วันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2553

(Heroine) ที่นี่ไม่มีนายเอก ฉากห้าสิบห้า

"อีบ้านั่นห้ามก็ไม่ฟังนะภูมิ มันมาทำอะไร"

พลอยเดินเข้ามาถามภูมิบุญในห้องทำงาน ภูมิบุญระบายลมหายใจออกมา

"จะให้เราเซ็นอนุมัติแผนงานให้ ทั้งที่ยังไม่ได้พรีเซนต์"

"อีนี่ มันเอาตาตุ่มคิดเหรอ จะบ้าไปแล้ว"

"นั่นน่ะสิ เราก็โทรไปถามคุณโตโต้ เขาบอกว่าอย่าไปเซ็น"

"แหม พวกมันอาศัยช่วงที่บอสไม่อยู่น่ะสิ เลวที่สุด คอยดูนะถ้ามาอีกจะตบให้หน้าหงายเลย"

"อย่าเลยพลอย อย่าไปแลกกับคนพวกนี้เลย ใจเย็นๆก่อน"

"ไม่ได้หรอกภูมิ คนพวกนี้มันไม่เห็นโลงศพมันไม่หลั่งน้ำตาหรอก เราไม่ยอมให้มันมาแรงใส่ฝ่ายเดียวหรอก เป็นพนักงานใหม่แล้วไง เป็นรุ่นน้องแล้วไง อยากจะเคารพอยู่หรอกนะถ้าไม่ทำตัวแบบนี้"

พลอยโพล่งออกมา ภูมิบุญถอนหายใจ

"น้องภูมิ ทำไมคะ ทำไมถึงไม่เซ็นให้พี่"

ประตูถูกผลักออกพร้อมร่างของแพรที่มีแฟ้มเอกสารอยู่ในมือ ข้างหลังเป็นเมย์ที่ยืนแสยะยิ้มอยู่

"ไวจริงนะ เรื่องฟ้องน่ะ"

พลอยพูดขึ้นหันขวับไปกันไว้ยืนตาเขียว

"ไม่ใช่เรื่องของเธอ ถอยไป"

แพรขึ้นเสียงตวาดเสียงดัง

"ทำไมจะไม่ใช่ ในเมื่อหนูเป็นเลขาฯหน้าห้องนี้ หนูเคยบอกแล้ว ว่าใครหน้าไหนถ้าจะผ่านเข้ามาในห้องต้องผ่านหนูก่อนไม่ใช่เหรอ"

แพรเม้มปากมองหน้าพลอยเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ

"พลอย ไม่เป็นไรเดี๋ยวเราจัดการเอง พลอยตามคุณหินให้ที"

"จะตามมาทำไมคะน้องภูมิ ก็พี่เอามาให้เซ็นอยู่นี่คะ"

"คุณ แพรครับ ให้เกียรติผมด้วย ผมว่าคุณแพรน่าจะเข้าใจนะครับว่าห้องนี้เป็นห้องทำงานของเจ้าของกิจการ ถ้าไม่ยำเกรงผมก็ให้เกรงในตำแหน่งผมด้วย อย่ามาส่งเสียงดังแถวนี้ ผมไม่ชอบ"

"น้องภูมิ" วี้ดเสียงขึ้นสูงยืนมองหน้าตาเขียว ภูมิบุญลุกขึ้นจ้องหน้าเช่นกัน

"ในเมื่อผมไม่เซ็น แล้วทางคุณต้องการอะไรล่ะครับ ผมไม่เซ็นคือไม่เซ็น อยากให้เซ็นก็ต้องรอถึงวันพรีเซนต์ ไม่ใช่วันนี้ แล้วไหนครับ ตัวอย่างของที่ผมขอไป ทำงานกันง่ายไปไหมครับคุณแพร ผมเพิ่งทำงานก็จริงนะครับ แต่ไม่ใช่ว่าหัวผมกลวง ผมไม่รู้ว่าหลักการทำงานของที่นี่เขาทำกันยังไง แต่ตามหลักสากลการจะเซ็นอนุมัติโปรเจ็กต์แต่ละอย่าง ผมต้องมั่นใจแล้วว่าคุณมีคุณสมบัติเพียงพอแล้ว"

"น้องภูมิ"

ได้แต่สะอึกขึ้นเสียงสูง

"เชิญครับถ้าหมดธุระแล้ว อ้อต่อไปถ้ามีธุระกับห้องนี้อีก กรุณาทำตามอย่างที่เลขาฯผมบอกนะครับ รบกวนด้วย"

นั่งลงเปิดเอกสารดูต่อไม่ได้สนใจในสายตาหรือกริยาท่าทางของคนทั้งสอง

"ปัง"

เสียงปิดประตูดังลั่น

"เป็นไงคะ ขอดูหน่อยสิคะว่าลายเซ็นของบอสยังสวยเหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า"

"ปากดีนะแก คอยดูเถอะ สักวันแกต้องก้มลงศิโรราบให้ชั้น"

"เมื่อไหร่คะคุณแพร ต๊าย อย่าให้รอนานนักนะคะ พลอยเป็นพวกขี้เบื่อน่ะค่ะ รอนานๆไม่ชอบ"

"แก มากเกินไปแล้วนะ ชั้นตำแหน่งใหญ่กว่าแกนะ"

แพรถลาเข้าหาสายตาหมายจะตบเอาสักที พลอยลุกขึ้นยืนจังก้าไม่ยอมเช่นกัน

"แล้วไงคะ ตำแหน่งน่ะ จะถอดพรุ่งนี้มะรืนยังได้ ใหญ่มาจากไหนคะคุณแพร ถ้าใหญ่จริงทำตัวให้น่าเคารพนับถือหน่อยสิคะ เพิ่งจะรู้ว่าคนที่ตำแหน่งใหญ่ๆนี่กลัวคนเขาไม่รู้เหรอคะถึงคอยป่าวประกาศ ทั่วบ้านทั่วเมืองขนาดนี้"

"แก"

แพรยกมือขึ้น มาดของหัวหน้าพีอาร์ที่คอยติดต่อประชาสัมพันธ์ให้บริษัทหายไปทันที มาดของแม่ค้าขายปลาเข้ามาแทนที่ พลอยเอกก็ยกแฟ้มขึ้นเหมือนกัน

"แก"

"น้องพลอยครับ ตามตัวพี่เหรอ"

พอดีหินเดินมาร้องทักก่อน ทั้งสองคนจึงเปลี่ยนสีหน้าเหมือนกิ้งก่าทันทีสายตายังคงเขียวมองอยู่

