมือนมีเกราะคอยปกป้องคุ้มภัย แทนทวีไม่เคยขัดใจหรือทำให้ภูมิบุญเคืองใจเลย มีแต่เรื่องที่เขาทำให้ภูมิบุญอิ่มใจสบายใจ พอไม่เจอก็คิดคำนึงถวิลหา ฝ่ายนิตากับเพื่อนช่วงนี้ซาๆไปแม้จะแค้นใจแต่หาจังหวะเวลาที่จะเข้าใกล้ภูมิบุญไม่ได้เสียที แต่ทว่ากลุ่มนี้แตกคอกันแล้ว ทันเองก็หันไปหาเบส นิตาก็มีฟ้าที่หัวอกเดียวกัน ส่วนกัสเป็นเพื่อนคนเดียวที่แทยทวียังคบหาอยู่ ทันกับนิตาแค้นฝังใจในตัวภูมิบุญ หาโอกาสที่จะทำร้ายตลอดเวลา แต่แทนทวีเป็นคนพูดอะไรแล้วทำจริง บอกจะไม่คบก็ไม่คบเจอหน้าก็ทำเหมือนเป็นไม่รู้จักกันมาก่อน สร้างความร้าวรานให้กับนิตาเป็นอย่างมาก

"ภูมิๆ คณะเราจะไปรับน้องที่มุกดาหารนะ เห็นรุ่นพี่บอกจะไปสร้างห้องสมุดให้น้องๆที่นั่นด้วย"

พลอยบอกตอนเย็นวันพุธ

"ไปเมื่อไหร่ล่ะพลอย"

"วันศุกร์นี้จ๊ะ ดีใจจังจะได้ไปนอนที่อื่นบ้าง เบื่อเสียงม้ากับพี่ไพลินเต็มที"

"แหม ได้ทีเชียวนะพลอย แต่ไม่ได้มีแต่คณะเราไปนี่"

ก้องเสริมหัวเราะที่ได้แหย่พลอยเพื่อนสาวจอมห้าว

"เหรอ แล้วมีคณะอะไรไปด้วยล่ะก้อง"

ภูมิบุญถามสนใจขึ้นมาเพราะรับน้องเมื่อวานก็ไม่เห็นรุ่นพี่บอกอะไร

"ก็วิศวะ ส่วนอักษรกับถาปัตย์ไปหัวหิน"

"ต๊าย ไฮโซเชียว มีอะไรให้สร้างเหรอหัวหินน่ะ เจริญจะตาย"

พลอยร้องขึ้นมา

"ไม่รู้ เขาคงไม่ได้ไปสร้างอะไรหรอก ไปเที่ยวขำๆ"

"เราต้องเตรียมอะไรไปบ้างไหม เราเอาเสื้อผ้าไปให้น้องๆด้วยไหม หรือเอาหนังสือดี"

ภูมิบุญเสนอความคิดเห็น

"อืม ก็ดีนะ จะได้ไถพี่ไพลิน รายนั้นเสื้อผ้าล้นตู้จนของเราไม่มีที่จะเก็บ"

"เราว่าไปถามรุ่นพี่ก่อนดีกว่า เออ จริงสิ เดี๋ยวเราไปเอาระเบียบการมาดูดีกว่าจะได้เตรียมตัวถูก"

ก้องบอกแล้วเดินไปทางห้องกิจกรรมนิสิตทันที พอก้องกลับมาพร้อมระเบียบการภูมิบุญก็อ่านให้พลอยฟัง ทางคณะจะออกเดินทางตอนเย็นวันศุกร์กลับตอนเย็นวันอาทิตย์ เพราะวันจันทร์งดเรียนไปหนึ่งวัน พอรับน้องตอนเย็นรุ่นพี่ก็ประกาศอีกครั้ง พร้อมทั้งบอกว่าถ้าใครมีหนังสือที่ไม่ใช้แล้ว หรือเสื้อผ้าอุปกรณ์การเรียนการกีฬาก็ให้นำติดตัวไปด้วย แต่สิ่งที่รุ่นพี่ประกาศอีกอย่างที่ทำให้ทั้งสามคนมองหน้ากัน คือมีอีกคณะที่จะไปรับน้องด้วยคือนิติศาสตร์ พลอยมองหน้าภูมิบุญทันทีที่รุ่นพี่ประกาศจบ

"เอาแล้วสิภูมิ อีนั่นมันเรียนคณะนี้นี่"

"คงไม่มีอะไรหรอกน่าพลอย รุ่นพี่ไปกันเยอะแยะ พวกนั้นคงไม่กล้าทำอะไรหรอก"

ภูมิบุญปลอบใจพลอย แม้ในใจของตนจะคิดล่วงหน้าไปเยอะกว่าพลอยแล้วก็ตาม พอแทนทวีมารับตอนเย็นภูมิบุญก็เล่าให้ฟัง

"เอ้ย จริงดิ เมื่อวานยังบอกจะไปกาญจน์อยู่เลย ไปกับทันตะนี่ แล้วไหงเปลี่ยนเร็วอย่างนี้"

แทนทวีร้องออกมาสีหน้าตกใจ

"อ้าว แล้วทำไมวันนี้ รุ่นพี่ที่คณะบอกแบบนั้นล่ะครับพี่แทน"

ภูมิเองก็เริ่มสงสัย

"ชักยังไงๆแล้ว"

แทนทวีหยิบสายโทรศัพท์ขึ้นมาเสียบใส่หูแล้วโทรศัพท์ไปหากัสทันที พอรู้เรื่องจากกัสว่าทางรุ่นพี่ที่จัดการเรื่องรับน้องไปบอกเปลี่ยนสถานที่กับอาจารย์โดยอ้างว่าไปกาญจนบุรีแค่ไปรับน้อง แต่ถ้าร่วมเดินทางไปกับคณะวิศวะกับรัฐศาสตร์ก็จะได้ร่วมกันสร้างอาคารห้องสมุดให้น้องๆที่ด้อยโอกาส อาจารย์เองก็เห็นดีด้วย

"ใครเป็นตัวนำวะ"

แทนทวีกรอกเสียงถามไป

"พี่ตี๋ และก็ไอ้ทัน"

"ห๊า อะไรนะ"

แทนทวีไม่ค่อยได้เข้าร่วมกลุ่มจึงไม่ค่อยรู้เรื่องไม่ได้สนใจเกี่ยวกับคนอื่นเท่าไหร่นัก เพราะเขาสนใจอยู่แต่ตัวเองและคนที่เขารักเท่านั้นในช่วงนี้ แทนทวีมองหน้าภูมิบุญยากที่จะอ่านใจ ทั้งเห็นใจสงสารระคนกันไป

"ทำไม เหรอครับพี่แทน"

ภูมิบุญเองก็เริ่มที่จะวิตกกับสีหน้าท่าทางของแทนทวี

"ภูมิ พี่จะทำยังไงดี พี่บอกทางคณะไปแล้วว่าพี่ติดธุระ ต้องพาแม่ไปต่างจังหวัด ไปดูพลอยอ่ะ พี่ไปยกเลิกแม่ดีกว่า ไปกับภูมิ พี่ไม่ไว้ใจ"

แทนทวีระบายความอัดอั้นตันใจออกมา สีหน้าวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด ภูมิบุญนิ่งอยู่ แม้ใจจะอยากให้แทนทวีไปด้วยแต่ก็ไม่อยากทำให้เขาลำบากใจ

"ไม่ได้นะครับพี่แทน รับปากแม่เอาไว้แล้ว ไม่เป็นไรหรอกครับ ใช่จะมีแต่ภูมิเท่านั้นที่ไป พลอย ก้องก็ไป อีกอย่างพี่ๆที่คณะก็น่ารักออก ไม่มีอะไรหรอกครับ พี่แทนอย่าห่วงไปเลย"

ภูมิบุญยิ้มให้แทนทวี เอื้อมมือไปกุมมือของเขาที่วางอยู่ที่พวงมาลัยรถ

"แต่พี่ไม่ไว้ใจคนพวกนั้นเลยนะภูมิ เป็นห่วงจริงๆ"

แทนทวียังไม่คลายความวิตกกังวล ใบหน้าเริ่มเครียดคิ้วขมวดเข้าหากัน

"แหมพี่แทน ภูมิไม่ใช่คนอ่อนแอนะครับ ภูมิเองก็มีฤิทธิ์มีเดชเหมือนกันน้า"

ภูมิบุญหัวเราะออกมา แทนทวีรู้ว่าภูมิบุญไม่ได้เครียดอย่างที่เขาเป็นก็ยิ้มออกมาได้ แต่ในใจก็ยังเป็นกังวลอยู่ดี พอส่งภูมิบุญที่บ้านเสร็จก็โทรศัพท์หาเพื่อนที่ไว้ใจได้อย่างกัสทันที รายนั้นรับปากว่าจะเป็นหูเป็นตาให้ แทนทวีจึงค่อยโล่งใจ  ส่วนภูมิบุญเข้าไปขออนุญาติคุณอภิสรา รายนั้นไม่ได้มีปัญหาอะไรให้ทุนไปสมทบกับทางคณะสร้างห้องสมุดอีกต่างหาก ภูมิบุญกลับมาเก็บของเตรียมตัวไว้แม้จะยังไม่ถึงวันเดินทางก็ตาม

"ดูแล ตัวเองดีๆนะลูก ไปนอนค้างอ้างแรมที่อื่นแม่เป็นห่วง"

จันทร์บอกในวันเดินทาง ภูมิบุญกลับจากมหาวิทยาลัยตั้งแต่บ่าย เพราะต้องมาเก็บของ วันนี้ต้องเดินทางไปเองเพราะแทนทวีพามารดาของเขาไปต่างจังหวัดแล้ว

"ครับ แม่"

ภูมิบุญกราบลงที่อกของจันทร์ แล้วเดินไปกราบลาคุณอภิสราที่ตึกใหญ่

"เตรียมพร้อมหรือยังจ๊ะภูมิ"

คุณอภิสราถามแล้วลูบหัวอยู่อย่างเอ็นดู ภูมิบุญตอบรับ

"ดูแลตัวเองดีๆนะ ลูก ขอให้คุณพระคุณเจ้าคุ้มครอง"

ภูมิบุญกราบอีกครั้ง คุณอภิสรายิ้มให้ พอออกจากบ้านก็นั่งแท็กซี่ตรงไปยังมหาวิทยาลัย เพราะตั้งแต่แทนทวีคอยรับคอยส่งภูมิบุญก็ไม่ค่อยได้ออกจากบ้านเอง แม้จะรู้ทางไปแต่ก็นัดกับเพื่อนไว้เพราะจะพากันไปกินข้าวก่อนที่จะมาเจอเพื่อนๆที่หน้าคณะ ภูมิบุญจึงไม่อยากจะเสียเวลานั่งรถสองแถวไปต่อรถไฟฟ้ากลัวว่าเพื่อนจะรอ เพราะตนเคยไปช้าหลายครั้งหลายหนแล้ว พอถึงก็เห็นก้องยืนรออยู่ก่อนแล้ว

"จะไปกินอะไร กันดีก้อง"

"รอพลอยอ่ะ รายนั้นเจ้าแม่ออการ์ไนซ์"

ก้องพูดแล้วหัวเราะ สักพักพลอยก็มาถึงไพลินขับรถมาส่ง ภูมิบุญกับก้องเข้าไปไหว้ทักทาย

"ฝากดูและยัยลิงหน่อยนะภูมิ อย่าให้ห้าวมากเดี๋ยวหาแฟนไม่ได้"

ไพลินหยอกน้องสาวตัวเอง

"แหม พี่ไพลิน ระวังเถอะพลอยจะหาแฟนหล่อกว่า ดีกว่าพี่อ้นอีก"

"จ้าแม่คนสวย แต่พี่ว่าลดความห้าวลงก่อนเถอะ ค่อยว่าเรื่องแฟน"

ไพลินหัวเราะชอบใจ ภูมิบุญกับก้องเองก็หัวเราะ ที่เห็นพี่น้องคู่นี้คอยกัดแทะกันแต่มันเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักความห่วงใย พลอยเองค้อนประหลับประเหลือก

"ไปกิน สเต็กกันดีกว่า อีกตั้งนานกว่าจะถึงเวลา"

"แพงป่ะพลอย"

ภูมิบุญทำหน้าคิดหนักเพราะแค่ได้ยินชื่อก็ทำหน้าซีดแล้ว

"ไม่แพงเลยภูมิ แหมนายนี่นะประหยัดจริง"

"เขาเปิดแล้วเหรอพลอย เขาไม่ได้เปิดค่ำๆเหรอ"

ก้องแย้งเพราะเข้าใจว่าที่ๆพลอยหมายถึงน่าจะ เป็นสเต็กสามย่าน

"แหมเขาเปิดตลอดนั่นล่ะย่ะก้อง เราเป็นคนที่นี่นะอย่ามาเถียง"

พลอยพูดแล้วหัวเราะ สรุปต้องตามพลอยไปกินสเต็กที่บอกกัน ร้านอยู่ชั้นสองของตลาดสามย่าน ตอนกลางวันคนไม่เยอะเท่าไหร่นัก ทั้งสามหาที่นั่งแล้วสั่งอาหาร พอภูมิบุญเห็นราคาก็แปลกใจเพราะขึ้นชื่อว่าอาหารฝรั่งแล้วราคาน่าจะไม่ใช่ถูก ยิ่งพอเห็นจานสเต็กหมูที่สั่งไปมาวางตรงหน้าก็ทำตาโต

"เยอะมาก เลยอ่ะ ไม่แพงมากด้วย"

"เห็นไหมล่ะ เราบอกแล้ว อิอิ อร่อยด้วยนะรสชาติไม่เลว กินก่อนเลยภูมิ"

พลอยบอกแล้วหยิบเอาชิ้นมันฝรั่งทอดในจานของภูมิบุญไปจิ้มกับซอสมะเขือเทศเข้าปาก ภูมิบุญเองก็ทำบ้าง ตามด้วยก้อง พอกินเสร็จก็เดินข้ามถนนกลับมารอเพื่อนๆที่หน้าคณะ รอเวลาที่รุ่นพี่จะเรียกรวมตัวกัน พอถึงเวลารวมตัวรุ่นพี่ก็เช็ครายชื่อแล้วทยอยขึ้นรถประจำทางที่เช่ามา เป็นโดยสารประจำทางระหว่างจังหวัดสีแดงสภาพไม่เก่ามากนักมีแต่พัดลมไม่ใช่รถโดยสารประจำทางที่มีเครื่องปรับอากาศคณะละคัน คณะของภูมิบุญคนครบก่อนจึงออกรถไปก่อน พอขึ้นบนรถรุ่นพี่ก็ตีกลองร้องรำกันอยู่ท้ายรถ

"ไปกินเหล้ากะรุ่น พี่ดีกว่า"

พลอยบอกแล้วทำท่าจะลุกไป

"พลอย จะเอาจริงเหรอ มีแต่ผู้ชายนะ"

"เออ นั่นดิเราไปเองดีกว่า"

ก้องบอกแล้วลุกไปทันที

"อ้าว"

"อยู่กับเรานี่ล่ะพลอย อย่าเพิ่งกินเลย"

ภูมิบุญขอร้อง พลอยทำหน้าเซ็งแต่ก็ยอมทำตามที่ภูมิบุญบอก

"อ่ะ กินหนมดีกว่า ถ่ายรูปกัน"

ภูมิบุญบอกพลอยพอเห็นกิจกรรมทำค่อยยิ้มอกมา แต่ก็เอี้ยวคอไปดูหลังรถอยู่ตลอดเวลา ในใจพอพ้นรั้วบ้านมากอยากจะทำตัวให้สุดโต่งไปเลย แต่ก็เกรงใจเพื่อนคนที่นั่งข้างๆ พอรถออกพ้นเขตกรุงเทพฯตะวันก็เริ่มลับขอบฟ้า สีแสดแดงของแสงตะวันทอแสงพาดผ่านทำให้ทุกสรรพสิ่งในเวิ้งสายตางดงามหาที่ติไม่ได้ ลมเย็นผสมไอแดดอ่อนๆลามเลียตามใบหน้าตามตัว สายตาของภูมิบุญเหม่อลอยออกไปไกลแสนไกล

"สวยอ่ะภูมิ นายดูดีมาก มาเราถ่ายรุปให้"

พลอยกดชัตเตอร์กล้องดิจิตอลถ่ายรูปของภูมิบุญตอนที่มองเหม่อออกไปนอกกระจกรถ คิดไกลย้อนไปถึงที่เพชรบูรณ์ เคยรู้สึกสงบเงียบกับแสงตะวันแบบนี้ ข้างกายเป็นยายที่นั่งเย็บปลอกหมอนอยู่

"เป็นอะไรไปภูมิ หน้าเศร้าเชียว"

พลอยทักภูมิบุญสะดุ้ง

"ไม่มีอะไร เราคิดถึงยาย"

พลอยทำหน้าสลดลงทันที พอจะรู้เรื่องของเพื่อนบ้าง แต่คงสะเทือนใจจริงๆถึงได้เหม่อลอยแบบนี้

"เอาน่าภูมิ อย่าคิดมากเรามาสนุกกัน ยิ้มๆหน่อยสิ นะนะ"

พลอยทำหน้าย่นให้ภูมิบุญยิ้ม รายนั้นก็ยิ้มออกมาทันที

"ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงมีคนชอบภูมิมากมาย เวลายิ้มแล้วหล่อแบบนี้นี่เอง"

"บ้าเหรอพลอย"

ภูมิบุญอายหน้าแดงขึ้นมา เพราะนานๆพลอยจะเอ่ยปากชมใครซึ่งๆหน้าแบบนี้

"พี่ค้า หนูขอสักกรึ๊บได้ไหมค้า"

พลอยยืนขึ้นหันหลังไปทางรุ่นพี่กับก้องที่ กำลังสนุกสนานกันอยู่

"มานี่เลยครับน้องพลอย อ้าว น้องภูมิด้วย มาๆ"

พี่โต้งรุ่นพี่ปีสี่เป็นคนชวน หน้าของเขาเริ่มแดงตาหวานฉ่ำเหมือนกับรุ่นพี่คนอื่นๆ รวมทั้งก้องด้วย

"ไปภูมิ ดีกว่ามานั่งอยู่เฉยๆ อีกตั้งไกลกว่าจะถึง"

"เราไม่กินเหล้านะพลอย"

ภูมิบุญค้านแล้วรั้งมือพลอยไว้

"เราก็ไม่กิน อิอิ เอาน่าสักหน่อยไม่มีใครรู้หรอก แค่แก้วเดียว"

พลอยไม่ฟังเสียงค้าน ของภูมิบุญลากแขนให้ลุกขึ้นแล้วตรงไปหารุ่นพี่ที่ท้ายรถทันที

"อ่า พลอย เอา อิอิ"

ก้องที่เริ่มพูดจาไม่รู้เรื่องแล้วเพราะเมา ยื่นแก้วเหล้าให้พลอย

"ตายแล้ว ก้องเมาแล้วเหรอ เอามาๆ"