"อ้อคุณหิน เรื่องแผนงานน่ะค่ะ เชิญด้านในดีกว่านะคะ"

พลอยเชิญหินให้ตามเข้าไปในห้องทำงานของภูมิบุญ ส่วนแพรกับเมย์ทำท่าทางอยากรู้อยากเห็น

"ยังไงๆงานนี้ก็ต้องเป็นของคุณแพรล่ะค่ะ หินน่ะไม่เคยทำงานใหญ่ทำไม่ได้หรอก"

เมย์เปรยขึ้น เมื่อเห็นพลอยเดินกลับออกมา

"ได้ไม่ได้ไม่รู้อ่ะนะ แต่รู้ว่าคนที่ทำงานใหญ่แต่ไม่เอาอ่าวน่ะมีถมไป สักแต่เอาตำแหน่งมาบังหน้า ทำงานห่วย"

พลอยพูดขึ้นลอยๆ

"แกว่าใคร ปากดีนักนะ รักษาเก้าอี้แกไว้ให้ดีเถอะ ชั้นจะมาทวงคืน"

เมย์แว้ดเสียงขึ้นแพรเองก็กัดปากแน่น

"ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ เพราะหนูคงไม่ยอมให้ใครแย่งตำแหน่งง่ายๆเหมือนกัน เด็กสาวๆยังไงก็มีภาษีเหนือกว่าพวกหนังเหี่ยวๆ"

"กรี๊ดดด แก อี"

พลอยลุกขึ้นถลึงตาใส่ แพรลากเมย์ออกไปเสียเพราะมีคนจากออฟฟิศออกมาดูแล้ว

"น้องภูมิจะดูตัวอย่างของใช่ไหมครับ พี่เตรียมมาแล้ว แต่ยังเหลือแต่อาหารนะครับ ซัพพายเออร์เขานัดวันพุธ ยังไงเดี๋ยววันพุธพี่เอามาให้ดูอีกที"

พอนั่งลงเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของภูมิบุญหินก็เอาแฟ้มงานที่ตัวเองหอบมาออกมาวาง ต่างกับเจ้าก่อนที่เพิ่งออกจากห้องไป ภูมิบุญจ้องมองครุ่นคิดอยู่

"ครับไม่มีปัญหา ผมขอดูตัวอย่างเลยได้ไหมครับ"

ภูมิบุญเอ่อยออกไป ฝ่ายหินก็กดโทรศัพท์ส่วนตัวไปบอกเพื่อนร่วมงานให้เอาตัวอย่างของมาให้ดู

"แต่น้องภูมิครับ เรื่องเซเลปที่จะไปเปิดงาน คือพอดีพี่รู้จักออการ์ไนเซอร์ เป็นรุ่นพี่ที่มหาฯลัยน่ะครับ เขามีออนแฮนด์อยู่หกคนถึงแปดคน"

หินเอ่ยรายชื่อให้ภูมิบุญฟัง ภูมิบุญพยักหน้ารับฟัง

"แต่เรื่องบัดเจ็ท พี่เขาต่อรองอยากจะขอที่สองแสนครับ รวมทุกอย่าง ทั้งค่าเครื่องค่าตัว ส่วนที่พักพี่จะให้พักที่รีสอร์ทของเรานั่นล่ะครับ"

"สองแสนเหรอครับ อืม ผมขอพิจารณาดูก่อนนะครับ อันนี้ราคาดีที่สุดแล้วใช่ไหมครับคุณหิน"

"มีอีกทางครับ บัดเจ็ทแสนนึงแต่เซเลปได้แค่สี่คนถึงห้าเป็นอย่างมาก พี่คิดว่าเปิดตัวทั้งทีเอาให้ดังไปเลยครับ เพราะงานเปิดตัวเรามีอยู่แค่สองทางเลือก คือดับกับเกิด คราวที่แล้วที่เขาค้อ เซเลปไม่กี่คนแต่บัดเจ็ทสูงกว่านี้นะครับน้องภูมิ"

"ครับ ผมกำลังตรวจสอบอยู่ เพราะผมคิดว่าการโชว์ตัวแค่ไม่ถึงชั่วโมงนี่เขาคิดกันแพงขนาดนี้เชียวหรือ อีกอย่างค่าเครื่องที่พักต่างๆ เราก็ออกให้หมด ยังไงผมรบกวนขอรายละเอียดมากกว่านี้นะครับ"

"แล้วน้องภูมิอยากให้มีเซเลปประมาณกี่คนดีครับ พี่ว่าไม่เกินแปดน่าจะโอเค เพราะถ้าเยอะกว่านั้นจะเหมือนไปแย่งซีนงานของเราเสีย"

"อืม ผมว่าเท่านั้นก็น่าจะโอเคนะครับ เดี๋ยวผมลองปรึกษากับคุณโตโต้ดูอีกที แล้วเรื่องสื่อล่ะครับ"

"อ้อ เรื่องสื่อ ตอนนี้ผมมีนิตยสารเกี่ยวกับที่พักอาศัยออนแฮนด์อยู่ห้าเล่มครับ หนังสือพิมพ์อีกสองฉบับ ส่วนสื่อโทรทัศน์นี่พี่ไม่แนะนำนะครับ เพราะค่าเวลาเขาแพงแอดให้เราก็ไม่กี่นาที ส่วนมากจะเป็นดึกๆด้วย"

"เหรอครับ แล้วรายการท่องเที่ยวได้ดูมาบ้างไหมครับ"

"ดูครับ แต่พี่คิดว่าน่าจะเป็นหลังเปิดตัวน่าจะเหมาะกว่า จะได้ส่งเทียบเชิญมาทำรายการเลย เพราะถ้ามาช่วงงานคงไม่ได้เห็นพร็อพเพอร์ตี้เราเท่าไหร่นัก"

ภูมิบุญพยักหน้า ตั้งใจฟังในสิ่งที่หินเล่า สักพักก็มีเพื่อนร่วมงานเอาตัวอย่างของมาให้ดู

"ผ้าที่ใช้ในงาน พี่คิดว่าจะเน้นผ้าพื้นเมืองนะครับ เพราะในรีสอร์ทเราก็ใช้ผ้าแบบนี้อยู่แล้ว ผมขอให้ซัพพายเออร์เอามาให้ สีก็จะเน้นสีขาวผ้าฝ้าย กับสีทองส้มสัญลักษณ์ของรีสอร์ทเรา ส่วนแบบการจัดงานตามนี้ครับ เซ็ทไว้สองแบบ นี่ครับน้องภูมิ"

หินเอาแฟ้มตัวอย่างผ้าขึ้นมาให้ภูมิบุญดู พร้อมกับแฟ้มแผนงาน ภูมิบุญเปิดดูแล้วพยักหน้าพอใจกับสิ่งที่ได้เห็น

"ส่วนนี่เป็นรายชื่อดอกไม้สดที่ใช้ในงานครับ ผมติดต่อไว้สองที่ ให้ราคาใกล้เคียงกัน เจ้านี้มีดอกไม้หลายชนิดกว่าแต่พี่ว่าดอกมันเล็กไปหน่อย ส่วนเจ้านี้เน้นกุหลาบกับกล้วยไม้แต่ดอกใหญ่เห็นเขาบอกส่งมาขายในกรุงเทพฯ"

หินเอาแฟ้มงานอีกเล่มขึ้นนำเสนอ

"อืมครับ ขอบคุณนะครับคุณหิน ผมพอใจมากครับ เดี๋ยวยังไงวันพฤหัสฯผมค่อยตัดสินใจอีกที ผมรอปรึกษากับคุณโตโต้ก่อนนะครับ"

ภูมิบุญบอกเมื่อดูแผนการเสนองานของหินเสร็จ เขายิ้มออกมา

"คุณหินครับ คราวที่แล้วคุณหินได้ช่วยคุณแพรเตรียมงานหรือเปล่าครับ"

ภูมิบุญเบนเข้าประเด็น

"น้องภูมิครับ แผนงานทุกอย่างพี่เป็นคนร่างกับทีม แต่พอทำเสร็จชื่อพี่กลับไม่มีเลย แล้วคุณแพรก็เปลี่ยนรายการตามใจชอบ ทั้งที่พี่แย้งแล้วว่าบางรายการมันไม่เหมาะ อย่างเซเลปเชิญคนที่มีข่าวฉาวทั้งปีไปงาน แต่งตัวก็ไม่ดูกาลเทศะสรุปก็เป็นอย่างที่เห็นล่ะครับ"

"หมายถึงคุณหินคอยเตรียมงานให้คุณแพรตลอดเลยเหรอครับ"

"ครับ แต่ทำไงได้ครับน้องภูมิ เขาเป็นหัวหน้านี่นะ พี่ก็ทำตามหน้าที่"

หินพูดออกมาไม่รู้ว่าจุดประสงค์คืออะไรแต่ภูมิบุญก็สูดลมหายใจเข้าปอดครุ่นคิดอยู่

"งั้นหลังงานเปิดตัว รบกวนคุณหินรวบรวมงานที่คุณหินเคยทำมาให้ผมดูหน่อยได้ไหมครับ เผื่อว่าผมจะทำอะไรได้บ้าง"

ตาฉายแววดีใจขึ้นมาทันที พอสนทนากันจบภูมิบุญก็นั่งไตรตรองอยู่ ชีวิตการทำงานมันช้างหนักหน่วงเสียจริง การตัดสินใจพลาดหมายถึงการเสียอะไรไปสักอย่างไม่มากก็น้อย ไม่เหมือนตอนเรียนแม้จะทำรายงานผิด อาจารย์ก็ตีกลับมาให้แก้ใหม่ได้ แต่นี่มันไม่ใช่ ชีวิตการทำงานถ้าพลาดไปคนที่รอซ้ำเติมมีอยู่ตลอดเวลา คนที่คอยหาช่องหาโอกาสมันมีอยู่ตลอด

"พี่น้อยคะ แพรว่ามันรู้ตัวแล้วนะคะพี่น้อย"

พอกลับไปถึงทีทำงานก็เดินออกไปหาที่เงียบๆกดโทรศัพท์ไปหาน้อย

"จริงเหรอคะน้องแพร หึมันฉลาดกว่าที่เราคิด ไม่เป็นไรนะคะน้องแพร เราต้องไวกว่าพวกมัน เดี๋ยวพี่จะให้คนไปเอาเอกสารไปทำลายซะ มันก็ไม่มีหลักฐานจะทำอะไรเราได้แล้วล่ะค่ะ"

"อย่าช้านะคะพี่น้อย แพรกลัวว่ามันจะไหวตัวทัน รู้สึกไม่ดีเลยค่ะ"

น้อยกดสายวางไปแล้ว สายตาเคียดแค้นขึ้นมา

"หล่อนมาทำเองสิยะ แหมช่วยได้เยอะมากนะยะหล่อนน่ะ อย่าริมาสั่งชั้น"

น้อยพูดออกมาก่อนที่จะเรียกมือซ้ายมาพบ

"ให้เอาขายหมดเลยใช่ไหมคะคุณน้อย"

สายใจมือซ้ายของน้อยพูดขึ้น

"ขายแล้วบอกให้เขาเอาไปทำลายด้วย อย่าให้เหลือซาก เอาให้เนียนนะสายใจ"

น้อยกำชับ พอสายใจลงไปห้องเก็บเอกสารก็เห็นคล้องกุญแจดอกใหญ่อยู่เหมือนเคย กดโทรศัพท์หาลุงให้มาเปิดห้องให้ทันที

"มาเปิดห้องให้ชั้นหน่อย"

"อ้อ คุณสายใจ ขอโทษนะครับผมออกมาทำธุระให้ออฟฟิศน่ะครับ กุญแจคุณภูมิแกเก็บไว้"

"อะไรกันยะ ทำไมให้คนแบบนั้นเก็บไว้ ลุงนี่ไม่ได้เรื่องจริง"

สายใจหัวเสียไปแล้วทำหน้าบึ้งตึงครุ่นคิดอยู่ว่าจะทำยังไงต่อไปดี

"คะพี่ ติดต่ออะไรคะ"

พลอยถามขึ้นเมื่อเห็นสายใจยืนเก้ๆกังๆอยู่หน้าโต๊ะ

"คือพี่จะมาเอากุญแจห้องเก็บเอกสารค่ะ"

"หือ แล้วทำไมมาที่นี่ล่ะคะ เราไม่มีกุญแจนะคะพี่"

"อ้าว ก็ลุงบอกว่าน้องภูมิเก็บไว้นี่คะ พี่เสียเวลานะคะน้อง"

แว้ดเสียงขึ้นทันที

"เสียเวลาหรือไม่ไม่ทราบค่ะ แต่รู้ว่าคุณภูมิไม่ได้เก็บกุญแจไว้"

พลอยตอบกลับไม่ได้สนใจ สายใจเม้มปากหนัก

"ดีค่ะ งั้นพี่จะให้ช่างงัดกุญแจออกมาเลย"