พลอยคว้าแก้วเหล้าจากมือก้องทันที มองหน้าภูมิบุญที่ยืนเก้ๆกังอยู่ก่อนจะกระดกเข้าปากไปทั้งแก้ว เสียงโห่ฮาปรบมือเกรียวกราวดังขึ้นมาทันที

"ถูกใจจริงๆน้องคนนี้"

"อ่า ร้อนคอ เหล้าอะไรอ่ะพี่"

"ฮันเดร็ดนี่ล่ะน้อง"

พลอยสั่นหน้าขนลุก ภูมิเองก็ทำหน้าแสยะกลัวขึ้นมา

"อ่ะภูมิของนาย"

ก้องยื่นแก้ว เหล้าให้ภูมิบุญที่ยืนอยู่ข้างหลังพลอย

"ไม่อ่ะ เราไม่กินเหล้า นายกินเถอะ"

"เหอะน่า ไม่เมาหรอกน่า จะได้รู้"

"ภูมิๆๆๆ"

เสียงรุ่นพี่เชียร์ พลอยกับก้องเองก็เชียร์ ภูมิบุญลังเลก่อนจะหยิบแก้วเหล้ามาถือไว้ในมือ

"ลองหน่อยน่าภูมิ ไม่เป็นไรหรอก"

พี่โต้งคนเดิมเชียร์ ภูมิบุญเม้มปากมองน้ำในแก้วอย่างขยาด ก่อนจะกลั้นใจยกแก้วเหล้าขึ้นกลืนลงคอไปรวดเดียว

"เย้ ให้ได้อย่างนี้สิภูมิ"

พลอยร้องออกมาปรบมือดีใจ ภูมิบุญทำหน้าย่นฝึนทน เพราะเหล้าที่ไม่ได้ผสมอะไรบาดคอลงไป สั่นหน้าเหมือนพลอยขนลุกซู่ขึ้นทั้งตัว

"อ่า ร้อนๆ"

ภูมิบุญทำหน้าแบบเหลือทน รุ่นพี่ก็หัวเราะกันเกรียวกราวชอบใจ

"ไม่ไหวๆ พอแล้วครับพี่ ไม่เอาแล้ว"

ภูมิบุญโบกไม้โบกมือปฏิเสธเมื่อรุ่นพี่เทเหล้าให้อีกแก้ว

"น่านะน้องภูมิ น่ารักๆแบบนี้กินให้พี่หน่อยนะครับ"

"อะไร อ่ะพี่ น่ารักแล้วเกี่ยวอะไรกับเหล้า"

ภูมิบุญต่อปากต่อคำ เพราะเหล้าแก้วเดียวที่เขากระดกลงไปเริ่มวิ่งเข้าไปตามกระแสเลือด ร้อนวูบวาบไปทั้งหน้าแล้ว

"อ้าว พี่ก็อยากดูไงเวลาคนน่ารักกินเหล้าแล้วเป็นยังไง"

"พี่ค้า หนูก็น่ารัก มาหนูกินเอง"

พลอยดอดขึ้นมาแล้วคว้าแก้วเหล้าจากรุ่นพี่ไปกระดกลงคอ

"อ่า ถูกจายจัง"

พลอยสั่นหน้าตาปรือ เริ่มร้องรำทำเพลงกับรุ่นพี่ เสียงรุ่นพี่ก็โห่ร้องพอใจกับพลอยเป็นอย่างมาก ภูมิบุญเองจะถอยกลับไปนั่งที่เดิม แต่รุ่นพี่คนเดิมดึงตัวเอาไว้

"ไปไหนครับน้องภูมิ เอาหน่อยน่า เดี๋ยวพี่เสียใจนะ"

"ภูมิเอาหน่อยสิ นะนะ กินเป็นเพื่อนเรา"

พลอยเข้ามาจับแขนภูมิบุญไว้ทำตาปรือใส่ ภูมิบุญตัดใจยอมกินอีกแก้ว พอแก้วที่สองผ่านไปหน้าก็เริ่มร้อน ตาเริ่มหวานเหมือนพลอย ร้องรำทำเพลงเหมือนกันเพราะภูมิบุญเริ่มเมาแล้ว ทั้งพลอยทั้งภูมิบุญสร้างความครื้นเครงให้กับคณะเป็นอย่างมาก พอเมาก็แสดงท่าทางต่างๆโดยไม่ได้ห่วงภาพพจน์เลย ก้องเองก็เมานอนกองอยู่กับพื้น ทั้งสองร้องรำทำเพลงจนดึกจึงกลับไปนั่งที่เดิม เหลือเพียงรุ่นพี่บางคนที่ยังนั่งกินเหล้ากันอยู่หลังรถ พลอยกับภูมิบุญหลับไปแล้ว

แสงตะวันของวันใหม่ทอแสงทองระยับอยู่ริมขอบแม่น้ำโขง สายน้ำที่เป็นชีวิตของชาวไทยริมฝั่งกับพี่น้องชาวลาวกระเพื่อมรับแสงเหมือนสุริยาดังแพรผืนงามประดับด้วยเกล็ดอัญมณีระยิบระยับงามสะท้อนเข้าตา รถบัสจอดริมแม่น้ำเพื่อให้น้องๆได้ลงไปทำธุระส่วนตัวที่ตลาดอินโดจีนก่อนที่ตะมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านตามแผนงาน

"เอ้า น้องๆ ตื่นๆ ตะวันขึ้นแล้วครับ"

เสียงรุ่นพี่ดังก้องอยู่หน้ารถ น้องๆพากันงัวเงียตื่นขึ้นมา

"สวยจังภูมิ มาถ่ายรูป"

พลอยพอตื่นแล้วเห็นภาพแม่น้ำโขงข้างๆก็สะกิดภูมิบุญให้ตื่นมาดู

"ไม่เอาพลอย สภาพคงดูไม่ได้"

ภูมิบุญเอามือปิดหน้าไว้

"แหม ไม่เป็นไรหรอกน่า แค่หัวยุ่งๆนิดหน่อย มาๆ เราจัดให้"

พลอยเอื้อมมือมาจัดทรงผมให้ภูมิบุญ แล้วก็กดชัตเตอร์ถ่ายรูปทันที

"เห็นมะ ดูดีออก นี่ๆ ไปถ่ายรูปก้องดีกว่าดูโน่น นอนแผ่อยู่ น่าเกลียดจริงๆ"

พลอยลุกไปหลังรถเห็นก้องยังนอนอยู่ หน้าตาดูไม่ได้เลอะเทอะเปรอะเปื้อนเพราะนอนกับพื้นรถ พลอยเอาหน้าไปใกล้แล้วถ่ายรูปคู่กับคนเมาที่นอนยังไม่ตื่น ภูมิบุญก็เอาด้วย พอเสร็จจากการถ่ายทำสารคดีคนเมาก็เดินลงจากรถไปกับเพื่อนๆคนอื่นๆ พลอยกับภูมิบุญไปโพสต์ท่าถ่ายรูปริมแม่น้ำโขงอยู่สองคน

"อ้าว น้องพลอย น้องภูมิไม่ไปล้างหน้าล้างตาก่อนเหรอครับ"

พี่โต้งเดินมาเจอจึงร้องทักมา

"เอาไว้ก่อนค่ะพี่ ขอเก็บความทรงจำก่อน"

"มาๆ พี่ถ่ายให้"

พอได้ช่างภาพทั้งภูมิบุญและพลอยก็ได้ใจโพสต์ท่าถ่ายรูปกันใหญ่ พอเสร็จธุระส่วนตัวก็กลับขึ้นมาบนรถ ก้องยังนอนอยู่ท่าเดิม พลอยจะปลุกแต่ภูมิบุญห้ามไว้เพราะเมื่อคืนคงดื่มมากไปหน่อย รุ่นพี่บอกว่าจะไปทานข้าวเช้ากันที่โรงเรียน เพราะทางคณะครูอาจารย์ได้เตรียมการต้อนรับเอาไว้แล้ว รถบัสเคลื่นตัวไปตามถนนลาดยางมะตอยริมแม่น้ำโขงไปเรื่อยๆ สักพักลำน้ำใหญ่ก็หายวับไปมีเพียงป่าไม้กับทุ่งนาเรียงรายข้างทาง จากถนนลาดยางมะตอยอย่างดีเปลี่ยนเป็นถนนลูกรังสีแดงส้ม พอรถแล่นผ่านไปฝุ่นก็คลุ้งกระจายแดงเป็นกลุ่มตามหลังรถบัสทันที รถของคณะนิติศาสตร์ที่มาร่วมโดยกระทันหันวิ่งตามรถของคณะวิศวะฯมาติดๆ ส่วนรถคันที่ภูมิบุญนั่งมานำหน้าคันอื่นๆ พอถึงโรงเรียนก็ลงจากรถ สภาพโรงเรียนก็เล็กไม่ทันสมัยเหมือนโรงเรียนในกรุงเทพฯ มีตึกที่ทางรัฐบาลสร้างให้อยู่หลังหนึ่งเป็นตึกปูนสองชั้น หน้าตึกเป็นสนามฟุตบอลที่หญ้าตายหมดแล้ว เหลืออยู่เพียงหย่อมสีเหลืองๆแดงๆกระจายอยู่เต็มสนาม มีเสาธงชาติอยู่หน้าตึกแต่ดอกเข็มสีแดงที่ปลูกรอบเสาธงชาติกลับเขียวขจีตัดกับดอกสีแดงสด ข้างๆตึกปูนเป็นเรือนไม้ชั้นเดียวแต่ยกใต้ถุนให้สูงขึ้นเป็นแถวยาวสีน้ำตาลดำ แต่แรกคงเป็นสีแดงหรือไม่ก็สีน้ำตาลแก่ๆ แต่ด้วยความที่ผ่านแดดผ่านฝนมาหลายปี สีจึงเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา พอลงไปจากรถรุ่นพี่ก็เรียกตัวรวมกลุ่มกัน เช็คชื่ออีกครั้งก่อนจะแบ่งให้เข้าที่พักไปตามคณะของตน อาศัยห้องเรียนของเด็กๆเป็นที่พักพิง นิสิตชายของแต่ละคณะแยกกันอยู่ โดยได้เข้าพักห้องเรียนของนักเรียนชั้นประถมสี่ ห้า หก มีสามห้องเรียงตามคณะไป ส่วนนิสิตหญิงได้อยู่ตึกปูนแยกคณะอีกเช่นเคย ตอนแรกรุ่นพี่จะให้นอนรวมกัน แต่ก็มีคนแย้งขึ้นมาว่าขนาดของห้องมันเล็กไปที่จะเข้าไปอัดยัดเยียดกันนอน ความเห็นนี้จึงตกไป ภูมิบุญเดินลากก้องไปที่ห้องพักของคณะรัฐศาสตร์

"ภูมิ เดี๋ยวๆ ไปดูบ่อปลาข้างหลังเร็ว เขาเลี้ยงปลาด้วยอ่ะ"

พลอยร้องบอกให้ภูมิบุญหยุดก่อน

"เดี๋ยวค่อยมาดูก็ได้นี่พลอย เอาของไปเก็บก่อน"

ก้องแย้งเพราะคงอยากจะงีบต่ออีกสักพัก

"นายก็ไปก่อนสิก้อง ไปภูมิ ให้ก้องเอาของไปเก็บให้"

ภูมิบุญมองหน้าก้อง รายนั้นพยักหน้าเซ็งๆแล้วยื่นมือมาถือกระเป๋าเป้ของภูมิบุญแล้วเดินไปทางห้องพักทันที

"ต๊าย เขามีแต่หอพักชายกับหอพักหญิง แล้วหอพักกระเทยล่ะค่ะพี่อ๊อฟ"

เสียงที่ไม่ได้ยินมานานแต่ก็ใช่ว่า อยากจะได้ยินดังแหลมขึ้นมา นิตากับพวกยืนเรียงหน้ากันอยู่พร้อมหน้า อ๊อฟคือรุ่นพี่ปีสี่คณะวิศวะฯและเป็นประธานของการรับน้องนอกสถานที่ครั้งนี้ด้วย

"อ้าว นิตา กระเทยก็นอนโน่นไงโรงจอดรถ ไม่มีที่ไหนเขาต้อนรับหรอก"

ฟ้าเสริม เธอได้ทรงผมใหม่ซอยสั้นหั่นออกกว่าเดิมเพราะคงแก้ผมที่ติดหมากฝรั่งไม่ได้ด้วยวิธีอื่นนอกจากตัดมันออก

"ใครเป็นกระเทยเหรอน้องนิตา พี่ไม่เห็นใครเหมือนสักคน มีน้องคณะนิตาอยู่คนนึงนี่ที่ออกสาวกว่าใครนี่ จริงไหม"

อ๊อฟทำหน้าสงสัยเดินเข้ามาถามเพราะชื่อของตนได้รับการกล่าวขานโยงใยแล้ว

"ก็นั่นล่ะค่ะพี่อ๊อฟ อีแอบก็เยอะนะคะแถวนี้น่ะ ดูสิแอบได้แอบดี"

"ว่าไงจ๊ะภูมิ เป็นอีแอบหรือเปล่าจ๊ะ"

ฟ้าถากถางระบุตัวตนจนได้ พลอยยืนกัดฟัน ภูมิบุญก็เม้มปากแน่น

"ใครว่าผมแอบครับพี่ ผมไม่เคยแอบ ผมเป็นเกย์ ผมไม่เคยอาย เพราะเกิดมาไม่เคยอายตัวเอง"

ภูมิบุญโต้ตอบทันที

"พี่ครับ ผมเป็นเกย์ครับ พี่จะให้ผมนอนห้องน้ำหรือนอนโรงรถก็ได้นะครับ"

ภูมิบุญพูดต่อหันไปมองทางอ๊อฟ สายตาหยิ่งยโสก่อนจะมองกลับไปที่ต้นเสียง รายนั้นหน้าเหวอไปเพราะสีหน้าท่าทางของภูมิบุญไม่ได้รู้สึกอายหรือกระดากใจเลย กลับยกริมฝีปากขึ้นเชิดสูงไม่ยอมยี่หระให้ใครโดยง่าย

"ดีค่ะพี่อ๊อฟ ในเมื่อน้องเขาเสนอเอง สนองไปเลยค่ะ ให้ยุงหามไปกินให้เข็ด"

"อะไรกันครับนิตา น้องเขาไม่เห็นจะน่ารังเกียจตรงไหน พี่เคยเห็นที่คณะมีแต่คนรายล้อม ไปนอนห้องพี่ก็ได้ครับน้องภูมิ ปะเอาของไปเก็บกัน"

อ๊อฟพูดออกมาหน้าตาเฉย ทั้งนิตาทั้งฟ้ากัดปากสั่นอยู่ เพราะอ๊อฟคือนักกีฬาบาสฯของมหาวิทยาลัย และยังได้ทุนไปเรียนต่อที่ออสเตรเลียอีกต่างหาก รูปร่างหน้าตาฐานะไม่ต้องห่วงเพราะทั้งสาวแท้สาวเทียม เกย์คิงเกย์ควีนหมายตากันเป็นแถบ ภูมิบุญยกริมฝีปากสูงขึ้น กระซิบบอกพลอยให้เอาของไปเก็บก่อน ส่วนเขาเองเดินตามอ๊อฟไป แล้วหันหน้ากลับมาหากลุ่มของนิตา ยักไหล่ขึ้นแล้วเบะปาก

"คนมันเด่นอ่ะนะ ทำอะไรก็เด่น คนมันด้อยอย่างพวกเธอ พยายามไปเถอะ ชะนี!!!"

"กรี๊ดดดด"

"มีอะไรกันครับ"

อ๊อฟหันมาแต่ผมบุญเดินตามไปติดๆหน้าของภูมิบุญชนกับแผงหน้าอกของอ๊อฟอย่างจัง ด้วยความตั้งใจของภูมิบุญที่อยากจะทำให้พวกของนิตาอกแตกตาย

"เอ่อ ขอโทษครับพี่ ผมไม่ทันมอง"

ภูมิบุญยิ้มเขินๆ อ๊อฟเองก็เกาหัวแกรกๆเพราะกลุ่มของนิตายังกรี๊ดอยู่เสียงดังลั่น อ๊อฟเดินนำหน้าภูมิบุญไปทางห้องพักของรุ่นพี่ที่อยู่รวมกันทุกคณะ ซึ่งก็อยู่ถัดกันไปจากห้องพักของรุ่นน้องทั้งสามคณะ





วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

็(Heroine) ที่นี่ไม่มีนายเอก ฉากยี่สิบเจ็ด

ภูมิบุญไปเรียนได้ตามปกติแล้ว สภาพร่างกายกลับมาเป็นปกติ แม้สภาพจิตใจจะยังไม่ปกติดังเดิมก็ตาม ภูมิบุญนัดเจอกับเพื่อนที่ศูนย์การค้าที่เดิม ส่วนแทนทวีมารับไปมหาวิทยาลัยเหมือนเคย
 
"พี่แทนที่จริงไม่น่าลำบากเลยนะครับพี่แทน ภูมิไปเองก็ได้นะ วันนี้พี่ไม่มีเรียนเกรงใจจัง"
 
ภูมิบุญพูดหลังจากที่ขึ้นไปอยู่บนรถแล้ว สายตามองแทนทวียิ้มให้น้อยๆ
 
"เกรงใจอะไรล่ะภูมิ พี่เป็นแฟนเรานะ เออ แวะกินข้าวก่อนไหม หิวยังครับ"
 
แทนทวีพูดแล้วหัวเราะ
 
"เพิ่งจะกินมาครับ พี่แทนหิวเหรอ เดี๋ยวภูมิไปนั่งเป็นเพื่อน"
 
"พี่หิวนิดหน่อย งั้นแวะกินหน่อยละกันเนอะ พี่กินแป๊บเดียว"
 
แทนทวีขับรถตรงไปยังเซ็นทรัลบางนา แม้จะอ้อมไปหน่อยแต่ก็อยากอยู่กับคนที่นั่งข้างๆให้นานๆ พอได้ที่จอดรถก็เดินไปยังชั้นที่มีร้านอาหารเรียงรายกันอยู่หลายร้าน
 
"กินร้านนี้ไหมภูมิ"
 
แทนทวีบุ้ยปากไปทางร้านอาหารญี่ปุ่นที่ดูค่อนข้างดีกว่าเพื่อน พอเห็นภูมิบุญส่ายหน้าทันที
 
"อ้าวไม่ชอบหรอกเหรอ งั้นไปกินที่ศูนย์อาหารดีกว่านะ จะได้มีของเลือกกินเยอะ"
 
แทนทวีบอก ภูมิบุญก็พยักหน้าตามเพราะไม่รู้จักสถานที่แห่งนี้ด้วยไม่เคยมา ยังจำได้ดีที่โตโต้หลอกให้กินวาซาบิ คงจะไม่กินอีกแล้วอาหารของชาตินี้เข็ดขยาดไปอีกนาน พอกินข้าวเสร็จแทนทวีก็ไปส่งภูมิบุญที่ศูนย์การค้าที่นัดพลอยกับก้องไว้
 
"เดี๋ยวตอนเย็นพี่มารับ วันนี้จะพาไปกินอาหารทะเล"
 