"เชิญ ค่ะ แต่จากที่ดูระเบียบการของพนักงาน ใครที่ทำลายข้าวของบริษัท โทษคือจำหน่ายออกนะคะ ไม่ทราบพี่ทำงานมานานจนลืม หรือว่าไม่เคยอ่าน"

"เธอ"

สายใจมองสายตากร้าว

"เอาสิคะ ในเมื่อคำสั่งให้ล็อคห้องนั้นคือคุณโตโต้ พี่คิดว่าพี่มีอำนาจการตัดสินใจเหนือกว่า เชิญค่ะ"

พลอยยังไม่หยุด มองสายตายียวน

"มีอะไรกันเหรอพลอย"

ภูมิบุญเดินออกมาจากห้องพอดีเอ่ยถามขึ้น

"ก็พี่เค้าจะมาเอากุญแจห้องเอกสารน่ะค่ะบอส พอดีพลอยบอกว่าเราไม่ได้เก็บกุญแจไว้ แต่พี่เค้าบอกว่าจะให้ช่างงัดห้อง"

พลอยเล่าใส่จริตจนสายใจมองตาเขียว

"ด่วนมากเหรอครับพี่ แต่เท่าที่ทราบแผนกบัญชีจะเก็บเอกสารทุกต้นเดือนนี่ครับ มีอะไรหรือเปล่าครับ ผมจะได้ให้คนเปิดให้"

ภูมิบุญมองด้วยสายตาที่ราบเรียบ

"เอ่อ คือพี่ว่าจะค้นเอกสารสั่งจ่ายเช็คเมื่อเดือนก่อนน่ะค่ะน้องภูิ พอดีมีปัญหานิดหน่อย"

"อ้อ เหรอครับ พลอยบอกช่างให้กุญแจสำรองไปเปิดให้พี่เขาสิ"

"ภูมิ"

พลอยร้องขึ้นไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง

"พี่ไปรอหน้าห้องเลยนะครับ เดี๋ยวให้ช่างไปเปิดให้"

ภูมิบุญไม่ได้สนใจท่าทางของพลอยหันไปบอกสายใจ รายนั้นยิ้มออกมาแล้วเดินหนีไป

"โง่จริงๆ"

เธอพูดออกมาระหว่างรอลิฟท์ลงไปชั้นใต้ดิน

"ทำไมล่ะภูมิ"

"ไม่เป็นไรหรอกพลอย หึหึ ไปค้นเอาสิถ้าเจอ"

ภูมิบุญแสยะยิ้มออกมา

"หมายความว่ายังไงอ่ะภูมิ"

"ก็เราโทรมาบอกให้ลุงกับลุงหมายขนไปเก็บที่บ้านหมดแล้วนี่พลอย เอกสารที่เราต้องการ ที่เหลือก็ไม่สำคัญอะไร อยากได้อะไรก็หาเอาสิ"

"ภูมิ นายนี่น่ากลัวจริงๆนะ"

"ว่าไปนะพลอย เราก็ต้องรอบคอบไว้ก่อนสิ ยิ่งเราก้าวไวกว่าอีกฝ่ายเราก็ย่อมได้เปรียบ แต่เราก็ต้องไม่ประมาทนะ"

"จ้า ยิ่งนานวันนายยิ่งโตขึ้นทุกวันนะเนี่ย อย่าเจ้าเล่ห์มากนักล่ะกับเราน่ะ"

พลอยพูดติดตลกออกมา

"พลอย เวลาเราอยู่กับพลอย เราเป็นตัวของเรามากที่สุดนะ มันเป็นตัวเราจริงๆ เราไม่ได้เสแสร้ง"

ภูมิบุญพูดเสียงจริงจังก่อนจะเดินกลับเข้าห้องไป

ส่วนโตโต้ก็กลับมาถึงบ้านตอนห้าโมงเย็นพอถึงบ้านก็สลบเป็นตายเพราะหน้าตาเหมือน คนไม่ได้นอน คุณอภิสราก็ไม่ได้กวนใจอะไร ภูมิบุญกลับไปถึงบ้านก็เข้าไปคุยกับเจ้าของบ้านอยู่พักใหญ่แล้วก็หอบเอกสารมาตรวจดูอีก

"พี่แทน เป็นอะไรหรือเปล่าครับ เมื่อวานไม่เห็นออน ภูมิเป็นห่วงนะครับ"

พอดึกทำงานทุกอย่างเสร็จก็มีเวลาส่วนตัว พอเห็นแทนทวีออนไลน์ก็รีบเข้าไปทัก ทั้งที่ปกติแทนทวีจะเป็นคนทักมาก่อนทุกครั้ง

"อ้อ ภูมิ โทษทีนะ เมื่อวานพี่ทำงานส่งเหนื่อยมาก หลับเป็นตาย ภูมิสบายดีไหม"

"เอ่อ ครับ พี่แทนโอเคใช่ไหม กินข้าวหรือยังอ่ะครับ"

"อืม เรียบร้อยแล้ว ภูมิ พี่ทำงานค้างไว้ แค่นี้ก่อนนะ พี่รักภูมินะครับ"

"ได้ครับพี่แทน ภูมิก็รักพี่แทนนะครับ"

มันไม่ชื่นฉ่ำใจเหมือนเคย ทำไมวันนี้มันถึงสั้นกระชับแบบนี้ เขาคงทำงานยุ่งจริงๆ ขนาดเรายังยุ่งปกติจะออนไลน์ตลอดเวลา แต่พอทำงานยุ่งก็ไม่ได้ออนไลน์เวลาทำงาน เขาคงยุ่งจริงๆนั่นล่ะ ภูมิบุญปลอบใจตัวเองก่อนจะเข้านอน

ส่วนพลอยวันนี้นัดทานข้าวกันกับไพลินพี่สาวกับก้องเพื่อนรักที่โรงแรมที่ไพลินทำงาน

"แหมก้อง ตัวห่างๆกันบ้างก็ได้นะ แล้วจะนัดพลอยมาทำไมเนี่ยพี่ไพลิน ถ้าอยากมาดินเนอร์กันสองคนน่ะ"

พลอยทำหน้าเซ็งเพราะทั้งสองคนพอเจอหน้ากันก็หวานใส่กันไม่สนใจใคร

"บ้าพลอย ก็พี่อยากเจอเรานี่นะ ไม่ได้เจอกินข้าวด้วยกันตั้งนานแล้ว"

"เออ พลอยแล้วภูมิเป็นไงบ้าง"

ก้องถามขึ้น

"ก็ดี ภูมิเขาโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากแล้วนะก้อง ความคิดความอ่านก็ลึกล้ำ"