แทนทวีบอกก่อนที่ภูมิบุญจะลงจากรถ
 
"แหมพี่แทน กะจะขุนให้ภูมิอ้วนเป็นหมูเลยว่างั้น"
 
ภูมิบุญหยอกแทนทวีก่อนจะลงจากรถ ยิ้มแย้มเบิกบาน พลอยกับก้องนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ภูมิบุญปรี่เข้าหาพลอยที่ยังมีรอยฟกช้ำจางๆอยู่ตามพวงแก้ม
 
"พลอย เป็นไงบ้าง ยังช้ำๆอยู่เลยนะ"
 
ภูมิบุญแตะที่คางของพลอยเบาๆ เอียงซ้ายขวา
 
"อืม นี่ขนาดพี่ไพลินประร้อนประคบเย็นให้ทุกวันนะเนี่ย หายช้าเหมือนกันนะ"
 
"เดี๋ยวก็หายล่ะน่า นี่ก็จางมากแล้ว" ก้องเสริม
 
"ทำกันเกินไปแล้วนะ"
 
ภูมิบุญกัดฟันยกริมฝีปากขึ้น
 
"ไม่รู้ว่านังนั่นมันเป็นยังไงบ้างนะ อยากเห็นหน้ามันจังเลย"
 
พลอยเองก็ฉายแววตาออกมาเหมือนภูมิบุญ
 
"พอเถอะเราว่า เรื่องมันจะไปกันใหญ่ คนแบบนั้นอย่าไปใส่ใจเลย"
 
ก้องเป็นคนเดียวที่ปรามเพื่อนทั้งสอง
 
"ถ้าไม่มายุ่งกับเราอีกมันก็จะจบนะก้อง แต่ถ้ามาวอแวอีก เราก็ช่วยไม่ได้นะ"
 
ภูมิบุญพูดสายตายังคงเดิม
 
"ใช่ เราไม่ชอบทำร้ายใครนะ ไม่ชอบมีเรื่องด้วย แต่เราก็ไม่ยอมนะก้องที่ให้ใครมาโขกสับเราได้ง่าย"
 
พลอยกับภูมิบุญคิดเห็นเหมือนกัน ก้องจึงไม่อยากที่จะค้านได้แต่เงียบไป
 
"แล้วม้าว่าไปงมั่งอ่ะพลอย"
 
"โอ๊ย รายนั้นน่ะไม่ต้องห่วง ถามก้องดูสิ"
 
พลอยโบ้ยมาทางก้อง ที่นั่งทำหน้าเซ็งๆกับเพื่อนทั้งสองคนที่หัวรั้นเกินจะห้ามปราม
 
"โห หูชาเลยล่ะ แต่ท่าทางพลอยคงโดนบ่อย ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้อยู่ได้ ม้าบ่นแทบโรงบาลแตก"
 
ก้องหัวเราะออกมา ภูมิบุญมองหน้าพลอยแล้วก็ยิ้มเพราะพลอยมีลักษณะที่ดูแก่นๆ ออกแนวไปทางผู้ชายเสียมากกว่าเด็กสาววัยรุ่นทั่วไป แม้หน้าตาจะสวยแต่ก็ไม่เคยแต่งหน้าทาตามาเรียนเลย ท่าทางช่างแตกต่างกับใบหน้าเสียเหลือเกิน
 
"นี่ พอเรียนเสร็จไปพาเราไปเอาของกับพี่ไพลินหน่อยสิภูมิ"
 
"ที่ไหนล่ะ"
 
"ก็ที่โรงแรมฝั่งตรงข้ามนี่ล่ะ พี่เราเป็นเซลส์อยู่ที่นั่น บอกมีของที่ทางโรงแรมทำแจกแขก เลยจะเอาให้"
 
พลอยพูดเหมือนไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก แต่ภูมิบุญก็พยักหน้า
 
"แต่อย่าเย็นมากนะพลอย พี่แทนเขาจะมารับ"
 
"แหม มารับมาส่งกันทุกวันเลยนะ ตกลงเอาแน่แล้วใช่ไหม ไอ้พี่ทงพี่แทนอะไรเนี่ย"
 
พลอยกระแนะกระแหนแต่ก็หัวเราะออกมา
 
"ดีก็เอาสิพลอย หาไม่ได้ง่ายๆนะ"
 
ภูมิบุญเองก็พูดติดตลก
 
"แต่เราว่า อย่างภูมิน่ะมีคนเอาอยู่แล้วล่ะ"
 
"ทำไมล่ะ เราไม่เห็นจะมีอะไรดีเลย"
 
ภูมิบุญทำหน้าสงสัยในสิ่งที่พลอยพูด
 
"แหมภูมิ นายหน้าตาก็ดี นิสัยก็ดี มีแต่คนอยากได้เป็นแฟนทั้งนั้นล่ะ"
 
"เกินไป เราก็ธรรมดา ไม่เห็นจะดีเด่ตรงไหน ก้องยังดูหน้าตาดีกว่าเราเลย"
 
"เฮ้ย ไม่เกี่ยวกับเรานะ"
 
ก้องรีบโบกไม้โบกมือ พลอยกับภูมิบุญก็หัวเราะร่าทันที พอเรียนเสร็จก็เดินลอดใต้ทางเดินของรถไฟฟ้าใต้ดินไป เดินตรงขึ้นไปจนเกือบถึงแยกศาลาแดง พลอยหยุดโทรศัพท์หาพี่สาวถามสถานที่นัดพบ พอวางสายก็หันมาบอกเพื่อนทั้งสอง
 
"พี่ไพลินให้ขึ้นไปชั้น ๒๓ เลยอ่ะ"
 
"อืม ไปดิ"
 
" นี่โรงแรมเหรอ เรานึกว่าอาคารสำนักงานเสียอีก"
 
ก้องทำท่าไม่เชื่อว่าตึกสีน้ำตาลเทาๆนี้จะเป็นโรงแรมไปได้
 
"อย่าดูถูกนะก้อง พี่ไพลินเคยพาเรามากินข้าวแล้ว ขึ้นไปแล้วจะขนลุก"
 
"เฮ้ย ทำไมล่ะ มีผีเหรอ"
 
"บ้า ก้องนายก็พูดไปนะ"
 
ภูมิบุญหัวเราะ แล้วเดินตามพลอยเข้าไปในตัวตึก พอกดลิฟท์ขึ้นไปชั้นที่พี่สาวของตนบอก ภูมิบุญกับก้องก็เริ่มประหม่าเพราะลิฟท์ที่เคลื่อนตัวไม่เร็วมากนักไม่ช้าจนเกินไปเคลื่อนขึ้นไปถึงชั้นที่ ๒๓ ประตูลิฟท์เปิดออก ภูมิบุญกับก้องถึงกับอ้าปากค้าง
 
"อ่า"
 
"เห็นไหมเราบอกแล้ว นี่เขาเพิ่งปรับปรุงเสร็จนะ สวยใช่ไหมล่ะ โน่นๆ พี่ไพลินอยู่โน่น"
 
พลอยบอกแล้วเดินปรี่เข้าไปหาพี่สาวทันที
 
"นี่ภูมิ พี่ไพลินพี่สาวเราเอง"
 
พลอยแนะนำ ภูมิบุญยกมือไหว้ไพลินอย่างนอบน้อม
 
"อืม น่ารักอย่างที่พลอยบอกจริงๆด้วย ไปจ๊ะพี่พาไปนั่งข้างใน"
 
ไพลินพาเด็กทั้งสามเดินเข้าไปในลานตรงกลางที่ฉาบผนัง ด้วยวอลเปเปอร์นูนเป็นลวดลายวิจิตรสีแดงอิษ คั่นตรงกลางเป็นโค้งวงกว้างด้วยกระจกมีลวดลาย แสงไฟสาดขึ้นมาทำให้ล็อบบี้ของโรงแรมดูน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ไพลินพาทั้งสามเดินผ่านร้านอาหารที่มีครัวอยู่ตรงกลาง มีกระจกล้อมรอบ เดินผ่านเข้าประตูกระจกบานใหญ่ที่เปิดเองโดยอัติโนมัติ ก็เป็นบาร์นั่งทานเหล้ามองเห็นสนามม้า ไกลไปจนถึงสยามและหลังคาตึกของคณะที่ทั้งสามเรียน ไพลินมีบุคลิกที่ปราดเปรียวหน้าตาสะสวยดูดีกว่าพลอย เพราะเครื่องสำอางที่ฉาบใบหน้าไว้บางๆ แต่ลักษณะท่าทางช่างดูแตกต่างกับพลอยอย่างสิ้นเชิง
 
"อ่ะนี่พลอย เอากลับให้พี่ด้วย"
 
ไพลินยื่นถุงผ้าที่เป็นโลโก้ของโรงแรมให้พลอย
 
"อ้าว จะเอาเองเหรอพี่ ทำไมไม่เอากลับเองล่ะ เสียเวลาพลอยนะเนี่ย"
 
"เอ๊ะ พลอยนี่ เป็นพนักงานเค้าไม่ให้เอาของออก ต้องใช้น้องนี่ล่ะ เดี๋ยวไปถึงบ้านแบ่งให้ สวยนะชุดนี้ที่ทำออกมาใหม่น่ะ"
 
ไพลินพูดแล้วหันมายิ้มให้ภูมิบุญกับก้องที่นั่งมองหน้ากันเหรอหราอยู่
 
"สวัสดีค่ะ ไพลินพูดสายค่ะ อ้อได้ค่ะ พอดีอยู่ตรงล็อบบี้ เดี๋ยวเดินไปหาค่ะ ค่ะ"
 
ไพลินยกโทรศัพท์ขึ้นมารับสาย
 
"นั่งรอพี่อยู่ตรงนี้ก่อนนะ ลูกค้ามาดูห้อง เอ่อ พี่เมฆคะ รบกวนขอน้ำส้มให้สามแก้วทีค่ะ"
 
ไพลินหันไปบอกพนักงาน แล้วเดินออกไปทันที
 
"สวยว่ะ ไม่อยากจะเชื่อ"
 
ก้องมองไปรอบๆตัว
 
"เห็นไหม บอกแล้ว ขึ้นมาแล้วไม่มีใครอยากจะเชื่อหรอกว่าข้างนอกที่ดูเป็นแค่ตึกเก่าๆสีทึมๆน่ะ ข้างในนี่สวยขนาดไหน"
 
"ท่าทางคงแพงนะเราว่า"
 
ภูมิบุญนั่งตัวลีบเล็กลงเพราะสถานที่มันโอ่โถงเสียเหลือเกิน ตอนนั้นมีแขกนั่งอยู่แล้วหลายโต๊ะ เสียงเพลงที่นักร้องเริ่มร้องตรงกลางของร้านอาหารส่งเสียงคลอดังไปทั่วบริเวณ
 
"สวัสดีครับน้องพลอย"
 
เสียงทุ้มดังมาจากข้างหลังขณะที่ทั้งสามกำลังดื่มด่ำ กับบรรยากาศ ทั้งสามหันขวับไปทันที
 
"ไอ้"
 
ก้องร้องออกมาทำหน้าตกใจ
 
"มากินข้าวที่นี่เหรอครับ พี่ก็มากินข้าว บังเอิญจังเลย"
 
กายยืนเด่นอยู่ เขาระบายยิ้มออกมาสายตาไม่ได้สนใจมองใครอื่นนอกจากพลอย
 
"โลกกลมจริงโว้ย"
 
พลอยพูดออกมาลอยๆ
 
"สั่งอะไรกินครับ ไปนั่งกับพี่ไหม พี่มากับเพื่อน"
 
กายชวนแล้วหันไปยิ้มให้ทุกคน ภูมิบุญยิ้มแห้งๆไม่รู้จะ พูดอะไรดีจึงยกมือไหว้ตามารยาท แต่พลอยกับก้องกลับเมินหน้าหนี
 
"ไม่อ่ะค่ะ คือจน สำเหนียกตัวเอง มานั่งกินน้ำนี่ล่ะค่ะ เดี๋ยวก็ไป"
 
พลอยโพล่งออกมา กายกลับยิ้มอย่างพอใจ
 
"อ้าว ไม่หิวเหรอครับ เดี๋ยวพี่เลี้ยงข้าว"
 
"ขอบคุณค่ะ แต่ไม่เป็นไร แต่ถ้าพี่ใจดีมากรวยมาก หนูว่าไปเลี้ยงเด็กด้อยโอกาสดีไหมคะ จะได้กุศลเผื่อจะได้ส่งผลบุญให้พี่รวยกว่าเดิมไงคะ เมื่อไหร่จะมาเนี่ยพี่ไพลิน"
 
พลอยประชดหันหลังให้ทันที ภูมิบุญแตะแขนพลอยเบาๆ
 
"ถ้าอยากกินข้าวเชิญที่โต๊ะโน้นนะครับ"
 
กายเห็นทีจะไม่ได้เรื่องจึงรีบกลับไปตั้งหลักก่อนเพราะท่าทางของพลอยคงไม่เล่นด้วยง่ายๆ
 
"เซ็งว่ะ เจอแต่คนพวกนี้"
 
พลอยบ่นออกมา ยกแก้วน้ำส้มขึ้นดูด
 
"ก็มันเป็นที่ของเขานี่พลอย เรานั่นล่ะที่เข้ามาเอง"
 
ภูมิบุญพูด พลอยเองก็พยักหน้า
 
"ไม่ได้อยากจะเข้ามาหรอกนะ เบื่อจังไอ้พวกอวดรวยเนี่ย"
 
พลอยดูท่าทางไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก พอพี่สาวกลับมาก็ขอตัวกลับ พอดีที่แทนทวีโทรศัพท์เข้ามาหาภูมิบุญ
 
"พี่กำลังถึงนะครับภูมิ"
 
"เอ่อ พี่แทนครับ ตอนนี้ภูมิอยู่ตรงแยกศาลาแดงน่ะครับ พาพลอยมาหาพี่สาว พี่แทนแวะมารับที่นี่ก็ได้ครับ"
 
ภูมิบุญบอกไป แทนทวีก็เห็นด้วยสักพักก็ขับรถมาจอดริมถนนตรงที่นัดหมาย พลอยกับก้องกลับไปก่อนหน้าแล้ว เพราะเห็นว่าแทนทวีจะมารับภูมิบุญจึงเดินไปขึ้นรถไฟฟ้า แทนทวีพาตั้งใจจะพาภูมิบุญไปกินข้าว แต่เจ้าตัวกลับมีเหตุต้องไปกับที่บ้านก่อน ภูมิบุญไม่ได้ว่าอะไร
พอกลับถึงบ้านก็เข้าห้องไป แล้วออกมาช่วยแม่ของตนกับอ้อยทำงานบ้าน และช่วยทำกับข้าว วันนี้คุณอภิสราออกไปที่บริษัทพร้อมกับโตโต้ยังไม่กลับ พอทำทุกอย่างเสร็จ ก็อาบน้ำชำระร่างกาย

"ภูมิจ๊ะ ช่วยพี่ขึ้นไปเอาแจกันดอกไม้ที่ห้องคุณโต้หน่อยสิ พี่จันทร์จะเปลี่ยนดอกไม้ให้"

อ้อยบอกหลังจากที่เห็นภูมิบุญอาบน้ำเสร็จ พอภูมิบุญได้ยินก็ผงะ

"เอ่อ"

"นะจ๊ะภูมิ พอดีพี่จะรีดผ้าต่อน่ะจ๊ะ"

ภูมิบุญพยักหน้าตอบรับ ทำยังไงได้เมื่อผู้ใหญ่ใช้ แม่เองก็นั่งจัดดอกไม้อยู่ จะบอกปัดไปก็จะดูไม่ดี พอรู้ว่าโตโต้ยังไม่กลับบ้านก็สบายใจขึ้น รีบเดินขึ้นไปบนตึกใหญ่ ภูมิบุญเปิดห้องดำเข้าไปโดยไม่รีรอ แต่ระหว่างที่ภูมิบุญกำลังเปิดประตูเข้าห้องดำไปนั้นรถจากัวร์สีดำก็เลี้ยวเข้ามาจอดในโรงจอดรถแล้ว คุณอภิสราลงจากรถเดินเข้าไปในห้องโถงจันทร์เอาน้ำมะตูมเย็นๆมารับ ส่วนโตโต้ที่กลับมาพร้อมมารดาเดินตรงขึ้นห้องไป ภูมิบุญกำลังมองหาแจกันดอกไม้ อยากจะหยิบมันแล้วเดินออกมาจากห้องพยายามไม่มองของอย่างอื่น แต่ก็จนแล้วจนรอดพอเห็นหนังสือวางอยู่ที่พื้นก็ก้มลงเก็บ พร้อมกับประตูบานใหญ่ถูกเปิดออก

"หึหึ มารอผัวถึงนี่เลยเหรอครับ น้องภูมิ รู้ใจจริงๆ"

เสียงของมารที่ทำให้ภูมิบุญถึงกับผงะ รับวางหนังสือลงบนโต๊ะทันที

"เอ่อ ผมมาเอาแจกันดอกไม้ไปเปลี่ยนให้น่ะครับ"

ภูมิบุญทำหน้าไม่ถูก คนที่ไม่อยากเจอที่สุด ยิ่งพยายามหลบหนีไปยิ่งเจอ

"เหรอ ไม่ได้มาหาผัวหรอกเหรอครับ"

ไม่พูดเฉยเดินปรี่เข้ามาหา กอดเข้าที่เอวของภูมิบุญทันที

"ผมขอตัวนะครับ"

"จะไปไหนล่ะคนดี วันนี้พี่ยิ่งอยากอยู่ด้วย เมียมาพอดี มาเอากันดีกว่า"

โตโต้จาบจ้วงกอดรัดภูมิบุญแน่นกว่าเดิม

"ปล่อย ผมจะ"

"จะอะไรครับเมีย มาผัวอยากจะแย่อยู่แล้ว"

โตโต้ไซร้ซอกคอของภูมิบุญทันที

"อย่า นะคุณ โตโต้ ผมร้องจริงๆนะ"

"เอาสิ แม่พี่อยู่ข้างล่าง เอาเลยครับ ร้องให้ท่านรู้เลย ว่าเราเป็นคนขึ้นมาหาพี่เอง"

โตโต้ยิ้มแสยะอยู่เพราะเห็นว่าตนมีภาษีที่เหนือกว่า ส่วนภูมิบุญเม้มปากกัดฟันแน่น จะทำยังไงดี

"ดูด ให้หน่อยสิครับ ภูมิ"

โตโต้ทำเสียงกระเส่าออกมา ภูมิบุญรู้สึกได้ถึงความน่ารังเกียจของน้ำเสียงนี้ ไม่อยากได้ยินแม้แต่เสียง รังเกียจเขาเข้าไส้ นิ่งคิดอยู่ปล่อยให้โตโต้ไซร้ซอกคอไป พลันภูมิบุญก็ยิ้มแสยะออกมาเหมือนกัน

"ได้ สิครับ ภูมิเองก็อยากอยู่เหมือนกัน"

ภูมิบุญเปลี่ยนเสียง ทำให้โตโต้รู้สึกสงสัยถอนหน้าออกจากคอของภูมิบุญแล้วจ้องหน้า แต่ช้าไปแล้วเพราะภูมิบุญเอื้อมมือไปขยำตรงส่วนนั้นของโตโต้แล้ว

"มาครับ ที่รักเดี๋ยวภูมิทำให้"

ภูมิบุญนั่งคุกเข่าลงทันที เอามือบีบคลึงจนเนื้อส่วนนั้นตื่นตัว ภูมิบุญค่อยๆปลดเข็มขัดลง สายตาก็มองโตโต้อย่างยั่วยวน โตโต้เตลิบเคลิ้มไปกับลีลาท่าทางของภูมิบุญ พอปลดเข็มขัดลงก็รูดซิบกางเกงสแลคออก เผยให้เห็นท่อนเนื้อที่ตื่นตัวอยู่ในกางเกงชั้นในสีดำ ภูมิบุญไม่รีรอดึงกางเกงชั้นในออกทันที ก้มหน้าลงต่ำยิ้มแสยะก่อนจะเอาหน้าเข้าไปใกล้ มือก็คลึงอยู่ไม่ยอมหยุด โตโต้เองหลับตาพริ้มอยู่

"ชอบ ไหมครับ"

ภูมิบุญถามเสียงกระเส่าเช่นกัน

"ชะ ชอบครับภูมิ ดูดเลยครับ"

"ได้"

ภูมิบุญตอบแล้วรูดซิปกางเกงกลับขึ้นเหมือนเดิมทันที

"โอ๊ย ไอ้"

โตโต้สะดุ้งสุดตัวผลักตัวของภูมิบุญออก น้องชายที่ตื่นตัวเต็มที่หมดสิ้นฤทธิ์เดชทันที โตโต้ร้องออกมาอย่างเจ็บปวดทรมานก้มตัวลงกุมส่วนนั้นอยู่

"อ้าว ไม่ชอบเหรอครับ ผัว เมียอุตส่าห์ตั้งใจทำให้นะเนี่ย"

ภูมิบุญเดินไปหยิบแจกันแล้วมายืนแสยะยิ้มให้อย่างสาแก่ใจ

"แก ทำไมทำแบบนี้ โอ๊ย"

"ร้องดังๆสิ คุณท่านจะได้ขึ้นมาดู เป็นไงเป็นกัน ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าคุณท่านรู้ว่าคุณโตโต้บังคับให้ผมทำ ท่านจะว่ายังไง"

ภูมิบุญพูดเสียงกร้าว โตโต้ล้มนอนลงบนเตียงดิ้นพรวดพราดอย่างเจ็บปวดทรมาน

"จำไว้ แก จำไว้"

"จะเอาคืนเหรอครับ คุณโตโต้ แต่คงนานหน่อยนะกว่าจะใช้งานได้เป็นปกติน่ะ หึหึ"

ภูมิบุญพูดแล้วเดินออกจากห้องไป พอเดินลงไปชั้นล่างคุณอภิสราและจันทร์ก็หันมามอง

"มีอะไรหรือเปล่า ภูมิ เสียงคุณโตโต้ร้องดังเชียว"

จันทร์ถามสีหน้าดูเป็นวิตกกังวล

"อ้อ คุณโตโต้เขาล้มครับแม่ ไม่เป็นไรแล้ว ผมดูให้แล้วไม่มีส่วนไหนเสียหาย"

ภูมิบุญก้มหน้าแล้วเดินลงจากบันได ไม่อยากที่จะโกหกผู้ใหญ่ แต่ทำยังไงได้ สถานการณ์มันบีบบังคับให้ต้องทำแบบนี้เอง ภูมิบุญเดินไปคุยกับคุณอภิสราสักพักก็ไปช่วยมารดาของตนเตรียมตั้งโต๊ะอาหาร เย็น พอเตรียมทุกอย่างเสร็จก็นั่งลงข้างๆคุณอภิสรารอโตโต้เพียงคนเดียว โตโต้เดินลงจากบนห้องยังไม่เปลี่ยนเสื้อผ้า ท่าเดินที่ผิดปกติไปทำให้ผู้เป็นมารดาสงสัย

"เป็นอะไรตาโต้ ทำไมเดินแบบนั้น เจ็บขาหรือลูก"

โตโต้สะดุ้งทั้งที่พยายามเดินให้เป็นปกติมากที่สุดแล้ว

"เอ่อ"

"คงเพราะหกล้มเมื่อกี๊ครับคุณท่าน ภูมิเห็นขาของคุณโตโต้ไปโดนโต๊ะพอดี"

พูดแล้วก้มหน้าลงในใจหัวเราะลั่นด้วยความสะใจ โตโต้เองก็กัดฟันอยู่ อยากจะเข้าไปบีบคอเสียให้ตายคามือ

"มาๆ ถ้าไม่ดีขึ้นเดี๋ยวค่อยไปหาหมอ"

ภูมิบุญยิ้มออกมาทันที ไปหาหมอเหรอคงดูไม่จืด โตโต้ทำหน้าไม่ถูก โบกไม้โบกมือบอกว่าตนเองไม่เป็นไร พอกินข้าวเสร็จภูมิบุญก็ช่วยมารดาของตนเก็บกวาดทำความสะอาด โตโต้กลับขึ้นห้องไปแล้ว วันนี้ภูมิบุญรู้สึกเป็นสุขใจเหลือเกิน ช่วยไม่ได้นะคุณโตโต้อย่าบีบให้ผมทำ ภูมิบุญพูดในใจแล้วยิ้มแสยะออกมามุมปาก

 
 
 

วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

(Heroine) (ที่นี่ไม่มีนายเอก) ฉากยี่สิบหก

ภูมิบุญกลับมาเป็นปกติหลังจากที่พักไปสองวันเต็ม ครึ่งวันที่โรงพยาบาล ที่เหลือก็มานอนพักฟื้นอยู่ที่บ้าน พอเริ่มหายดีก็ติดต่อกับเพื่อนเพราะใจเป็นห่วงพลอยมากกว่าใคร พลอยเองก็ออกจากโรงพยาบาลแล้วพักฟื้นอยู่ที่บ้าน

"พลอย เป็นยังไงบ้าง"

ภูมิบุญกรอกเสียงไปตามโทรศัพท์ น้ำเสียงเป็นกังวล

"ภูมิ เราโอเค นายล่ะเป็นยังไงบ้าง"

น้ำเสียงของพลอยยังแจ่มใสเหมือนเดิม แม้หน้าตาเนื้อตัวจะยังคงฟกช้ำอยู่

"เราก็ดี ไม่มีอะไรแล้ว เห็นก้องบอกว่าพลอยต้องนอนโรงบาลเลยเหรอ เราขอโทษนะพลอย ม้าว่าอะไรไหม"

"โอ๊ย ก้องก็เวอร์ไป ก็ก้องนั่นล่ะบอกให้อาบน้ำเย็นมากๆ เราก็แช่ซะเป็นชั่วโมงไข้ก็ขึ้นน่ะสิ ไม่มีอะไรหรอก ม้ากับพี่ไพลินก็บ่นเหมือนเคยล่ะ นายเองก็เข้าโรงพยาบาลไม่ใช่เหรอ เป็นยังไงบาง"

พลอยหัวเราะออกมา ภูมิบุญเองค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย พอวางสายจากพลอยก็เดินออกจากห้องไป

"อ้าวภูมิ หายดีแล้วเหรอจ๊ะ หิวข้าวไหม เดี๋ยวพี่ทำข้าวต้มให้"

อ้อยที่นั่งแยกผ้าอยู่เห็นภูมิเดินออกมาก็ร้องทัก

"ขอบคุณครับพี่อ้อย ภูมิหายแล้ว เดี๋ยวจะไปช่วยแม่กวาดใบไม้"

"ว้าย ไม่ได้ค่า เดี๋ยวพี่จันทร์ก็ว่าเอา มาๆ มานั่งพักก่อน อะไรกันเพิ่งจะสร่างไข้จะไปทำงานแล้ว ภูมินี่เหลือเกินจริงๆ"

อ้อยดุแต่ก็ยิ้มพอใจที่เห็นภูมิบุญเป็นเด็กขยันขันแข็ง ภูมิบุญนั่งลงข้างๆอ้อยแล้วช่วยแยกผ้า

"เนี่ยดูผ้าปูที่นอนคุณโต้ซิ เลอะคราบเลือด คงพาคุณแวนมา จะซักออกไหมเนี่ย"

อ้อยพูดแล้วยกผ้าปูที่นอนสีดำขึ้นจับอย่างรังเกียจ ภูมิบุญหน้าชารู้สึกร้อนใจเต้นแรงขึ้นมาทันที ภาพวันนั้นฉายขึ้นมารู้สึกละอายแก่ใจ

"เอ่อ เดี๋ยวภูมิเอาไปซักให้ก็ได้ครับพี่อ้อย"

ภูมิบุญพยายามกดเสียงตัวเองไม่ให้สั่นแสดงพิรุจอะไรออกไปให้อ้อยจับผิดได้

"ไม่เป็นไรหรอกจ๊ะ เดี๋ยวลองปั่นดู ใช้ไม่ได้ก็ทำเป็นผ้าขี้ริ้วไป"

อ้อยบอกไม่ได้สงสัยอะไรกับท่าทางของภูมิบุญ พอนั่งได้สักพักก็ต้องขอตัวออกมาเพราะเกรงว่าจะแสดงทีท่าอะไรออกไปให้อ้อยเห็นเพราะอ้อยเริ่มที่จะเริ่มชวนนินทาโตโต้กับแวนแล้ว ภูมิบุญเดินไปหน้าบ้านเห็นจันทร์ตกแต่งกิ่งไม้อยู่ คุณอภิสราก็ยืนอยู่ใกล้ๆ

"อ้าว ภูมิ หายดีแล้วเหรอจ๊ะ ออกมาทำไมกัน เดี๋ยวโดนแดดก็ไข้ขึ้นอีกหรอก"

เสียงคุณอภิสราดังขึ้นเมื่อเห็นภูมิบุญ

"หายแล้วครับคุณท่าน ภูมิมาช่วยแม่กวาดใบไม้ครับ"

"ตายแล้ว ไม่ได้ๆ มาๆ นั่งคุยกับป้านี่ล่ะ จันทร์เขาทำเสร็จหมดแล้วลูก"

คุณอภิสราเดินปรี่เข้ามาหา ดึงแขนภูมิบุญให้ไปนั่งลงใกล้ๆ

"ตัวไม่ร้อนแล้วนี่ เป็นไงเราไข้ขึ้นสูงเชียวนะวันนั้น ป้าล่ะตกใจ"

คุณอภิสราจับตามหน้าผาก ภูมิบุญก้มหน้าลงน้อยๆ คุณอภิสราเองแม้จะอยากรู้เรื่องราวความเป็นมาว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ก็ยังไม่เอ่ยปากถามเพราะเห็นว่าภูมิบุญเพิ่งสร่างไข้ จึงชวนคุยสัพเพเหระไป

"ใคร มากันจ๊ะ จันทร์ไปดูหน่อยสิ"

เสียงกดออดดังขึ้น คุณอภิสราชะเง้อมองออกไปประตูหน้าบ้าน จันทร์ทำท่าจะเดินออกไปดู

"เดี๋ยว ภูมิไปดูให้ครับแม่"

ภูมิบุญลุกขึ้นทันทีแล้วเดินไปที่ประตูบ้านทันที

"พี่แทน"

"เป็นไงบ้างภูมิ หายหรือยัง"

แทนทวีจอดจักรยานไว้หน้าบ้านในมือมีกระเช้าเยี่ยมไข้ใบโต

"ดีขึ้นแล้วครับพี่ พี่แทนไม่มีเรียนเหรอ"

ภูมิบุญถาม มองหน้าแทนทวีอย่างสงสัยเพราะปกติวันอังคารแทนวีมีเรียนตอนเช้า

"พี่ไม่มีใจไปหรอกครับ แฟนพี่ไม่สบายทั้งคนนี่"

ภูมิบุญยิ้มออกมาหน้าแดง

"ใครจ๊ะภูมิ อ้าวพ่อหนุ่ม มาๆ เข้ามาข้างในก่อน ยืนตากแดดเดี๋ยวไข้ก็ขึ้นอีกหรอกภูมิ"

จันทร์ตามลูกชายออกมาเพราะ เห็นยืนคุยกับคนที่มากดกริ่งอยู่นาน

"สวัสดีครับคุณป้า ผมมาเยี่ยมน้องครับ"

แทนทวียกมือขึ้นไหว้ ยิ้มแห้งๆ ทั้งสองเดินตามจันทร์เข้าไปในบ้าน

"พี่แทนครับ นี่คุณท่าน เจ้าของบ้านครับ คุณท่านครับ นี่พี่แทนรุ่นพี่ที่มหาฯลัยครับ"

ภูมิบุญแนะนำ แทนทวีก้มหัวลงไหว้อย่างนอบน้อม แทนทวีไม่ได้รู้สึกแปลกประหลาดหรือเคืองใจแต่อย่างใดที่ภูมิบุญแนะนำไปอย่างนั้น เพราะรู้ดีว่าการที่ชายจะรักชายย่อมผิดวิสัยที่ผู้ใหญ่จะรับฟังได้

"ไหว้พระเถอะพ่อคุณ แล้วไปยังไงมายังไงล่ะจ๊ะ"

คุณอภิสรารับไหว้ยิ้มให้

"ผมมาเยี่ยมน้องครับ บ้านผมอยู่ท้ายซอยนี่เองเลยปั่นจักรยานมาครับ"

แทนทวียิ้มแห้งๆ

"จริงเหรอพ่อคุณ หลังไหนจ๊ะ"

คุณอภิสราถามยิ้มให้ไม่แสดงอาการอยากรู้มากนัก

"หลังสุดท้ายก่อนถึงสวนหลวงครับ"

"อืม แล้วกินข้าวกินปลามาหรือยังพ่อหนุ่ม กินข้าวด้วยกันนะ นี่ก็ยังไม่ได้กินข้าวเช้ากันเลย"

คุณอภิสราชวน ยิ้มอย่างเอ็นดู แทนทวีหันหน้าไปมองภูมิบุญที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ภูมิบุญเองก็ทำหน้าไม่ถูก

"พ่อหนุ่ม กินข้าวเช้ากับป้านี่ล่ะจ๊ะ ไม่ต้องไปมองภูมิเขาหรอก"

คุณอภิสราดักคอ แทนทวีถึงกลับหัวเราะออกมา

"พี่แทนครับ งั้นภูมิไปช่วยแม่ทำกับข้าวก่อนนะครับ พี่แทนอยู่คุยกับคุณท่านก่อนนะ"

ภูมิบุญบอกแทนทวีเมื่อนั่งคุยอยู่กับคุณอภิสราอยู่สักพัก

"จะไหวเหรอลูก ยิ่งเพิ่งสร่างไข้ เดี๋ยวก็ทรุดอีกนะ"

คุณอภิสราปราม

"ภูมิหายดีแล้วครับคุณท่าน อยู่เฉยๆเหงื่อไม่ออกภูมิไม่สบายตัวครับ"

ภูมิบุญพูดยิ้มๆ คุณอภิสราก็พยักหน้า

"รายนี้เขาทำกับข้าวอร่อย แล้วพ่อหนุ่มเรียนอยู่ชั้นไหนแล้วจ๊ะ"

คุณอภิสราหันมาถามแทนทวีหลัง จากที่ภูมิบุญเดินกลับเข้าไปหลังบ้าน

"ปีสามแล้วครับคุณท่าน ผมเรียนนิติศาสตร์ครับ"

"อืม อีกปีเดียวก็จบแล้วนี่นะ พ่อแม่เป็นทนายความหรือจ๊ะ ถึงเรียนนิติศาสตร์"

คุณอภิสราถามสายตายังจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าแทนทวี

"เปล่าครับ พ่อแม่ผมเป็นหมอ แต่พ่อลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัวครับ"

แทนทวีพูดยิ้มแห้งๆไม่กล้าสบตาคุณอภิสรา

"ตายจริง พ่อแม่เป็นหมอแต่ลูกชายเรียนทนาย น่าสนใจจริง"

คุณอภิสราหัวเราะออกมาเบาๆ แทนทวีก็ยิ้มแห้งๆเหมือนเคย

"พ่อหนุ่ม ป้าถามอะไรหน่อยสิ ที่ตาภูมิไปงานวันเกิดน่ะรู้เรื่องไหมจ๊ะ"

คุณอภิสราที่ถามอ้อมโลกไปเพียงเพราะอยากรู้เรื่องนี้เท่านั้น แทนทวีสีหน้าเจื่อนลงทันที ก้มหน้าลงต่ำ

"เอ่อ ผมเป็นคนชวนน้องไปเองล่ะครับคุณท่าน"

แทนทวีพูดออกมาเสียงเบา

"แล้วเกิดอะไรขึ้นจ๊ะ ทำไมภูมิถึงป่วยแบบนี้"

น้ำเสียงเริ่มห้วนแข็งขึ้น จนแทนทวีรู้สึกได้ว่าคุณท่านของภูมิบุญท่านนี้ไม่ยอมใครง่ายๆแน่

"เอ่อ ผมกราบขอโทษคุณท่านด้วยนะครับ ที่ดูแลน้องไม่ดี ผมผิดเอง"

แทนทวียกมือไหว้สีหน้าสำนึกผิด คุณอภิสราจ้องมองอยู่ไม่พูดอะไรต่อ รอให้แทนทวีเป็นคนพูดออกมาเอง

"คือมีเรื่อกันนิดหน่อยน่ะครับ ผมผิดเอง ผมดูแลน้องไม่ดี"

น้ำเสียงเริ่มตกต่ำลงเรื่อยๆ แทนทวีฉายแววตาเศร้าออกมา พูดซ้ำประโยคเดิม

"อืม เอาเถอะจ๊ะ พ่อหนุ่ม ป้าอยากรู้เฉยๆ ไม่ได้ว่าอะไรหรอก เรื่องมันเกิดแล้วนี่นะ จะมาสืบสาวราวเรื่องมันก็ไม่เกิดประโยชน์ ป้าสงสารภูมิเขา อยู่กับป้าก็ทำท่าสุขใจดีอยู่หรอก แต่ไม่ใช่ว่าป้าไม่รู้ว่ามีคนคอยถากถางว่าเป็นลูกคนใช้ แต่ป้าจะบอกกับเรานะพ่อหนุ่ม ภูมิเป็นเหมือนลูกเหมือนหลานของป้า ป้าไม่ได้มองว่าภูมิกับแม่เป็นคนใช้"

คุณอภิสราพูดเสียงนิ่งเรียบ จนแทนทวีรู้สึกเสียววาบไปถึงสันหลัง รับรู้ได้ทันทีว่าผู้หญิงท่านนี้ไม่ใช่แค่คนมีฐานะดีแต่ไม่มีสมอง แต่คำพูดคำจาลึกซึ้งมีอำนาจเหลือเกิน

"ผมกราบขอโทษครับคุณท่าน ผมไม่น่าพอน้องไปเลย"