"ก็ภูมิเป็นถึงระดับผู้บริหารนี่นะ วันหลังนัดกินข้าวกันดีกว่าเนอะ พี่ก็คิดถึงภูมิเหมือนกัน"

ไพลินเสริม ทั้งสามนั่งสนทนากันอยู่ระหว่างรออาหาร

"อ้าว คุณไพลิน มาทานข้าวเหรอครับ"

เสียงทักดังมาจากข้างหลังพลอย ไพลินเงยหน้าขึ้น

"อ้าว สวัสดีค่ะคุณกาย พอดีนัดน้องมาทานข้าวด้วยกันน่ะค่ะ คุณกายมาดื่มไวน์เหรอคะ"

พอรู้ว่าใครพลอยถึงกับส่ายหน้า ทำหน้าหมดอารมณ์ทันที

"ครับ พอดีนัดลูกค้ามาคุยงาน ติดใจโรงแรมของคุณไพลินน่ะครับ"

"ตายแล้ว อย่าพูดแบบนั้นเลยค่ะคุณกาย ไพลินเป็นแค่เซลส์ต๊อกต๋อยเองค่ะ เชิญคุณกายนั่งด้วยกันก่อนไหมคะ"

ไพลินลุกขึ้นชวนตามมารยาท

"ครับ ดีเลยผมว่าจะหาอะไรกินก่อน พอดีลูกค้ายังไม่มา ไม่รังเกียจนะครับ น้องพลอย"

นั่งลงข้างพลอยทันที สายตามองพลอยหยาดเยิ้ม

"ไม่หรอกค่ะ แค่เป็นการทานอาหารค่ำระหว่างคนรู้จักเท่านั้นเอง"

พลอยปราดมองด้วยหางตา กายยิ้มออกมาทันที

"พลอย"

ไพลินหน้าเสียร้องปรามน้องสาว เพราะรู้ถึงพิษสงดีว่าพลอยเป็นอย่างไร

"อุ๊ยตายจริง แสดงว่าวันนี้เราก็มีเจ้ามือแล้วสิคะพี่ไพลิน ดีจัง"

พลอยร้องขึ้นยิ้มแสยะออกมา

"ไม่มีปัญหาครับ งั้นพี่ขออนุญาตสั่งอาหารเพิ่มนะครับ"

เขาทำให้พลอยกัดฟันหมั่นไส้อยู่

"น้องพลอยได้งานแล้วเหรอครับ"

กายหันหน้ามาถามจริงจัง พลอยทำท่าเป็นไม่สนใจ

"อ้อค่ะ ได้งานเป็นเลขาฯน่ะค่ะคุณกาย"

ไพลินตอบแทนน้องสาว ก้องมองตาขวางเหมือนกัน

"จริงเหรอครับ ว้าน่าจะถามผมก่อนสักคำ ผมกำลังอยากได้เลขาฯอยู่พอดี"

"หึหึ เลขาฯหรือเลียขาคะ"

"พลอย"

"ฮ่าๆๆ เข้าใจพูดนะครับน้องพลอย"

กลับหัวเราะออกมาพอใจเสีย พลอยทำหน้าหมั่นไส้ หลังจากนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก

"วันหลังพี่เลี้ยงข้าวอีกนะครับน้องพลอย"

พอทานข้าวเสร็จก็พูดออกมา แล้วลุกเดินหนีไป

"อวดรวยจริงนะ"

"ก้อง ไม่เอานะคะ อย่าไปว่าเขาแบบนั้น"

"จ้า เพราะไพลินนะเนี่ย"

"แหม หวานกันอีกแล้ว กลับดีกว่า พี่ไพลินกลับเถอะพลอยจะกลับไปดูเอกสารต่อ"

พลอยขัดแล้วลุกเดินนำไปก่อน ไม่ชอบใจที่วันนี้เจอหน้ากาย เจอทีไรไม่ชอบใจทุกทีแต่พักหลังนี่เขาออกตัวแน่ชัดเลยว่าจีบพลอย ไม่สนใจใครทั้งนั้น บางวันไปถึงบ้านคุยอยู่กับแม่ของพลอย พอพลอยกลับไปเจอก็ตะเพิดกลับบ้าน จนแม่และไพลินต้องคอยปราม ส่วนกายเขาไม่หยุดแค่นี้แน่ เพราะเขาคิดว่าเขาเจอแล้ว คนที่ถูกใจเขาที่สุดที่หามานาน

วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553

(Heroine) ที่นี่ไม่มีนายเอก ฉากห้าสิบสี่

พอกลับถึงบ้านทำงานทุกอย่างเสร็จก็มาออนคอมพิวเตอร์รอแทนทวีแต่แทนทวีก็ไม่มาสักที ภูมิบุญจึงออฟไลน์ข้อความไปหาในเมจเซ็นเจอร์

"เรียนหนักใช่ไหมครับพี่แทน ภูมิเป็นห่วงพี่แทนนะครับ รักษาสุขภาพด้วย"

"วันศุกร์นี้ภูมิจะไปเชียงใหม่บินไปวันเดียวกลับครับไปดูโครงการ พี่แทนไม่ไต้องเป็นห่วงนะ"

ภูมิบุญปิดคอมพิวเตอร์แล้วรีบเข้านอน ส่วนโตโต้ก็กำลังคุยงานกับคุณอนิรุธทางโทรศัพท์อยู่วันนี้ภูมิบุญหอบเอกสารมาดูที่ห้อง พอดูได้สักพักก็เปิดคอมพิวเตอร์หวังจะขอกำลังใจจากคนรักแต่ก็คลาดกันสุดท้ายก็เข้านอนในที่สุด

คราใดที่มาเยือนสนามบินครานั้นก็จะรำลึกนึกถึงวันที่ร่างสูงโปร่งนั้นยืนอยู่ท่ามกลางครอบครัว แทนทวียืนเด่นอยู่ในวงล้อมของนายแพทย์แทนชัยผู้เป็นบิดา แพทย์หญิงศิริกานต์มารดาและแวนพี่สาว สายตาของแทนทวีเลื่อนลอยไม่เป็นสุข ใบหน้าหมองเศร้าไม่พูดไม่จา ผู้ที่รายล้อมอยู่ก็เข้าใจดีในสถานการณ์ไม่มีใครคอยซักไซร้อะไร ปล่อยให้เวลาค่อยๆนำพาตัวของเขาเข้าไปในสนามบินรอขึ้นเครื่อง พอถึงเวลาแทนทวีก็หิ้วกระเป๋าสาวเท้าเข้าไปในด่านตรวจคน เขาพยายามมองหาใครสักคน ใครสักคนที่เขาอยากจะโอบกอดเพื่อร่ำลาก่อนจาก คนที่เขารักปานดวงใจ แผ่นหลังกว้างอันนั้น แผ่นหลังที่เคยโอบกอดทั้งยามสุขและทุกข์ มันกำลังเลือนหายไป ภูมิบุญไม่ได้มาส่งเพราะได้ร่ำลากันเสร็จแล้วเป็นวันที่บ้านภูมิบุญยิ้มแย้มตลอดเวลาที่สนทนากัน พยายามไม่ให้เขาเครียด แทนทวีเดินหายเข้าไปในด่านตรวจคนแล้ว นายแพทย์แทนชัยกับแพทย์หญิงศิริกานต์แยกกลับบ้านไปแล้วเหลือเพียงแวนที่ยืนมองหาใครบางคนอยู่