แทนทวีก้มหน้าน้ำเสียงแฝงไปด้วยความเศร้าเพราะรู้สึกสำนึกผิด

"เอาเถอะพ่อหนุ่ม ทีหน้าทีหลังจะพาน้องไปไหนก็ดูๆช่วยป้าหน่อย ภูมิเขาน่าสงสาร อย่าเอาอะไรไปป้ายไปยัดให้น้องเขาอีกเลย ภูมิเขาอยู่กับยายตั้งแต่เล็ก แม่ก็มาทำงานหาเงินส่งให้เรียน ชีวิตลำบากนะแต่ก็น่ายกย่องที่ยังเป็นเด็กดีไม่เสียผู้เสียคนไปก่อน"

คุณอภิสราบอกเสียงยังคงราบเรียบเหมือนเคย แทนทวีได้รับรู้เรื่องราวของคนที่เขารักเพิ่มขึ้นอีก เพราะลำพังภูมิบุญเองไม่มีทางที่เขาจะเปิดปากเล่าเรื่องในอดีตให้เขาฟัง แทนทวีรู้สึกดีใจปลื้มใจขึ้นมา คุณอภิสราพอเห็นทีท่าของแทนทวีที่ดูเหมือนจะรู้สึกสำนึกผิดจริงๆก็ชวนเปลี่ยนเรื่องคุย พอเปลี่ยนเรื่องคุยแทนทวีก็รู้สึกดีขึ้นกลับยิ้มออกมาได้ เพราะคุณอภิสราเป็นคนคุยสนุกถ้าคุยถูกคอ พอกับข้าวเสร็จก็ยกออกมาตั้งโต๊ะ แทนทวีร่วมรับประทานอาหารเช้ากับภูมิบุญและคุณอภิสรา บรรยากาศก็เป็นไปอย่างครื้นเครงเพราะคุณอภิสราชวนคุยตลอดเวลา พอเสร็จภูมิบุญก็จะช่วยเก็บกวาดแต่อ้อยบอกไม่ต้องให้ไปดูแลแขก

"คุณท่านนี่น่ารักเนอะภูมิ"

แทนทวีพูดขึ้นตอนที่ภูมิบุญเดินออกมาส่งที่หน้าบ้าน

"ครับ นับเป็นวาสนาของภูมิครับที่คุณท่าน ท่านเมตตาภูมิกับแม่"

"เพราะภูมิน่ารักด้วยล่ะ ใครๆเห็นก็ชอบ"

แทนทวีพูดแล้วยิ้มให้ มีแต่คนชอบ หึ ภูมิบุญแย้งขึ้นมาในใจ คุณท่านน่ะใช่แต่คนตัวใหญ่ลูกชายของคุณท่านเห็นะไม่

"พี่สัญญากับคุณ ท่านแล้ว ว่าพี่จะคอยดูแลภูมิบุญ พี่สัญญาครับ"

แทนทวีพูดน้ำเสียงมั่นคง จริงใจ

"อย่าสัญญาเลยครับพี่แทน ภูมิไม่ได้ต้องการอะไรจากพี่แทน แค่ขอให้พี่แทนเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างทุกวันนี้ก็พอแล้วครับ"

ภูมิบุญเม้มปากพูดจริงจังเช่นกัน ไม่อยากได้ยินคำสัญญาสาบานจากใคร ไม่เชื่อใจใคร 

"ภูมิ ไม่ว่าภูมิจะเคยเป็นยังไงมา ฟังพี่นะครับ พี่ไม่สนใจ พี่จะรักและดูแลภูมิตลอดไป เชื่อใจพี่นะครับ"

แทนทวีจ้องตาของภูมิบุญนิ่งสื่อความจริงใจออกมา ภูมิบุญเม้มปากรู้สึกทราบซึ้งอยู่ในใจ พอแทนทวีกลับบ้านไปก็เดินกลับมาที่ห้องของตัวเอง

"ภูมิ คุณแทนนี่หล่อเนอะ พี่นึกว่าดารา ต๊าย หล่อกว่าดาราละครอีกนะพี่อ้อยว่า"

อ้อยปรี่เข้ามาหา ภูมิบุญพยักหน้ายิ้มแห้งๆ ขอตัวเข้าไปนอนอ่านหนังสือในห้อง พยายามตั้งสมาธิอ่านหนังสือแต่ก็ยากลำบากเพราะหลังทานข้าวได้ทานยาเข้าไป ภูมิบุญจึงเผลอหลับไป มารู้สึกตัวตื่นอีกทีก็ตอนบ่ายแก่ๆ พอเดินออกไปนอกห้องเห็นอ้อยกำลังรีดผ้าอยู่ อ้อยบอกให้ภูมิบุญไปกินข้าว พอกินข้าวเสร็จก็บอกให้กลับไปนอนอีกเพราะเพิ่งจะสร่างจากไข้ไม่อยากให้ทำอะไรมาก แม้ตัวของภูมิบุญเองจะเสนอความช่วยเหลือ

พอตกเย็นภูมิบุญรู้สึกดีขึ้นมากจึงไปช่วยจันทร์กับอ้อยทำกับข้าว พอเสร็จก็รอให้โตโต้กลับจากที่ทำงาน เขากลับค่ำเกือบทุกวัน ตอนเช้าก็ออกแต่เช้า คุณอภิสราไม่ค่อยเข้าบริษัทเพราะมอบหมายให้บุตรชายเป็นคนดูแล โตโต้เองก็ทำงานอย่างขยันขันแข็ง แม้จะบ่นให้แฟนสาวฟังบ้างแต่ก็ไม่เคยเกเรโดดงานเหมือนสมัยเรียนที่ชอบโดดเรียนเป็นประจำ

"มีอะไรกินครับแม่ หอมเชียว"

โตโต้เดินเข้ามาหาคุณอภิสราที่โต๊ะกินข้าว

"จะไปอาบน้ำก่อนไหมลูก จะได้สบายตัว"

"ไม่เอาอ่ะครับ กินก่อนเลย ผมหิว"

โตโต้นั่งลงข้างๆมารดาทันที

"อ้าวจันทร์ตาภูมิล่ะจ๊ะ"

คุณอภิสราหันไปถามจันทร์ที่กำลังตักข้าวใส่จานให้โตโต้

"อ้อ ตาภูมิกินไปก่อนแล้วค่ะคุณท่าน เพราะต้องกินยา"

"อ้อ งั้นเรากินกันเลยตาโต้ น้องเขาต้องกินยาเป็นเวลา"

"ภูมิยังไม่หายอีกเหรอครับแม่"

โตโต้ถามขึ้น เพราะเห็นผ่านมาหลายวันแล้ว

"ดีขึ้นแล้วจ๊ะ แต่หมอกำชับว่าให้กินยาให้หมด จะได้ไม่ดื้อยา"

คุณอภิสราบอกแล้วลงมือทานข้าว โตโต้ยิ้มที่มุมปากอยากดูสภาพของคนตัวเล็กอวดดีจังเลย พอกินข้าวเสร็จก็ขึ้นห้องไปอาบน้ำชำระร่างกาย ภูมิบุญเองก็นั่งอ่านหนังสืออยู่เพราะนอนทั้งวันแล้วรู้สึกยังไม่ง่วงนอน พอดึกก็ก็เดินออกไปหน้าบ้านตรวจดูประตูดูความเรียบร้อยรอบๆบ้าน

"เป็นไงครับ ที่รัก หายแล้วเหรอ"

เสียงของโตโต้ดังมาจากข้างหลัง

"คุณโตโต้"

"แหม เจอผัวนี่ต้องตกใจขนาดนั้นเชียว มาคุยด้วยหน่อยสิ"

โตโต้ปรี่เข้าไปลากแขนภูมิบุญเดินผ่านหน้าบ้านไปข้างๆโรงจอดรถเพราะปลอดจากสายตาของคนในบ้านเพราะเป็นมุมอับ

"ผมจะไปนอนครับ มีอะไรเอาไว้คุยพรุ่งนี้ได้ไหม"

"จะรีบนอนไปไหน ไปนอนกับผัวหน่อยสิครับ คิดถึงจะตายอยู่แล้วเนี่ย"

โตโต้ทำเสียงหวาน แต่มันเสียดแทงใจของภูมิบุญเหลือเกิน รู้สึกอับอายขึ้นมาแม้วันนั้นจะเมายาแต่ไม่ใช่ไม่มีสติ รับรู้ทุกอย่างแค่ควบคุมมันไม่ได้เท่านั้นเอง ทำอะไรออกไป พูดอะไรออกไป จำได้ทุกอย่าง พลันก็ละอายเข้าไปถึงใจ

"หายแล้วนี่ ปะคืนนี้เราไปทำกันอีก เดี๋ยวหมอจะฉีดยาให้"

โตโต้ได้ทีระราน สายตาก็กรุ้มกริ่มลามเลียแทะโลมอยู่

"ปล่อยครับ ผมจะไปนอน"

ภูมิบุญไม่ รู้จะต่อกลอนกับโตโต้ยังไงดีเพราะตอนนี้ตัวเองเป็นรองอยู่

"จะไปไหนครับคนดี มาให้ผัวชื่นใจหน่อยสิ วันนั้นเราสุดยอดมากนะครับ พี่ยังจำติดตาติดใจอยู่เลย เก่งมากถึงใจที่สุด"

มันไม่ใช่คำชมแต่อย่างใด แต่มันเป็นการถากถางภูมิบุญรับรู้ได้

"ผมจำไม่ได้แล้วครับ คุณโตโต้ก็อย่าจำเลยครับ"

"ไม่ได้หรอกครับภูมิ พี่เกิดมายังไม่เคยเจอใครถึงใจขนาดนี้มาก่อน"

"พอเถอะครับคุณโตโต้ วันนั้นผมเสียสติไป และมันจะไม่มีทางเกิดขึ้นอีก ผมขอตัวนะครับ"

ภูมิบุญพยายามจะเลี่ยงการเผชิญหน้า เพราะรู้สึกว่าหัวมันไม่แล่น คิดอะไรไม่ออก

"เดี๋ยว จะไปไหนล่ะ แล้วขึ้นไปหาพี่ทำไม เราเองนะที่ไปหาพี่ หึหึ ติดใจพี่เหรอครับภูมิ"

น้ำเสียงที่ล้อเลียนอยู่ทุกประโยคทุกคำพูดยัง ไม่ยอมลดราวาศอก ภูมิบุญเม้มปากเลือดพุงพล่าน

"ไม่ได้ติดใจอะไรหรอกครับคุณโตโต้ แต่ทำไงได้อยากอ่ะครับ ก็เลยหาที่ลง"

ภูมิบุญพูดออกมาหันกลับไปยิ้มแสยะให้กับโตโต้

"เหรอ ท่าทางคงอยากมากสินะ แต่พี่ชอบนะพี่ไม่ต้องทำอะไรเลย เราเก่งมากนะภูมิ พี่ติดใจว่ะ"

โตโต้เองก็ไม่ยอมแพ้ สายตาฉายแววประกายอย่างผู้ชนะ

"แต่ผมไม่ ขอตัวนะครับคุณโตโต้"

ภูมิบุญเดินหนีไป แต่โตโต้ก็ยังไม่ยอม

"เดี๋ยว สิเมียจ๋า ให้ผัวติดใจแล้วจะหนีกันไปง่ายๆแบบนี้เหรอ ผัวอยากอ่ะครับ ช่วยผัวหน่อยสิ"

โตโต้ดึงแขนของภูมิบุญเอาไว้แล้วออกแรงรั้งเข้าหาตัว ภูมิบุญพยายามดิ้นหนี แต่ก็สู้แรงไม่ไหว เม้มปากกัดฟันอยู่ ภูมิบุญพลิกตัวหันหน้าเข้าหาโตโต้

"ว่าไงจ๊ะผัวจ๋า ก็ผัวไม่เก่งนี่จ๊ะ ไม่ได้ครึ่งของผัวคนก่อนเลยอ่ะ เมียไม่ประทับใจ เสียใจด้วยนะ ผัวรายวัน"

ภูมิบุญผลักอกให้โตโต้ปล่อยมือ รายนั้นกัดฟันเม้มปากอยู่เคียดแค้นขึ้นมาทันที ภูมิบุญรีบตั้งหน้าจะเดินกลับห้องของตัวเอง ทำยังไงถึงจะผ่านเรื่องราวเหล่านี้ไปได้เสียที ไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วยแล้ว ภูมิบุญบอกกับตัวเอง

"ก็ผัวรายวันนี่ล่ะถึงมาขออยู่นี่ไง น้องภูมิเมียรัก"

โตโต้ไม่ยอมปล่อยให้ภูมิบุญเดินหนีไปโดยง่าย

"ปล่อยนะคุณโตโต้ ไม่งั้นผมโวยวายจริงๆนะ"

ภูมิบุญหันขวับไปกัดฟันถลึงตาใส่

"เอาสิ ถ้าอยากให้แม่พี่รู้ว่าเรามีอะไรกัน อีกอย่างถ้าแม่จันทร์รู้ จะเป็นยังไงคิดไว้หรือยังครับภูมิ อย่าทำอะไรเอาแต่สะใจตัวเองสิครับที่รัก"

คำพูดของโตโต้ทำให้ภูมิบุญสะอึกพูดอะไรไม่ออก จริงสินะถ้าคุณท่านรู้ ถ้าแม่ของตัวเองรู้อะไรจะเกิดขึ้น ความไว้วางใจ ความรักความเอ็กดูที่ท่านเมตตาปราณีมันจะเหลืออยู่ไหม ภูมิบุญครุ่นคิดอยู่

"ยอม ผัวดีๆ หรือจะให้มีเรื่อง"

โตโต้ได้ที ยิ้มกริ่มอย่างผู้กำชัย

"จะเอาตรงนี้เลยเหรอผัวน้อย ประเจิดประเจ้อไปไหม ขึ้นไปเอากันบนห้องไม่ดีกว่าเหรอ"

ภูมิบุญพูดออกไปเพราะยังคิดอะไรไม่ออก หัวมันยังทึบอยู่

"หึหึ ไม่ละ เสียอารมณืแล้ว ไปนอนเถอะ"

โตโต้หัวเราะออกมา รู้สึกสะใจที่ได้แกล้งภูมิบุญ สายตาที่มองมันดูถูกเหยียดหยามมองเหมือนภูมิบุญเป็นคางคกกิ้งกือ ภูมิบุญเม้มปากรู้สึกอับอายมากที่สุด

"ครับ ถ้าอย่างงั้น คุณโตโต้จำไว้นะครับ ว่าระหว่างเรา จะไม่มีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นอีก ที่ผ่านมาถือว่าผมทำทานให้สัตว์โลกผู้ทุกข์ยาก"

ภูมิบุญกัดปากตัวเอง น้ำตาเอ่อที่ตา แต่กระพริบตาถี่ๆไล่น้ำตาไป ปวดร้าวใจเป็นที่สุด ภาพเก่าๆมันลอยวนเวียนมาอีกครั้ง

"เพราะแกไม่มีพ่อ จึงไม่มีคนคอยสอน ถึงได้เป็นเด็กก้าวร้าวอย่างนี้"

เสียงของปลัดอำเภอยังก้องอยู่ในหัว สายตาของเขาตอนนั้นช่างเหมือนกันสายตาของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเสียเหลือเกิน

"พี่ ก็ไม่ได้อยากยุ่งกับเรานักนี่ แต่ใครกันที่ไปหาพี่ถึงห้อง จำไม่ได้เหรอ หรือว่าเมายา"

โตโต้เองก็เจ็บแค้นใจที่ภูมิบุญสวนกลับ ยืนกัดฟันจ้องตาเขม็ง

" " ไม่มีเสียงใดออกจากปากภูมิบุญ ด้วยความที่เพิ่งสร่างจากไข้ ร่างกายยังแข็งแรงไม่ปกติดีนัก หัวใจก็เหมือนอ่อนล้าสิ้นแรง ไม่มีแรงกายแรงใจอันใดจะไปสู้รบปรบมือกับเขา น้ำตาหยดออกมาจากทั้งสองตา แต่ภูมิบุญก็ยังไม่วางตาจากโตโต้

"งั้น ผมขอโทษจริงๆครับ ขอโทษที่เข้ามาวุ่นวายในชีวิตของคุณ"

ภูมิบุญเดินหันหลังหนีไปแล้ว โตโต้อ้าปากค้าง สายตาที่เขาไม่เคยได้เห็นจากคนตัวเล็กอวดดีคนนี้ สายตาที่ปกคลุมไปด้วยม่านน้ำตา รู้สึกแปลบขึ้นกลางใจ สิ่งที่ภูมิบุญไม่อยากให้ใครได้เห็น โตโต้ได้เห็นมันแล้ว คนที่เกลียดที่สุดในบ้านหลังนี้ ได้เห็นแล้วซึ่งความอ่อนแอหลังกำแพงสูงแห่งใจ สายตาคู่นั้นมันช่างปวดร้าวเหลือเกิน มีอะไรมากลึกลงไปกว่าคำพูดที่สื่อออกมา โตโต้ยืนนิ่งอยู่ แต่ก็ยิ้มแสยะออกมา

"มึงต้องออกไปจากบ้านกู ไอ้ภูมิ มึงจะต้องเสียใจมากกว่านี้อีก ร้องไห้ให้ตายกูก็ไม่ใจอ่อนให้มึงหรอก"

โตโต้พูดออกมา แล้วเดินกับขึ้นไปบนห้องของตัวเอง ส่วนภูมิบุญวิ่งกลับไปที่ห้อง ล้างเท้าแล้วขึ้นไปนั่งพับเพียบบนเตียง หยิบเอาหนังสือสวดมนต์ของยาย มรดกเพียงชิ้นเดียวที่ได้ติดตัวมา ถ้าไม่นับผ้าคลุมหน้าศพอีกผืนที่อยู่บนหิ้งพระ

"นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
 นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
 นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ"

ภูมิบุญสวดมนต์ออกมาเริ่มอาราชธนาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เม้มริมฝีปากแน่น พอสวดจบก้มลงกราบ น้ำตาก็ไหลออกมา

"ยายจ๋า ภูมิสัญญา ภูมิสัญญา ว่าภูมิจะเป็นคนดี ภูมิจะทำแต่ความดี แต่ภูมิจะทำดีในแบบของภูมิ ยายช่วยภูมิด้วยนะ ยาย"

แววตาที่อัดแน่นไปด้วยขุมพลังแห่งแค้นพร้อมเสมอที่จะระเบิกแตกออกมา เงยหน้ามองหิ้งพระไม่ใช่อ้อนวอนหรือขอพรขอร้องใดๆ แต่สายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง

ท่านเอย กรรมใดพึงเกิดมันย่อมเกิด กรรมใดพึงดีมันย่อมนำพาผู้ครองตนถือกรรมนั้นไปสู่ภพภูมิที่ดี กรรมใดไม่พึงประสงค์ก็อย่าได้ยึดมั่นถือมั่น อันว่ากรรมแล้วแม้จะหลบหลีกหนีไปทางใดย่อมไม่มีทางหลีกพ้น ผู้ครองตนควรจะปล่อยวางไม่ให้กรรมนั้นผลักเราดันเราให้ทำกรรมก่อเวรเพิ่มพูนขึ้นมาอีก อันผู้ทำกรรมดี กรรมดีย่อมปรากฏ อันผู้ทำกรรมชั่วประพฤติผิด กรรมนั้นย่อมแสดงผล คิดเลวได้เลว คิดดีได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว ทำดีย่อมได้ดีอย่างแน่แท้ เช่นนั้นแล

วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Heroine (ที่นี่ไม่มีนายเอก) ฉากสิบยี่สิบห้า

พอลืมตาตื่นขึ้นมาตอนสายโตโต้ก็รู้สึกเพลียตามร่างกายอย่างประหลาด จริงสินะเมื่อคืนเจอข้าศึกมาบุกถึงห้อง พอคิดถึงลีลาท่าทางของคนตัวเล็กเมื่อคืนก็ยิ้มแสยะออกมา ที่แท้ก็เป็นเกย์หื่นกามกระหายอยากในเพศชายเหมือนเกย์คนอื่นๆที่เขาเคยเห็นมา ใบหน้าที่หยิ่งยโสมันเป็นแค่เปลือก คำพูดที่เสียดแทงใจมันเพียงเป็นการสร้างภาพทำให้ตัวเองดูดีขึ้นมา แต่สิ่งที่ทำเมื่อคืนมันคือส่วนลึกของหัวใจ ก้นบึ้งของความรู้สึก คือสันดาน โตโต้พลิกกายขยับลุกจากเตียง พอทำธุระส่วนตัวเสร็จก็เดินไปนั่งหน้าโต๊ะทำงาน สายตาเหม่อลอย "ฉันเกลียดเกย์ ฉันเกลียดแกไอ้ภูมิ" โตโต้พูดกับตัวเองสายตาเคียดแค้นชิงชัง "สันดานเกย์มันก็เหมือนๆกัน เลว!" โตโต้ขบกรามแน่น เอื้อมมือไปกดปุ่มเปิดคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่ตรงหน้า ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นมันยังตราตรึงในหัวของเขาเด่นชัดอย่างไม่มีทางที่จะลบเลือนไป วันที่เขาได้รับความอัปยศอดสู วันที่เขาเกลียดคนเพศนี้จับใจ พอเครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานเขาก็เลื่อนเมาส์ไปคลิ๊กที่แฟ้มส่วนตัว พอเมาส์คลิ๊กที่แฟ้มนั้นหน้าจอก็กระเด้งขึ้นมาให้ใส่รหัสป้อนเข้าไปเพื่อดู โตโต้ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะป้อนรหัสเข้าไป แฟ้มนี้มันเป็นแฟ้มรูปภาพที่เขาคัดลอกมาจากเวบไซค์ก่อนหน้าที่จะไปเรียนต่อที่อเมริกา พลันภาพในอดีตก็ฉายผุดขึ้นมา


"เฮ้ย ไอ้โต้วันนี้มึงไปแดกเหล้าที่ห้องกูไหม"


พีคือเพื่อนสนิทของโตโต้ตั้งแต่ชั้นมัธยมห้า แม้จะไม่สนิทมากแต่พีก็รู้ว่านิสัยของโตโต้เป็นคนยังไง ถ้าเวลาอยู่ที่บ้านเขาจะเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย แต่ถ้าหลุดรั้วบ้านออกมาแล้ว เขาคือหัวโจกที่พาเพื่อนๆหนีเรียน ใจนักเลงไม่ได้สนใจใคร


"ทำไมวันนี้วะ เดี๋ยวแม่กูสงสัย"


"ไอ้นี่ ก็ฉลองก่อนสอบไง ไปหน่อยเถอะมึง มึงก็โทรบอกแม่มึงดิว่าวันนี้ไปนอนบ้านกู ติวข้อสอบไง"


พีเสนอความคิด โตโต้ก็นิ่งคิดอยู่แล้วจึงพยักหน้าเออออไปตามเพื่อน โทรศัพท์ไปขออนุญาติมารดาโกหกว่าจะไปค้างบ้านเพื่อนเพื่อติวหนังสือก่อนสอบ ในด้านความคิดของมารดาแม้จะไม่อยากให้ลูกของตนไปนอนค้างอ้างแรมที่อื่น แต่ด้วยเหตุผลทางวิชาการที่บุตรชายยกขึ้นมาอ้าง หัวอกคนเป็นแม่ย่อมมองเห็นอนาคตของลูกสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด คุณอภิสราจึงยินยอมแต่โดยดี


สถานที่กินเหล้าก่อนสอบคือบ้านของพี มีเพื่อนไปด้วยอีกคนซึ่งอยู่ในกลุ่มเหมือนกันชื่อโป้ง พีมีพี่ชายคนหนึ่งที่มีบุคลิกลักษณะกระเดียดออกไปทางหญิงมากกว่าจะเป็นพี่ชาย คืนนั้นที่บ้านของพีมีเพียงพี่ชายกับเขาเองที่อยู่บ้านพ่อกับแม่ไปต่างประเทศ ทั้งสามกินเหล้าในห้องของพีร้องรำทำเพลงกันอยู่อย่างสนุกสนาน เพราะไม่จำเป็นต้องเกรงใจใคร พี่ชายของพีเองก็ดูจะเป็นสุขใจอยู่มากเพราะในใจลิงโลดที่ได้เห็นเด็กหนุ่มหน้าตาดีมาเยือนถึงบ้าน


"พี แกจะเอาเหล้าอีกไหมอ่ะ เดี๋ยวชั้นไปซื้อให้"


เสียงที่มีจริตแปร่งๆไม่สมชายดังขึ้นเมื่อประตูห้องของพีเปิดออก สายตาไม่ได้มองที่น้องชายของตัวเองแต่จับจ้องอยู่ที่ใบหน้าเรือนร่างของโตโต้ที่หน้าเริ่มแดงตาปรือ ที่พี่ชายมองข้ามโป้งไปเพราะโป้งเองเป็นคนตัวเล็กผิวแทนๆ แต่โตโต้ตัวสูงใหญ่ผิวขาวสะอาดตาอีกทั้งใบหน้าที่หล่อเหลาคมคายเด่นกว่าใคร


"เฮ้ย เอาอีกป่ะวะ เดี๋ยวเจ๊กูไปซื้อให้"


พีหันไปถามเพื่อนที่นั่งคอเริ่มตก ทั้งสองพยักหน้า


"ต๊าย ไอ้พีมาจงมาเจ๊อะไรกันล่ะ เดี๋ยวเถอะแก เออ ออกมานี่หน่อยสิมีเรื่องจะคุยด้วย"


สายตายังหวานฉ่ำมองหน้าของโตโต้อยู่ รายนั้นยังไม่ได้สนใจมองเพราะมัวยกแก้วเหล้าขึ้นกระดกอยู่


"มีอะไรเจ๊"


"นี่พี เพื่อนแกน่ะ คนตัวขาวๆ ชื่อโตโต้ใช่ไหม ชั้นอยากกินว่ะแก"


พี่ชายของพีบอกจุดประสงค์ออกไปโดยไม่ปิดบัง ตัณหาที่พยายามเก็บซ่อนไว้มันดันออกมาจนล้นจุกคอ แสดงความกระหายใคร่อยากออกมา กิเลสหนาครอบงำกดให้จิตลงสู่ที่ต่ำ


"เฮ้ย เป็นบ้าเหรอเจ๊ ไม่ได้หรอกเดี๋ยวมันเตะเอา ไอ้นี่มันยิ่งโมโหร้ายอยู่นะ"


"อ้าว แกก็มอมให้มันเมาสิวะ นี่แกอยากได้ไม่ใช่เหรอ พีเอสสามน่ะ"


"ห๊า จริงเหรอเจ๊ เจ๊จะซื้อให้ผมจริงๆเหรอ"


"เออ แต่แกต้องให้ฉันกินเพื่อนแก"


ข้อเสนออุบาศก์ของชายที่เรียกตัวเองว่าพี่ชาย บุคคลซึ่งน่าจะมีวุฒิภาวะมากกว่าคนที่เป็นน้องชาย กลับเอาของเข้าล่อเพื่อให้เขาทำสิ่งที่เลวร้ายกับเพื่อนที่เขาป่าวประกาศว่าเป็นเพื่อนสนิท ผู้เป็นพี่เห็นแก่ตัณหาราคะส่วนตัว ผู้เป็นน้องมองเห็นแต่สิ่งของที่ผู้เป็นพี่เอาล่อ


"ตกลง เจ๊ไปซื้อเหล้ามาเลย อย่ากลับคำนะ"


"ได้ พอเมาแล้วแกก็พามันมาที่ห้องชั้น"


สองพี่น้องตกลงกันอยู่ข้างนอก เพื่อนอีกสองคนนั่งกินเหล้าอยู่ข้างในไม่ได้รู้สึกว่าภัยกำลังเข้ามาใกล้ตัว โตโต้เริ่มเมาพูดเสียงอ้อแอ้เริ่มเปลี่ยน


"ไปนานจังวะ ไอ้พี ไหนล่ะเหล้า"


"เออ เจ๊กูออกไปซื้ออยู่ แดกๆไปก่อนมึง วันนี้เอาให้อ๊วกไปเลย"


"เฮ้ย ไอ้พี พี่มึงเป็นตุ๊ดเหรอวะ"


โป้งโพล่งออกมาหน้าแดงก่ำ


"ไอ้นี่ เขาเป็นเกย์โว้ย อย่าสอดรู้แดกๆเข้าไป"


โตโต้ไม่ได้คิดอะไรเพราะเห็นว่าทาท่างของพี่ชายของพีก็เรียบร้อยดี ยังมาอาสาจะไปซื้อเหล้าให้อีกคงนิสัยดีอยู่ไม่น้อย แต่หารู้ไม่ว่าเขามีความต้องการที่อยากจะลิ้มลองรสชาติจากเรือนร่างของตน พอพี่ชายของพีกลับมาก็เอาเหล้ามาให้อีกขวดใหญ่พร้อมกับแกล้ม อยู่คุยด้วยพักหนึ่งก็ขอตัว แต่ก่อนออกจากห้องไปก็ทำตาเล็กตาน้อยส่งสัญญาณให้น้องชายของตน พอทั้งสามเริ่มเมาได้ที่ก็มีสภาพที่ไม่น่าดู เพราะต่างคนต่างนอนเกลือกกลิ้งอยู่กับพื้น พีเองรักษาระดับบริมาณเหล้าที่ดื่มเข้าไปเพื่อให้มีสติที่จะลากโตโต้ไปให้พี่ชายของตนได้ พอเห็นโตโต้เมาจนพูดจาไม่รู้เรื่องก็ลากโตโต้ออกจากห้องไป

"มึงจะพากูปายหนายไอ้พี"

โตโต้ทำตาปรือเสียงลากยาน

"ไปนอน"

คนที่ลากเพื่อนไปตอนนี้หัวใจเต้นแรง กลัวว่าโตโต้จะโกรธก็กลัว แต่อยากได้เครื่องเล่นเกมส์รุ่นใหม่ล่าสุดที่พี่ชายยื่นข้อเสนอก็อยากได้ เขาตัดสินใจเลือกข้อหลัง เขาเลือกวัตถุมากกว่าความเป็นเพื่อน พี่ชายของเขายืนรออยู่หน้าห้องอยู่แล้ว ท่าทางกระสับกระส่ายกระวนกระวายกระหายใคร่อยาก พอเห็นน้องชายตัวเองลากเพื่อนมาให้ก็ดีใจรีบเข้าไปช้อนปีกของโตโต้

"มา ชั้นจัดการเอง"

"พี่อย่าทำอะไรมันรุนแรงนะ"


"เออน่า แกออกไปได้แล้ว"


ปากก็เป็นห่วง แต่กิเลสหนาบังตาเขาคงไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไง เพราะมันไม่ใช่เรือนร่างเนื้อตัวของเขาเอง พอพี่ชายของพีลากโตโต้เข้าไปในห้องก็วางร่างโตโต้ไว้บนเตียง ตอนนี้เจ้าของร่างนอนแผ่หราอยู่บนเตียง กลิ้งไปกลิ้งมาเพราะฤทธิ์ของสุรา พี่ชายของพียืมมองอยู่ยิ้มแสยะออกมาอย่างดีใจ พลันก็ไปหยิบกล้องดิจิตอลออกมาจากลิ้นชัก เขาถ่ายรูปทุกอริยาบทของโตโต้จากอยู่ในชุดนักเรียนที่ชายเสื้อหลุดออกจากกางเกงตั้งแต่แรก จนเสื้อหลุดจากตัวไป กางเกงนักเรียนถูกดึงออกไป เหลือปราการด่านสุดท้าย พี่ชายของโตโต้กระหายในภาพที่เห็นโผเข้าหาปลุกเร้าอารมณ์จนส่วนสำคัญของร่างกายคนที่นอนไม่รู้เรื่องอยู่ตื่นตัว กางเกงชั้นในถูกดึงออกไป พร้อมกับภาพถ่ายที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นเป็นเท่าตัว พี่ชายของพีใช้ปากกับส่วนนั้นให้โตโต้ โรคจิต!! เพราะเขาถ่ายภาพให้เห็นแต่ปากของตัวเองแต่สาดกล้องขึ้นไปให้เห็นส่วนสำคัญรวมทั้งหน้าตาของโตโต้ เรือนร่างของโตโต้ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่เห็นแต่เจ้าของร่างเพียงคนเดียว ตอนนี้เขาก็จับแข้งจับขาถ่ายภาพเก็บไว้ทุกซอกทุกมุม เขาวนเวียนทำอยู่อย่างนั้นจนเสร็จสมอารมณ์หมาย ภาพถ่ายเป็นชุดถูกถ่ายโอนข้อมูลไปยังคอมพิวเตอร์ทันที ภาพถ่ายของวัยรุ่นชั้นมัธยมปลายที่รอสอบครั้งสุดท้ายก็จะเรียนจบชั้นมัธยมปลาย ชีวิตวัยรุ่นที่แม้จะเกกมะเหรกเกเรไปบ้างแต่ก็พอให้อภัยแต่กำลังจะดับสลายไปเพราะความหน้ามืดของพี่ชายของคนที่เรียกตัวเองว่าเพื่อน! ที่กำลังถ่ายโอนข้อมูลลงสู่เวบไซค์อย่างเมามันหน้ามืดตามัว ภาพของโตโต้ถูกแพร่กระจายไปในเว็บไซค์อย่างรวดเร็ว กระทู้ที่เขาสร้างขึ้นมีผู้คนเข้าดูเป็นจำนวนมากในช่วงเวลาไม่นาน ภาพถ่ายที่อยู่ในเว็บถูกคัดลอกกระจายไปเหมือนไฟลามทุ่ง โตโต้ได้สติขึ้นมาตอนรุ่งเช้า เขานอนอยู่ในห้องกับเพื่อนๆสภาพยังปกติอยู่

พอวันสอบก้าวแรกที่โตโต้เหยียบเข้าไปในโรงเรียน ก็รับรู้ได้ทันทีถึงความผิดปกติจากสายตาของเพื่อนๆที่มองดูเขา หน้าเริ่มชาร้อนวูบวาบ เสียงซุบซิบนินทาไล่หลังมาตลอดเวลา

"ไอ้โต้ มึงมานี่หน่อย มาดูนี่ ไอ้เชี่ย งานเข้าแล้วมึง"

โป้งเดินมาลากแขนโตโต้ไปห้องคอมพิวเตอร์

"อะไรวะไอ้โป้ง ใครตายวะ"

"ไอ้ห่า มึงนั่นล่ะ กูว่าแล้ว ไอ้สัตว์ พี่ไอ้พีเล่นมึงแล้วไหมล่ะ"

โตโต้ยังงงอยู่กับคำพูดของโป้ง จริงสินะแล้วพีหายไปไหน พอโป้งเปิดคอมพิวเตอร์แล้วพิมพ์เข้าไปในเวบคลิ๊กอยู่สองสามทีหน้าเวบไซค์ที่เขาต้องการเปิดให้โตโต้ดูก็ฉายออกมา โตโต้ถึงกลับผงะ กระเป๋าหลุดลงจากมือ อ้าปากค้างพูดไม่ออก

"สัตว์!!!!"

"พี่ไอ้พี่ เชี่ยที่สุด ไอ้สัตว์พีมันหลบหน้ามึงไปเลย เจอกูว่าจะเตะปากมันสักที เลว"

โตโต้ยืนนิ่งอยู่ภาพที่เห็นจะเป็นใครอื่นไปไม่ได้ ทั้งหน้าตาเรือนร่างมันคือเขาเอง ทุกส่วนสัดของร่างกายที่ไม่มีใครได้เห็นพร่ำพรื่อตอนนี้มันแผ่หราอยู่บนเวบไซค์นี้แล้ว

"มันอยู่ไหน"

โตโต้ตวาดดังลั่น แล้วผละออกจากห้องไปโดยมีโป้งวิ่งตามออกไป แต่วิ่งไปยังไม่ถึงไหนผ่านหน้าบอร์ดกิจกรรมโตโต้ถึงกลับทรุดเข่าอ่อน หน้าซีดเหมือนคนจะเป็นลม เหงื่อกาฬผุดขึ้นเต็มหน้าใจเต้นแรง ความอับอายแทรกเข้ามาทุกรูขุมขน ภาพที่แปะอยู่ตรงบอร์ดมันเป็นภาพชุดเดียวกันกับในเวบเมื่อครู่ โตโต้เองไม่ใช่เด็กเรียนหรือดีเด่นอะไร เกเรหัวโจกเพราะฉะนั้นคนที่ไม่ชอบขี้หน้าย่อมจะมีอยู่แล้วเป็นเรื่องธรรมดา

"เป็นไงวะไอ้โต้ หน้าตานี่เสียวมากนะมึง ปากกระเทยเด็ดเท่าปากหญิงป่ะวะ"

กลุ่มนักเรียนที่เดินตรงเข้ามาเริ่มถากถาง

"ดังโว้ยเฮ้ย เล่นเอามาลงเน็ท กะจะเป็นดาราว่างั้น"

โตโต้เม้มปากถลาเข้าคนที่พูดทันที ปล่อยหมัดไปอย่างรวดเร็วจนคนที่พูดหน้าหงายไป

"เฮ้ย ไอ้โต้"

โป้งวิ่งตามเข้าไปฉุดตัวเอาไว้

"สัตว์ มีความสุขมากเหรอที่ได้เห็นคนอื่นเขาเป็นทุกข์น่ะ"

โป้งร้องด่าออกไป

"ทุกข์เชี่ยไรวะ มึงดูหน้ามันในรูปดิ เคลิ้มเชียวนะมึงคงเสียวว่ะ ฮ่าๆๆ"

โตโต้ลมออกหูไม่รู้ว่าโกรธหรืออายแต่มันระคนปนกันจนแน่นคับอก โป้งกอดตัวไว้แน่นเพราะโตโต้จะถลาเข้าไปอีก

"ไปก่อนไอ้โต้ ไปตั้งหลักก่อน"

โป้งรีบลากโตโต้ออกมาจากโรงเรียนทันที

"มึงโชคร้ายว่ะไอ้โต้ ไอ้เชี่ยพีมันไม่ยอมรับโทรศัพท์เลย สัตว์เลวระยำ ไม่น่าคบกับมันเลย"