"ภูมิ โอเคไหม"

น่าแปลกที่จากเหตุการณ์เลวร้ายวันที่นิตาเสียชีวิตแวนเปลี่ยนไป ทัศนคติเกี่ยวกับภูมิบุญก็เปลี่ยนไปด้วย เธอเห็นใจและสงสารแม้จะรู้แผนการของบิดามารดาดีอยู่แก่ใจ ภูมิบุญยืนหลบอยู่ที่มุมอับข้างๆห้องขายตั๋วของสายการบินแห่งหนึ่งบนชั้นสี่ของอาคารผู้โดยสารของสนามบินสุวรรณภูมิ พอทุกคนเดินจากไปภูมิบุญก็ปรากฏตัวพอแวนเห็นก็ปรี่เข้าไปหา น้ำตาที่คลออยู่เต็มเบ้าตามันเอ่อนองออกมา

"ทำใจดีๆนะภูมิ สองปีแค่แป๊บเดียว เดี๋ยวแทนมันก็กลับมา"

แวนกอดร่างของภูมิบุญไว้ไม่สนใจสายตาของใคร

"ภูมิอยากจะกอดพี่แทนอีกสักครั้ง พี่แวน ภูมิ ภูมิอยากจะบอกลา แค่ครั้งสุดท้าย"

"ภูมิ พี่เข้าใจ พี่เข้าใจ"

ภูมิบุญเม้มปากแน่นปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาอย่างเดียวไม่ปล่อยโฮออกมา แต่ยิ่งเก็บยิ่งบังคับให้มันอยู่ข้างในเพียงใด แรงดันของความเสียใจมันก็ดีดดันออกมา ภูมิบุญสะอื้นจนตัวสั่นโยนไป แวนพาภูมิบุญเดินออกไปจากที่ตรงนั้น แทนทวีจะรู้ไหมหนอว่าหลังจากที่ตนและครอบครัวออกจากบ้านมาที่สนามบิน ทั้งที่ภูมิบุญบอกว่าจะไม่มาส่งแต่เขากลับนั่งแท็กซี่ตามมาคอยมองดูอยู่ตลอดเวลา หลบอยู่อย่างนั้นไม่อยากเผยตัวออกมาเพราะเกรงว่าจะทำให้เขาลังเล เขาไปเพื่ออนาคตที่ดี เขาไปเรียนเพื่อตัวเขาเอง ภูมิบุญไม่อยากจะรั้งเขาไว้ ใจจริงอยากโผเข้าไปกอดบอกลาให้หนำใจ แต่ก็ทำได้เพียงแค่ยืนลูบเสาเม้มปากแน่นอยู่ แทนทวีเขาจะรู้ไหมหนอว่าวันที่ร่ำลากันที่ภูมิบุญยิ้มตลอดเวลา

"อย่าเปลี่ยนใจเลยครับพี่แทน แหมจบมาจากเมืองนอกเมืองนาดูดีจะตายไปขี้คร้านจะลืมภูมิ ไปเถอะครับเพื่ออนาคต ภูมิก็อยากมีแฟนเท่ห์ๆกับเขาเหมือนกันน้า"

คำพูดที่สรรหาพูดออกไปมันเสแสร้งทั้งหมด ในใจของภูมิบุญสั่นไหวอยากจะเหนี่ยวรั้งเอาไว้

"อย่าไปเลย อย่าจากผมไปเลย"

แต่ก็พูดออกมาไม่ได้ พอแทนทวีกลับบ้านไป ความมืดก็ปกคลุมจิตใจภูมิบุญร้องไห้ออกมาเพียงลำพัง ร่างเล็กที่นั่งร้องไห้อยู่ในห้องน้ำปากก็กัดผ้าเช็ดตัวเอาไว้เพราะกลัวว่าใครจะได้ยิน ความทรมานใจแบบนั้นของภูมิบุญแทนทวีจะรับรู้บ้างไหมหนอ มีใครบ้างอยากจะเห็นคนที่รักเดินจากไปต่อหน้า มีใครบ้างที่จะยอมฝืนยิ้มอยู่ได้ทั้งที่หัวใจโดนตัดเหยีบย่ำจนบอบช้ำ แม้ว่าเขาจะไปเพื่อสิ่งที่ดี แม้ว่าเขาจะไปเพื่ออนาคตของเขาเอง แต่รับรู้ไว้เถิดใจอีกดวงมันเจ็บช้ำทรมานแสนสาหัสเหลือเกิน

ภูมิบุญบินไปเชียงใหม่กับโตโต้และคุณอนิรุธโดยไม่บอกให้ใครในบริษัทรู้ โตโต้โทรไปสั่งงานที่เชียงใหม่บอกให้แจ้งภานุคนที่ภูมิบุญสงสัยวานให้เขามาทำธุระในเมืองเพื่อที่จะไม่ให้เขาสงสัยหรือไหวตัวทัน พอถึงเชียงใหม่ตอนสิบเอ็ดโมงกว่าก็ตรงไปยังรีสอร์ททันที การก่อสร้างแล้วเสร็จไปเกือบเก้าสิบเปอร์เซนต์แล้ว ทั้งสามแยกกันออกเดินตรวจงานโดยมีเอกสารในมือเป็นพิมพ์เขียวกับเอกสารการสั่งซื้ออยู่ในมือ


"นี่มันไม้อัดทั้งนั้นเลยนี่ เลวที่สุด"

ภูมิบุญเอามือเคาะตามผนังห้องในส่วนที่เป็นไม้ตกแต่งตามผนังห้อง ยิ่งเดินดูยิ่งเห็นว่าวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างมันของราคาถูกเกรดไม่ได้ตามมาตรฐานที่ทางบริษัทวางเอาไว้ ภูมิบุญถ่ายภาพเก็บตัวอย่างใส่ถุงกระดาษกลับไป ส่วนโตโต้เองก็สีหน้าเคร่งเครียดเช่นกัน คุณอนิรุธกำลังง่วนอยู่กับคอมพิวเตอร์ส่วนตัวนิ้วเคาะแป้นแต่คอกับบ่าก็หนีบโทรศัพท์คุยอยู่กับอีกฝั่ง น่าจะเป็นลูกน้องหรือเพื่อนร่วมงานเพราะเห็นสั่งงานกันอยู่

"เลวมาก ดูมันทำกับเราสิมันเล่นเอาทุกอย่างเลย ไม่ได้ตามมาตรฐานสักอย่าง ชั่วช้าที่สุด"

โตโต้พูดขึ้นระหว่างนั่งรถกลับไปที่สนามบิน

"คุณโตโต้ดูรูปนี้สิครับ โคมไฟชุดนี้ตามใบสั่งซื้อ ตัวละสามแสน แต่ดูสภาพแล้วน่าจะไม่เกินพัน เกินไปจริงๆนะครับ"

ภูมิบุญเอากล้องดิจิตอลออกมาเลิ่อนภาพให้โตโต้ดู รายนั้นพอเห็นก็เม้มปากหนักเข้าหากัน สายตาแค้นเคืองเป็นอย่างมาก

"เราจะรออีกนานแค่ไหนครับคุณโตโต้ หลักฐานที่มีมันก็มากพอที่จะจัดการกับคนพวกนนี้แล้วนะ"

ภูมิบุญพูดออกมามองหน้าโตโต้

"พี่ขอไปดูที่เขาค้อด้วยหน่อย ไหนๆก็จะล้างเลือดแล้ว ขอเอาออกให้หมดเลยละกัน"

โตโต้ฉายแววตาเคียดแค้นออกมา คนพวกนี้มองไม่เห็นหัวมารดาของเขาเลยหรือ บริษัทนี้ตั้งมาด้วยความเหนื่อยยากของลูกผู้หญิงตัวคนเดียวเธอทำงานหนัก เพื่อที่จะก่อร่างสร้างตัว แต่คนพวกนี้กลับมาทำตัวเป็นริ้นไรคอยสูบเลือดสูบเนื้อกับแบบนี้หรือ โตโต้ขบกรามแน่นจนปูดโปน

"งั้นผมไปด้วยนะครับ จะได้ช่วยกันดู"

"ไม่เป็นไรภูมิ เดี๋ยวพวกมันจะสงสัยเอา ให้เรากลับไปทำงานตามปกตินั่นล่ะดีแล้ว เดี๋ยวพี่ไปกับคุณอนิรุธเอง"

โตโต้พูดออกมา ภูมิบุญนิ่งเงียบไป

"แล้วคุณโตโต้แน่ใจนะครับว่าที่เขาค้อไม่มีสายของพวกนี้อยู่"

ภูมิบุญพูดออกมา โตโต้หันขวับมามอง

"ไม่หรอกภูมิ พี่กะจะไม่เข้าไปในรีสอร์ทหรอก พี่ตั้งใจจะไปคุยกับซัพพลายเออร์"

"มันนานแล้วนี่ครับคุณโตโต้ ไม่ใช่เราหมดสัญญาไปแล้วเหรอครับ"

ภูมิบุญสงสัยเพราะตนไม่มีความรู้เรื่องนี้เท่าไหร่นัก

"ยังหรอกภูมิ ซัพพลายเออร์ก่อสร้างพี่ทำสัญญาไว้ห้าปี"

ทั้งสองสนทนากันอยู่เบาะท้ายโดยมีคุณอนิรุธนั่งหน้ากับคนขับรถ

"คุณโตโต้ครับ เราไม่เลยไปที่เขาค้อเลยล่ะครับ ไหนๆก็มาแล้ว"

คุณอนิรุธเอ่ยขึ้น โตโต้ฉายแววตาออกมา

"จริงสินะ ภูมิงั้นภูมิกลับไปคนเดียวก่อนนะ พรุ่งนี้เย็นๆเดี๋ยวพี่กลับ"

"เอ่อ ให้ผมไปด้วยไม่ได้เหรอครับ"

"อย่าเลยภูมิ เพราะภูมิต้องช่วยพี่ไปเตรียมเอกสารให้ทนายทางฝั่งโน้นนะ คุณวิโรจน์รออยู่ทางโน้นใช่ไหมคุณอนิรุธ"

"ครับ ผมบอกให้เตรียมเอกสารทุกอย่างไว้หมดแล้ว รอให้น้องภูมิกลับไปหาให้อีกนิดหน่อยครับ ตอนนี้เราหลักฐานเกือบครบแล้ว"

โตโต้หันไปหาอนิรุธ ฝ่ายโน้นก็เอี้ยวคอกลับมา ภุมิบุญพยักหน้าตาม พอทั้งสองไปส่งภูมิบุญขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯก็ขับรถเลยไปเพชรบูรณ์ ไม่ชอบการเดินทางคนเดียว ไม่ว่าจะทางไหน แต่ดีหน่อยที่นั่งเครื่องใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงแล้วอีกอย่างภูมิบุญไม่มีเวลามาปลีกวิเวกคิดอะไรเรื่อยเปื่อย หรือจะมานั่งเหงาอยู่เหมือนแต่ก่อนไม่ได้แล้ว แฟ้มเอกสารที่อยู่หน้าตักถูกเปิดออกปากกาสีสันฉูดฉาดป้ายลงไปตรงข้อความที่สำคัญ ทำอยู่นานเท่าไหร่ไม่รู้แต่พอรู้สึกตัวขึ้นมาเสียงพนักงานบนเครื่องก็ประกาศ ว่ากำลังจะจอดเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิแล้ว ภูมิบุญเก็บเอกสารเข้ากระเป๋าสะพายแล้วเตรียมตัวลงจากเครื่อง

"สวัสดีครับพี่วิโรจน์"

ภูมิบุญตรงจากสนามบินไปยังร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านพัฒนาการ ต้องนัดคุยกันนอกบ้านเพราะเรื่องนี้ยังไม่อยากให้คุณอภิสรารู้ คุณวิโรจน์หอบเอกสารกับโน๊ตบุ๊คมานั่งรออยู่ก่อนหน้าแล้ว ภูมิบุญเองก็หอบเอาเอกสารที่วานลุงหมายคนขับรถเอามาจากที่บ้านใส่รถมาด้วย ตอนมารับขากลับจากสนามบิน รวมถึงเอกสารที่ได้มาบางส่วนจากเชียงใหม่