โป้งพูดออกมานั่งอยู่ข้างๆโตโต้ตรงป้ายรถเมล์ ยิ่งได้ยินยิ่งประมวลผลความคิดโตโต้จนทางไป น้ำตาไหลออกมา

"เฮ้ย ไอ้โต้ ใจเย็นๆ  เดี๋ยวกูจัดการไอ้พีให้"

โป้งพยายามปลอบเพื่อน แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงดีนอกจากนั่งตบบ่าอยู่ มันเป็นวันสุดท้ายที่โตโต้ไปโรงเรียน เขาไม่ยอมออกจากห้องอีกเลย มารดาถามยังไงก็ไม่ยอมปริปาก แต่เรื่องนี้มันก็หนักหนาเกินไปที่จะแก้ไขได้ด้วยการนิ่งเงียบ มันใหญ่โตเกินไปที่จะปล่อยให้มันเงียบเลือนหายสนิทไปเอง คุณอภิสรารู้เรื่องจากทางโรงเรียนและจากการโทรไปสอบถามโป้ง

"แม่ไม่ยอม แม่จะฟ้อง"

"แม่ ผมไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว"

คุณอภิสราเกรี้ยวกราดบุคลิกที่เป็นหญิงเด็ดเดี่ยวไม่ยอมให้เรื่องแบบนี้ผ่านเลยไปง่ายๆ แต่บุตรชายก็คงปวดร้าวอับอายไปไม่น้อย ยิ่งสภาพของลูกชายคนเดียวหัวแก้วหัวแหวนต้องมาทนทุข์ทรมานอยู่อย่างนี้ ท่านเอย หัวอกคนเป็นแม่ยิ่งกลัดหนองชอกช้ำมากกว่าบุตรชายหลายเท่านัก โบราณท่านว่าลูกชายจัดงานศพให้มารดาว่าเศร้าแล้ว แต่ถ้าหากมารดาใดได้จัดงานศพให้บุตรของตน บุตรที่อยู่ในอุทรเบ่งออกมาจากอก ท่านว่าทุกข์นั้นจะหนักหนาสาหัสสักเพียงใด คุณอภิสรากอดบุตรชายน้ำตาไหลอาบสองแก้ม

"ได้ลูก แม่จะส่งโต้ไปอยู่เมกา ไม่ต้องอยู่มันแล้วที่นี่"

คุณอภิสราเองแท้จริงไม่อยากให้ลูกพรากจากอกไป อีกทั้งโตโต้มีแผนว่าจะเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังถนนพระรามสี่วางแผนทุกอย่างเอาไว้แล้ว แต่นี่แผนมันล่มฝันได้สลายไปแล้ว คุณอภิสราใช้อำนาจเงินซื้อใบประกาศนียบัตรให้ลูกชาย ทั้งที่เธอไม่เคยทำ แต่ด้วยเม็ดเงินที่หว่านไปทำให้โตโต้ได้ใบประกาศศนียบัตรมาอย่างไม่ยากเย็นนัก โตโต้บินจากเมืองไทยไปอเมริกาในอาทิตย์ถัดมา การเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกในชีวิตของเด็กหนุ่ม คนเดียวจากบ้านเกิดเมืองนอนข้ามน้ำข้ามทะเลไปหลายร้อยไมล์ ภาษาที่เขาไม่คุ้นเคย บ้านเมืองที่เขาไม่เคยเห็น สภาพความเป็นอยู่แม้จะดีแต่สังคมก็ไม่เหมือนกัน ความอาดูรขมขื่นมันเข้ามาในชีวิตเร็วเกินไป โตโต้ไม่มีเพื่อน ไม่มีใคร แต่คุณอภิสราก็เห็นในข้อนี้ดีได้ไหว้วานให้ญาติทางฝ่ายบิดาของโตโต้ที่ปักหลักอยู่ที่อเมริกาคอยดูแลให้ แม้จะไม่เคยติดต่อกันมานาน แต่เมื่อถึงคราวจวนตัวคุณอภิสราก็ต้องอ้อนวอนขอร้องให้เขาช่วย โตโต้พอคลายความเหงาลงได้บ้าง ส่วนพี่ชายของพีหนีออกนอกประเทศเหมือนกันด้วยการกระทำที่ขาดการยั้งคิด ปล่อยให้กิเลสครอบงำ เขาทำลงไปเพราะความใคร่กระหายอยากเพียงชั่วครู่ การศึกษาที่ร่ำเรียนมาถึงขั้นปริญญาบัตรไม่ได้ช่วยอะไรเขาเลย สังคมที่แวดล้อมสวยงามแต่ไม่ได้หมายความว่าจิตใจของเขาสะอาด พอทุกอย่างมันจบลงแต่ผลของสิ่งที่ปล่อยเข้าไปในสื่ออีเล็กทรอนิกส์มันไม่สามารถกู้คืนมาได้หมด แม้เขาเองจะรู้สึกผิดในสิ่งที่กระทำลงไป แต่ไม่นานเขาก็จะลืมเลือนมันไป แต่ตราบาปที่เขามอบให้โตโต้มันจะติดตัวเขาไปจนวันตายไม่มีทางลบเลือนไม่มีอะไรมาลบมันได้เลย ไม่แปลกที่โตโต้จะเกลียดเกย์ เข้ารู้สึกแสลงตาที่ได้เห็น เกลียดเข้าไส้ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะดีหรือเลว เขาใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกาด้วยความขมขื่นมืดมน แต่ก็ทนกัดฟันผ่านปีแรกไปได้ แวนเองก็เพิ่งเข้ามาในชีวิตเขาตอนปีสุดท้าย เจอกันโดยบังเอิญที่คลับใจกลางมหานครนิวยอร์ก ด้วยความสวยเปรี้ยวของแวนสะดุดตาของโตโต้เป็นยิ่งนัก อีกทั้งลีลาบนเตียงก็ไม่เป็นสองรองใครในตอนนั้นสร้างความประทับใจให้โตโต้เป็นอย่างมาก

โตโต้กัดกรามจนปูดโปนออกมาขยับเมาส์ให้เลื่อนภาพในเวบที่เขาคัดลอกมาเลื่อนไปทีละภาพ แม้เหตุการณ์มันจะผ่านไปนานแล้ว แต่พอคิดเรื่องนี้ขึ้นมาทีไร พอเห็นภาพชุดนี้ครั้งใดเขาก็รู้สึกรังเกียจเดียจฉันท์บุคคลเพศนี้เข้าในเลือด ไม่แปลกที่เขาพอเห็นหน้าภูมิบุญเขาก็ดูรู้ว่าภูมิบุญไม่ใช่ชายแท้ร้อยเปอร์เซนต์ความเกลียดที่ซุกซ่อนเอาไว้ภายในใจมันพุ่งออกมา แค่เห็นหน้าก็เกลียดแม้คนแต่ละคนไม่เหมือนกัน เขาเชื่อว่าเกย์ล้านคนย่อมมีคนดีคนเลวปะปนกันไป แต่ถ้าเลือกได้ ชีวิตนี้ไม่ขอยุ่งกับคนเพศนี้อีก เขาเกลียดเกย์!! เห็นหน้าภูมิบุญยิ่งเกลียดเข้าไส้ แม้บุคลิกของภูมิบุญจะแปลกแตกต่างไปจากคนที่เขาเคยผ่านพบมา แต่ก็ยังเกลียดอยู่ดี

"กูเกลียดมึงไอ้ภูมิ"

โตโต้กำมือแน่นกัดฟันสายตาแสดงความเกลียดชังออกมา แม้จะมีสัมพันธ์สวาทกันและลีลาที่ภูมิบุญปลดปล่อยออกมาเมื่อคืนมันจะสร้างความพึงใจให้กับโตโต้เป็นอย่างมาก มากกว่าการมีเพศสัมพันธ์กับใครแม้แต่แวนเองก็ตาม แต่เขาก็ไม่ได้มีใจเอียงเอนเห็นใจหรือพอใจไปในทางอื่น ความเกลียดชังที่บ่มเก็บมานานมันยังคงเด่นชัดไม่ลบเลือนไป โตโต้ปิดคอมพิวเตอร์แล้วเดินออกไปจากห้องไม่เห็นใครอยู่ในบ้าน เดินไปดูที่บ้านพักคนงานก็เงียบ เห็นอ้อยกำลังลนลานยืนหันซ้ายหันขวาอยู่

"พี่อ้อยครับ แม่ไปไหนครับ"

"อ้อ คุณโต้ คุณท่านพาน้องภูมิไปโรงพยาบาลค่ะ"

"ห๊า ภูมิเป็นอะไรครับ"

โตโต้ร้องเสียงหลงเพราะไม่คิดว่าภูมิบุญจะป่วยถึงขั้นเข้าโรงพยาบาล

"ก็ไข้ขึ้นสูงค่ะ ตัวร้อนจี๋เลย เพ้อด้วย เห็นแล้วน่าสงสารมาก"

โตโต้พยักหน้าฟังอยู่แล้วคุยกับอ้อยสักพักก็เดินกลับขึ้นห้องไป นั่งคิดอยู่ว่าภูมิบุญถึงกับเป็นไข้ไปเลยเหรอ ทั้งที่เมื่อคืนเรียกร้องเอง ไม่พอจะเอาอีก ตื่นมาเห็นคราบเลือดแห้งเปรอะบนตัวของเขาอยู่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นมากถึงขนาดนี้ แต่โตโต้ก็ยิ้มออกมาอย่างสุขใจ "หึหึ อ่อนก็เป็นหรือมึงไอ้ภูมิ" โตโต้กัดฟันพูดอมยิ้มออกมา เขาบึ่งรถออกไปหาแฟนสาวทันที วันอาทิตย์ทั้งทีต้องพาแฟนสาวไปหาที่อยู่กันลำพังเสียหน่อย ไปพิสูจน์ให้รู้จริงว่ามีอะไรกันกับแวนหรือกับภูมิบุญใครเด็ดดวงกว่ากัน

"เป็นอะไรไปคะโต้ แวนทำไม่ถูกใจเหรอค๊ะ"

แวนเอ่ยถามขึ้นเมื่อเสร็จกิจ ทั้งสองนอนก่ายกอดกันอยู่บนเตียงของโรงแรมบนถนนศรีนครินทร์

"เปล่าครับ โต้คงเหนื่อย ช่วงนี้แม่หอบงานมาให้ทำกองเบ่อเร่อ แวนก็ยังเด็ดขาดเหมือนเดิมล่ะจ๊ะ"

โตโต้พูดออกไปไม่ตรงกับความเป็นจริง ทำไมเมื่อคืนเขาถึงรู้สึกเหมือนกับหล่นลงมาจากตึกสูงตลอดเวลาที่ภูมิบุญขยับปาก หรือขยับกายบดขยี้เขาอยู่ แล้วทำไมตอนนี้ถึงรู้สึกเหมือนพยายามจะมีอะไรกัน มีให้มันจบไปไม่ใช่ไม่มีความรู้สึก แต่มันไม่ถึงขีดสุด โตโต้ขมวดคิ้วเข้าหากัน

"อีกรอบไหมคะโต้"

แวนยิ้มพราวเสน่ห์ พรมจูบตามหน้าอกเปลือยเปล่าของโตโต้

"ไม่ดีกว่าแวน เหนื่อยแล้ว เดี๋ยวเราไปหาอะไรกินกันดีกว่านะ"

โตโต้จูบหน้าผากแวนเพื่อเป็นกำลังให้ว่าเธอไม่ได้ฝีมือตกลงไปแต่อย่างใด แต่ทว่ามีคนที่เก่งกว่าผ่านเข้ามาในชีวิตแล้วเท่านั้นเอง

วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

(Heroine) ที่นี่ไม่มีนายเอก ฉากยี่สิบสี่

พออาบน้ำล้างตัวเสร็จภูมิบุญก็สวมเสื้อผ้ารีบเดินออกจากห้องดำทันที โตโต้ยังนอนแผ่อยู่บนเตียง ภูมิบุญลากร่างตัวเองลงมาจากตึกอย่างยากลำบาก ครานี้เองที่เพิ่งรู้ตัวว่าได้ทำอะไรลงไป สิ่งที่ไม่น่าให้อภัยตัวเอง ฤทธิ์ของยาหรือ? ไม่มีสิ่งใดในโลกจะครอบงำเราได้ถ้าหากว่าจิตเรามั่นคง ตอนนี้ภูมิบุญกล่าวหาตัวเอง เสียใจถึงขั้นสุด พอถึงห้องก็ล้มตัวนอนลงบนเตียงร้องไห้ออกมา ความเจ็บปวดของร่างกายที่เขาลากมันไปให้ศัตรูขย้ำถึงที่มันเริ่มเรียกร้องสิทธิ์ของมัน ความเจ็บระบมผุดขึ้นมาทั้งร่าง ภูมิบุญได้แต่นอนร้องไห้แม้จะมีสติคืนมาแล้ว แต่ร่างกายก็เหนื่อยอ่อนเกินไปที่จะคิดการณ์ไปไกลกว่าตอนนี้ ตัวเริ่มอุณหภูมิสูงขึ้นไม่ใช่จากอานุภาพของยาแต่เป็นสิ่งที่แทรกเข้ามาจากการที่เขาพาร่างกายไปใช้งานหนักเกินความจำเป็น ภูมิบุญนอนหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

**********************************

"พรุ่งนี้วันพ่อ อย่าลืมไปกราบคุณพ่อด้วยนะคะนักเรียน"

เสียงอาจารย์ประจำชั้นของชั้นประถมห้าบอกด้วยเสียงอันดังหน้าชั้นเรียน

"ครูครับ แต่นายภูมิไม่มีพ่อนี่ครับ พ่อมันไปไหนแล้วก็ไม่รู้ แล้วแบบนี้นายภูมิเขาจะไปกราบใครล่ะครับ"

เสียงของเพื่อนนักเรียนดัง ขึ้นพอพูดจบเสียงหัวเราะก็ดังลั่นห้อง เด็กชายภูมิบุญก้มหน้าลงแทบจะมุดโต๊ะเรียน รู้สึกอายทุกครั้งที่เพื่อนๆล้อเลียนว่าไม่มีพ่อ เขาไม่รู้สึกชิน ไม่รู้สึกคุ้นเคยแม้จะไม่เคยมีพ่อมาตั้งแต่เกิด

"นายอภิชัย อย่าไปล้อเพื่อนแบบนั้นสิคะ ไม่เป็นไรนะภูมิบุญไม่มีพ่อก็ไปกราบลุงน้าอะไรก็ได้ที่ท่านเลี้ยงดูเรามา"

ครูออกจากห้องไปแล้ว นักเรียนที่พูดล้อเลียนเมื่อครู่เดินตรงเข้ามาหาภูมิบุญ

"เห็นแม่เราบอกว่า นายอยู่กับยายสองคนนี่หว่า แล้วลุงกับน้าจะไปหามาจากไหนวะ ไอ้ภูมิ"

"เออ นั่นดิเห็นเขาเราบอกว่าแม่นายไปเป็นคนใช้ที่กรุงเทพฯเหรอ จริงเร้อ แม่เราบอกแม่นายไปเป็นเมียน้อยเสี่ย"

เสียงหัวเราะดังกึกก้อง ภูมิบุญเม้มปากยืนขึ้นต่อยหน้าเพื่อนที่เป็นคนเริ่มล้อเลียนทันที

"โอ๊ย ไอ้ภูมิ"

ความโกรธเข้าครอบงำ ภูมิบุญถลาเข้าไปคร่อมตัวเพื่อนที่ล้มลงไปปล่อยหมัดออกไปนับไม่ถ้วนจนเลือด แดงเต็มมือ

"พอแล้ว หยุดเดี๋ยวนี้ มีอะไรกัน ห๊า"

ครูที่เดินผ่านมาเห็นเหตุการณ์เข้าจึงปรี่เข้ามาห้าม ภูมิบุญไม่พูดอะไรสักคำ ไม่มีอะไรหลุดออกมาจากปาก และเป็นโชคร้ายของภูมิบุญที่เพื่อนที่เขาต่อยหน้าจนเลือดสาดนั้นเป็นลูกของปลัดอำเภอ

"ยาย ยายเลี้ยงหลานยังไงให้เป็นนักเลงแบบนี้ ไม่ได้นะจะมาทำลูกผมแบบนี้ไม่ได้"

"ยายกราบขอโทษ ท่านปลัดนะคะ ยายสอนหลานไม่ดีเอง"

ยายวัยเจ็ดสิบเอ็ดยกมือพนมขึ้นไหว้ชายหนุ่นรุ่นลูก ชายคนนั้นไม่สนใจมองเลยแม้แต่น้อย

"ภูมิ มากราบขอโทษคุณปลัดเขาสิ ภูมิ"

ยายร้องไห้ออกมากวักมือเรียกหลานชายคนเดียวให้ทำอย่างที่ตนทำ

"แต่เขาว่าภูมินะยาย" เด็กชายภูมิบุญแย้ง ปากก็เม้มกลั้นน้ำตาเอาไว้

"เห็นไหม ร้ายกาจที่สุด ทำผิดยังไม่รู้จักสำนึกผิดอีก แบบนี้ผมจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุดนะยาย เด็กเกเรแบบนี้ให้เรียนที่นี่ไม่ได้แล้วนะ แล้วก็ยายต้องจ่ายค่าทำขวัญให้ลูกชายผมด้วยนะ ไม่อย่างนั้นผมไม่ยอม"

อำนาจวาสนาเอย ถ้าใช้ให้ถูกพิจารณาให้ดี อำนาจนั้นมีพลังเหนือสิ่งอื่นใด ถ้าปล่อยให้อำนาจวาสนานี้มาข่มขี่คนด้อยวาสนากว่าด้วยให้อำนาจนั้นครอบงำ ท่านผู้รู้ว่าเอาไว้ว่าคนผู้นั้นย่อมไม่เห็นความทุกข์ร้อนของคนอื่น เฉกเช่นช้างสารเหยียบย่ำหญ้าฉันท์นั้น คนชั้นผู้น้อยอาวุโสกว่าก้มหน้าน้ำตาไหลรินออกมา

"คุณปลัดขา ยายขอล่ะค่ะ อย่าทำอะไรรุนแรงเลย เด็กมันไม่ทันคิด ยายจะไปเอาเงินมาจากไหนยายกราบขอโทษ แทนหลานชายด้วยนะคะ"

ยายแก่ๆคนหนึ่งก้มลงจะกราบแทบเท้าของของคุณปลัดอำเภอ

"ยาย อย่า ยาย"

ภูมิบุญปรี่เข้าไปดึงยายขึ้นน้ำตาไหลสะอื้นไห้ออกมา สายตาจ้องมองคุณปลัดอำเภอ

"ปล่อยนะ ทำไมตอนทำไม่คิด ยายสอนกี่ทีแล้ว ว่าอย่าใช้อารมณ์"

เสียงยายดุหลานดังก้องห้องของอาจารย์ฝ่ายปกครอง

"ทำไมเป็นคนแบบนี้ภูมิ ยายสอนไม่รู้จักจำ"

เสียงยายสะอื้นร่ำไห้อยู่ ภาพที่เห็นช่างน่าสังเวชใจ อาจารย์ฝ่ายปกครองเองก็สงสารแต่คุณปลัดกับลูกชายกลับยืนยิ้มแสยะอยู่ไม่ได้สงสารหรือเห็นหัวอกหัวใจแต่อย่างใด ผลสรุปก็คือภูมิบุญต้องย้ายโรงเรียนกลางครัน จากโรงเรียนประจำจังหวัดใกล้ๆบ้าน ต้องระหกระเหินไปเรียนโรงเรียนประจำอำเภอ ต้องตื่นแต่เช้าไปรอรถประจำทางเพื่อที่จะไปโรงเรียน ยายลงโทษหลานชายด้วยการไม่พูดคุยด้วยอยู่เป็นเดือน มันเป็นเดือนที่หนักหนาสำหรับเด็กชั้นประถมห้า มันเป็นช่วงเวลาที่เลวร้าย ไม่อยากจะจดจำ โลกที่เคยสว่างสุกใสกลับมืดมิดดับลง แสงสว่างที่เจิดจ้าอยู่รอบคัวพลันดับหายไป ความร่าเริงแจ่มใสที่เคยเห็นมันหายไปแล้ว

"ทำไมล่ะยาย ภูมิผิดเหรอที่ภูมิไม่มีพ่อ ภูมิผิดเหรอที่แม่ภูมิไปเป็นคนใช้เขา ทำไมล่ะยาย"

ภูมิบุญสะอื้นเรียกร้องสิทธิ์ของตน

"ภูมิ ฟังยายนะลูก เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่ใช่ว่าเราจะเลือกทำไม่ได้ ทำดีสิลูก เป็นคนดี หนักแน่นให้มากกว่านี้ แม่เขาลำบากทำงานหาเงินมาส่งเราเรียนนะ เราจะทำตัวเกเรแบบนี้หรือลูก"

ยายกลั้นน้ำตากอดหลานไว้ในอก

"ทำไมเราต้องยอมเขาล่ะยาย ภูมิไม่ผิด ภูมิไม่ได้เป็นคนผิด"

"ภูมิ"

เสียงหลานชายที่ร้องไห้สะอื้นดัง ทำให้ยายพูดอะไรไม่ออก เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ยายคิดหนักถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อ ภูมิบุญเองก็แค้นใจกล่าวโทษว่าโลกนี้ไม่มีความยุติธรรม ภูมิบุญอดทนเรียนชั้นประถมห้าจนจบชั้นประถมหกที่โรงเรียนใหม่ ไม่มีเพื่อนสนิทเพราะบุคลิกเปลี่ยนไปจากเด็กร่าเริงเป็นเงียบขรึม พูดจาก็ไม่มีไว้หน้าถ้าตนไม่ผิด พอเรียนชั้นมัธยมต้น มีเพื่อนอยู่สองคนไม่สนิทมากแต่ก็นับว่าเป็นเพื่อน ภูมิบุญมีนิสัยที่แปลกประหลาดขึ้น คือเป็นคนไม่ยอมอ่อนข้อให้กับใคร แม้แต่อาจารย์ที่สอน มีมารยาทงามแต่ก้าวร้าวอยู่ในตัวถ้าเขาไม่ผิด พอขึ้นชั้นมัธยมปลายภูมิบุญก็กลับมาเรียนที่โรงเรียนประจำจังหวัดเหมือนเคย และเขาก็ได้เจอกับลูกชายปลัดอำเภอ ภูมิบุญทำทุกวิถีทางให้ได้ใกล้ชิดกับเขา พอเด็กที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุของเรื่องที่จะพูด กลับพูดออกไปด้วยความคึกคะนอง ล้อเลียนปมด้อยของเพื่อนเพราะเห็นเป็นเรื่องสนุกเวลาเปลี่ยนไปโตขึ้นคิดได้แล้ว ไม่ได้ล้อภูมิบุญอีกต่อไป แต่เจ้าตัวกลับแค้นใจไม่คิดให้อภัย ไม่เคยมีความคิดนี้เลยตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาต้องระเห็จย้ายที่เรียน หนำซ้ำยายที่เคยแข็งแรงก็มาป่วยกระเสาะกระแสะนับตั้งแต่นั้นมา ภูมิบุญใช้เสน่ห์ที่เขาคิดว่าเขามีตีซี้ตีสนิทกับอภิชัย จากชายแท้มาเป็นไม่แน่ใจ จากไม่แน่ใจมาเป็นมีใจ อภิชัยคือชายคนแรกของภูมิบุญ แต่ลับหลังภูมิบุญต้องการให้เขาเสียอนาคตเหมือนอย่างที่ภูมิบุญเคยเผชิญมา

"ภูมิ เรารักนาย"

คำๆนี้ยังก้องอยู่ในหัวของภูมิบุญ ต่อหน้าก็น้ำตาซึมกอดอภิชัยแน่น แต่ลับหลังเขามันคือรอยยิ้มของปีศาจ ภูมิบุญตัวติดกับอภิชัยจนชั้นมัธยมหก ไปไหนมาไหนด้วยกัน ภูมิบุญบอกอภิชัยไม่ต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบมากนัก เพราะตั้งใจว่าจะไปเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนด้วยกันที่กรุงเทพฯ ไปเช่าห้องอยู่ด้วยกันฉันท์คู่รัก แต่ภูมิบุญก็แอบอ่านหนังสือเวลาอยู่บ้านกับยาย แต่เวลาไปหาอภิชัยก็พาเขาตะลอนไปนั่นมานี่ พอผลสอบออกภูมิบุญติดคณะที่เขาตั้งใจไว้ เขาอยากเป็นปลัดอำเภอ เขาจะกลับมาเขี่ยพ่อของอภิชัยให้หลุดจากเก้าอี้ นี่คือที่มาที่ไปสาเหตุที่ทำให้ภูมิบุญอยากเรียนรัฐศาสตร์ อภิชัยสอบไม่ติดเพราะไม่ได้ใส่ใจ เวลานั้นยายผู้ที่เป็นที่รักของภูมิบุญก็มาจากไป ความมืดปกคลุมในใจทั้งที่เป็นช่วงปลายเทอมอีกไม่กี่เดือนก็จะจบมัธยมหกแล้ว ยายอยู่รอไม่ได้ ยื้อเวลาอีกสักวินาทีเพื่อให้หลานชายได้กล่าวคำลา ยื้อเวลาต่ออีกสักนาทีเพื่อให้หลานชายได้กราบเท้าตอนที่ยายยังหายใจอยู่ ทั้งที่ตอนยายมีชีตอยู่ภูมิบุญได้แค่กอดรัดแสดงความรัก อยากจะกราบเท้ายายให้ยายได้เห็นว่าหลานชายคนเดียวรักยายมากเพียงใดแต่ยายก็ไม่รอหลานเกเรอย่างภูมิบุญ เพราะเวลานั้นภูมิบุญอยู่กับอภิชัย ยายจากไปเพียงลำพัง หัวใจแตกสลายมลายหายไป ภูมิบุญไม่ยอมยกโทษให้ตัวเอง เกลียดตัวเองที่มัวแต่ระเริงอยู่กับศัตรู ภูมิบุญจิตใจร่วงลงสูเบื้องล่างจิตส่วนดีเหลืออยู่น้อยนิด ที่เหลืออยู่ก็จากคำพร่ำสอนของยาย ที่ยังก้องอยู่ในหัว "ทำดีนะภูมิ เป็นคนดี" ภูมิบุญสะอื้นปานใจจะขาด "ยายภูมิจะเป็นคนดี ภูมิจะทำดี แต่ภูมิจะไม่ให้อภัยคนที่ทำกับเรา"

"เราไม่เคยรักนายเลย จำได้ไหมตอนนั้น นายทำอะไรไว้กับเราและยาย"

เสียงของภูมิบุญแข็งดังชัดเจนจ้องหน้าอภิชัย

"เราไม่ได้ตั้งใจนะภูมิ ภูมิอย่าทิ้งเราไปนะ เราขอร้อง เรารักภูมินะ"

"ถุย รักเหรอ ไปรักควายโน่น เราไม่มีทางรักคนอย่างนาย ต่อจากนี้เราไม่ต้องมาเจอกันอีก นายทำลายชีวิตเรา"

"ภูมิ เราขอร้อง ยกโทษให้เราได้ไหม เราขอโทษ เรารักนายมากนะภูมิ"

ภาพที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นจากเด็กชายหน้าตาดีคุกเข่าลงกอดขาภูมิบุญร้องไห้ปิ่มใจจะขาด แต่คนที่ยืนอยู่กลับนิ่งเฉยเตะขาออกให้พ้นจากการจับกุม ภูมิบุญไม่ยอมแม้กระทั่งพบหน้าของอภิชัยอีกเลย จุดหักเหของชีวิตวัยรุ่นแรงผลักของหัวใจเบี่ยงอภิชัยให้ออกนอกกรอบ เขากินเหล้าเมายาไม่ไปเรียน ทั้งที่เหลือเวลาอยู่ไม่กี่เดือนก็จะสำเร็จการศึกษา อภิชัยไม่เป็นผู้เป็นคนจนผู้เป็นบิดาทราบเรื่อง

"หนู พ่อขอล่ะนะ พ่อไม่อยากให้เจ้าชัยมันอยู่ในสภาพแบบนี้"

ปลัดอำเภอมาหาภูมิบุญถึงบ้าน ร้องขอเด็กที่ครั้งหนึ่งยายของเขาเคยก้มลงกราบเท้าชายคนนี้เหมือนกัน

"ไม่เกี่ยวกับผมนี่ครับ ผมไม่ได้ทำอะไร แล้วลูกคนใช้ไร้บิดาอย่างผมจะมีปัญญาอะไรไปพาลูกชายของท่านปลัดให้กลับมาเหมือนเดิมล่ะครับ"

ภูมิบุญตอบราบเรียบแต่สายตามองขึ้นที่สูงเม้มริมฝีปาก น้ำเสียงยโสนัก

"ยโสโอหังนัก นี่ชั้นมาขอร้องแกถึงที่นะยังจะมาปากดีอีก"

"ผม ขออนุญาตินะครับ ผมยังทำงานไม่เสร็จ"

ภูมิบุญเดินหนีไปทันที ปล่อยให้ผู้ที่เป็นปลัดอำเภอยืนกัดฟันมองตามหลังอย่างโกรธแค้น ภูมิบุญยิ้มแสยะออกมา "รอผมด้วยนะคุณปลัด อย่าเพิ่งเกษียรไปก่อน รอผมด้วย"

"ไอ้ลูกไม่มีพ่อ ไอ้ลูกคนใช้"

"อย่าเป็นคนไม่ดีนะลูก ภูมิหนักแน่นเข้าไว้"

"ยายจ๋า ยายอยู่ไหน ยายจ๋า ภูมิคิดถึงยาย"

"ไอ้ลูกคนใช้ พ่อมันไม่มีมันจึงไม่มีคนสอน มันถึงหยิ่งยโสอวดดีแบบนี้"

"ชั้นขอล่ะ ทำให้เจ้าชัยกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหม"

"ไอ้ลูกคนใช้ ไม่มีพ่อ ไอ้เด็กมีปัญหา"

"ภูมิเรารักนาย เรารักนายมากได้ยินไหม ภูมิอย่าทิ้งเราไป เราขอโทษ"

"ยาย!!!!! ยายจ๋า อย่าทิ้งภูมิไป ยายจ๋า"

********************************

"ภูมิๆ ภูมิลูก ภูมิ"

เสียงของจันทร์กรีดร้องเอามือเขย่าตัวของบุตรชายที่กำลังเพ้อละเมอเพราะพิษไข้ เนื่องจากเมื่อคืนไม่ได้กินข้าวสักเม็ดอีกทั้งเผชิญกับเหตุการณ์ที่หนักหนาเลวร้าย

"ตายแล้วน้องภูมิ ตัวร้อนจี๋เลยพี่จันทร์"

"ภูมิๆ อ้อยวานไปเอาผ้าชุบน้ำให้ที"

"ยายจ๋า ยาย ภูมิขอโทษ ภูมิขอโทษ"

"ภูมิ โธ่ ภูมิ"

จันทร์ร้องไห้ออกมามองดูสภาพลูกชายที่หน้าแดงก่ำเพราะไข้ขึ้นสูง และสิ่งที่เขากำลังละเมอเพ้ออกมา

"อะไรกัน ใครเป็นอะไรเอะอะกันแต่เช้า"

เสียงของนายใหญ่เจ้าของบ้านเดินเข้ามาดู เพราะปกติตอนเช้าๆ จะเดินออกมาจิบน้ำชาที่โต๊ะหน้าบ้านคุยกับจันทร์ที่คอยรดน้ำต้นไม้ แต่วันนี้ไม่เห็นจันทร์จึงเดินมาดูที่ห้องพัก

"ตายแล้ว ภูมิๆ เป็นอะไรลูก อ้อยไปบอกลุงหมายเอารถออก"

ตุณอภิสราร้องออกคำสั่ง เพราะเห็นว่าภูมิบุญคงมีอาการผิดปกติ คุณอภิสรานั่งข้างเตียงกอดจันทร์ไว้ เอามือแตะหน้าผากของภูมิบุญแล้วก็เม้มปากเพราะตัวของภูมิบุญร้อนเหลือเกิน

"เกิดอะไรขึ้น ไหนบอกไปงานวันเกิด เมื่อคืนกลับมากี่โมง"

คุณอภิสราซัก แต่จันทร์ก็ร้องไห้อยู่

"ไม่รู้กลับมาตอนไหนค่ะคุณท่าน แต่เมื่อเช้าจันทร์ไม่เห็นออกไปช่วยกวาดใบไม้เลยเข้ามาตาม ก็เห็นตาภูมิเพ้อใหญ่เรียกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตื่น"

"โธ่ ตาภูมิ ไปๆ พาไปโรงบาล ต้องมีคำอธิบายให้ชั้นนะเรื่องนี้ ชั้นไม่ยอม"

เสียงคุณอภิสราเด็ดขาด แล้วลูบตามหน้าตามตาภูมิน้ำตาซึมออกมา ภูมิบุญเป็นไข้ธรรมดาแต่เนื่องจากร่างกายอ่อนเพลียเกินไปจึงเกิดอาการเพ้อ หมอฉีดยาให้แล้วนอนพักครึ่งวัน จันทร์จึงจะพากลับบ้านเพราะไม่อยากให้คุณอภิสราเสียค่าโรงพยาบาลเยอะเพราะลูกของตนไม่สบาย

ด้านพลอยพอก้องไปส่งหน้าบ้านก็รีบไปอาบน้ำอย่างที่ก้องบอก เปิดน้ำแช่ตัวอยู่เป็นชั่วโมงจนตัวซีดมือเหี่ยว พอไปนอนไข้ก็ขึ้นเช่นกัน รุ่งเช้าพี่สาวกับมารดาของพลอยก็พาส่งโรงพยาบาลเหมือนกัน ก้องเป็นคนเดียวที่ไม่เป็นอะไรเพราะเขาลืมบอกเพื่อนๆให้ดื่มน้ำเยอะๆ แล้วอาบน้ำบ่อยๆ แทนทวีตื่นขึ้นมาตอนเช้าก็ปั่นรถจักรยานมาหาภูมิบุญถึงบ้าน แต่อ้อยบอกว่าภูมิบุญเข้าโรงพยาบาล แทนทวีจึงตามไปที่โรงพยาบาล

"สวัสดีครับคุณป้า ผมแทนครับ เป็นเพื่อนของน้องภูมิ"

แทนทวียกมือไหว้จันทร์ ที่นั่งเฝ้าภูมิบุญอยู่

"ไหว้พระเถอะพ่อคุณ ตาภูมิยังหลับอยู่เลยจ๊ะ ไม่เพ้อแล้ว"

เสียงของจันทร์เศร้าสร้อย

"ผมผิดเองล่ะครับคุณป้า ที่ผมชวนน้องเขาไปงานวันเกิดเมื่อคืน"

แทนทวีเม้มปากบอกออกไป รู้สึกผิดสะท้อนใจที่เห็นสภาพของภูมิบุญที่นอนแน่นิ่งอยู่

"ทำไม ล่ะจ๊ะ มีอะไรกันหรือเปล่า"

จันทร์ทำเสียงอยากรู้ มองหน้าแทนทวีที่ก้มอยู่

"เอ่อ คือมีเรื่องนิดหน่อยน่ะครับ แต่ผมขอรับผิดชอบน้องภูมิเองนะครับ ผมกราบขอโทษคุณป้าด้วย ที่สร้างความลำบาก ทำให้น้องภูมิต้องเจ็บ"

แทนทวีน้ำตาคลอยกมือไหว้จันทร์

"ตายแล้วพ่อคุณ อย่าเลยจ๊ะ ภูมิพักผ่อนไม่เพียงพอ เมื่อคืนคงจะกินน้อยด้วยร่างกายเลยอ่อนเพลีย พ่อหนุ่มอย่าคิดมากนะจ๊ะ ไม่มีอะไรหรอก"

นี่น่ะหรือคนใช้ที่พี่สาวของเขาใช้เป็นข้อต่อว่าถากถางภูมิบุญ เธอเป็นมารดาที่ประเสริฐไม่กล่าวว่าโทษอะไรเขาเลยแม้จะไม่รู้เรื่องทั้งหมดก็ตาม แทนทวีซาบซึ้งในน้ำใจของจันทร์เป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่ได้อยู่เฝ้าภูมิบุญเพราะก้องโทรหาบอกว่าพลอยป่วยเข้าโรงพยาบาลเหมือนกัน แทนทวีจึงรีบบึ่งรถไปหา

วิบากกรรมไม่ใช่เรื่องน่าขัน หรือจะมามัวเศร้าเสียใจ เราทำได้เพียงก้มหน้าสู้กับมันอย่าได้ท้อแท้ หรือเงยหน้ากัดฟันสู้กับมันอย่าได้อาย ความเจ็บปวดมันไม่เพียงแต่ทำให้ใจหรือกายเราชอกช้ำเพียงอย่างเดียว แต่อย่างน้อยความเจ็บความปวดนี้มันก็เตือนให้เราระลึกว่า เรายังมีลมหายใจอยู่ ตราบใดที่มนุษย์ยังมีลมหายใจ นั่นหมายถึงการมีชีวิตอยู่ ถ้าเรายังมีชีวิตอยู่ไม่ยอมแพ้กับอุปสรรคใดๆ เราก็จงก้าวเดินไป แม้จะล้มสักกี่ทีอย่าได้ยอมแพ้ที่จะก้าว เพื่อสิ่งที่เราหวังเอาไว้ในเบื้องหน้า สิ่งที่เราหมายปองจะไขว่คว้ามันมากอด เฉกเช่นภูมิบุญที่แม้วิบากกรรมจะนำพามาเจอแต่คนใจร้ายนิสัยเลว แต่ตราบใดที่ยังมีลมหายใจเขาก็ยังจะสู้ สู้ในแบบของภูมิบุญ สู้ในแบบของคนดีที่เขาจะไม่ยอมก้มหัวให้กับคนเลวแม้แต่สักครั้งเดียว