"อืมหลักฐานแน่นมากครับคงดิ้นไม่หลุด"

หลังจากดูเอกสารเสร็จคุณวิโรจน์ก็เปรยออกมา

"ผมไม่อยากให้ใครหลุดไปได้สักคนนะครับ ตัวเล็กตัวน้อยอยากให้โดนให้หมด"

ภูมิบุญเองเม้มปากยิ่งดูเอกสารหลักฐานต่างๆยิ่งโกรธแค้น

"แล้วเรื่องไปถึงไหนแล้วครับคุณวิโรจน์"

"พี่อนิรุจส่งเรื่องให้ศาลไปสามวันก่อน ผมว่าอย่างช้าน่าจะวันพฤหัสนี้นะครับ หมายศาลก็น่าจะถึง เพราะพี่อนิรุจเขาเป็นเพื่อนกับอัยการ"

"ดีครับ ผมไม่อยากให้พวกนั้นได้ตั้งตัว กลัวว่าจะไหวตัวทัน"

"ไม่ต้องห่วงครับน้องภูมิ"

ทั้งสองอยู่สนทนากันจนเวลาสองทุ่มกว่าภูมิบุญให้ลุงหมายมาส่งแล้วบอกให้กลับไปก่อนได้เลย ฝากบอกทางบ้านว่านัดคุยงานกับดีลเลอร์ พอกลับถึงบ้านก็ไปทำธุระส่วนตัวเสร็จก็เข้าไปคุยกับนายใหญ่ของบ้าน

"ภูมิช่วงนี้ที่ทำงานมีอะไรกันหรือลูกป้าเห็นหน้าเครียดๆกันทั้งสองคนเลย มีเรื่องกับพี่เขาเหรอ"

"เปล่าครับคุณท่าน ภูมิหน้าเครียดไปเหรอครับ น่าจะเป็นเอกสารที่เยอะไปหน่อยล่ะครับ แต่ภูมิไม่ได้
เครียดนะครับคุณท่าน"

"อืม มีอะไรหรือเปล่าลูกบอกป้าได้นะ"

ภูมิบุญเม้มปากแน่นแม้จะพยายามปิดแต่รู้ดีอยู่แก่ใจว่าคุณอภิสราไม่ใช่คนโง่

"ครับ ถ้ามีอะไรภูมิจะบอกคุณท่านก่อนใครครับ แต่ตอนนี้ภูมิขอศึกษาตรวจงานดูให้แน่ชัดก่อน"

"ป้ารู้นะภูมิว่าเรื่องอะไร"

คุณอภิสราโพล่งขึ้นมาภูมิบุญมองหน้าคนพูดทันที สายตาโตขึ้นไม่คาดคิดกับสิ่งที่ได้ยิน

"คุณท่านรู้เหรอครับ"

"ป้าพอจะดูออกนะว่าเรื่องอะไร เรื่องคนโกงบริษัทใช่ไหม"

ภูมิบุญอ้าปากค้างมองหน้าคุณอภิสราตาค้าง

"ป้าพอรู้มาตั้งนานแล้วล่ะ ตั้งแต่มอบอำนาจให้ตาโต้ดูแล คนเก่าแก่ใช่ไหมที่ทำ"

น้ำเสียงเรียบราบแต่มันแฝงไปด้วยความฉลาดล้ำลึก ภูมิบุญเม้มปาก

"ภูมิกำลังดำเนินเรื่องอยู่ครับคุณท่าน อยากเรียนให้ทราบนานแล้ว แต่ยังไม่มั่นใจ อยากให้แน่ใจกว่านี้ก่อน เกรงว่าคุณท่านจะไม่สบายใจ"

ภูมิบุญพูดออกไปสายตายอมจำนน

"ป้าไม่ว่าอะไรหรอกลูก ทำไมกันนะจะทำยังไงคนโกงเหล่านี้มันถึงจะหมดไปเสียที จ้างเขาเงินเดือนก็ไม่ใช่น้อย ดูแลก็ไม่ใช่ไม่ดี นี่ป้าทำอะไรบกพร่องไปหรือเปล่าลูกบอกป้าที"

น้ำเสียงตัดพ้อระบายออกมา สายตาเหนื่อยหน่าย

"คุณท่านอย่าพูดแบบนั้นสิครับ คนเรามันไม่รู้จักพอต่อให้เราดีด้วยแค่ไหน มันก็ยังไม่รู้จักพอหรอกครับ ภูมิจะรักษาผลประโยชน์ของคุณท่านให้ได้มากที่สุด จะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาโกงง่ายๆอีกต่อไปแล้ว"

ยกริมฝีปากขึ้น คุณอภิาราเอื้อมมือมาจับมือของภูมิบุญ

"ภูมิ ป้าภูมิใจนะ เราโตขึ้นมาก ป้าภูมิใจเหลือเกิน"

"ขอบพระคุณคุณท่านนะครับที่เมตตาให้โอกาสภูมิกับแม่"

ภูมิบุญก้มลงกราบที่ตักของคุณอภิสรา รายนั้นน้ำตาซึมลูบหัวอยู่ ภูมิบุญเองก็มีน้ำตารื้นออกมาเต็มตาเช่นกัน พอกลับถึงห้องก็รีบเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อจะคุยกับคนรัก แต่รออยู่นานแทนทวีก็ไม่ยอมออนเสียที พอไม่เห็นก็ใจสั่นไหวไป นี่เขาเป็นอะไรไปหรือ ยังงอนไม่หายแต่ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะปกติแทนทวีไม่เคยงอนภูมิบุญเลย หรือว่าอ่านหนังสือหนักเลยไม่มีเวลา ทั้งที่ใจสั่นไหวไปแต่ก็ส่งข้อความออฟไลน์ไปหา

"อ่านหนังสือเหรอครับพี่แทน คิดถึงจังครับ"

"รักษาสุขภาพด้วยนะภูมิเป็นห่วง"

พยายามบอกตัวเองให้คิดไปในทางดีทางบวก แต่ใจเจ้ากรรมจะเชื่อไหมว่าทั้งที่พยายามคิดไปในแง่ดีแล้ว แต่ก็ไม่แคล้วจะหวาดระแวง ทั้งที่ไม่เคยมีความคิดนี้อยู่ในใจมาก่อน

พอวันอาทิตย์โตโต้ก็ยังไม่กลับจากเพชรบูรณ์ โทรศัพท์มาบอกภูมิบุญแต่เช้าว่าอยากอยู่ต่ออีกสักวันเพราะยิ่งอยู่ยิ่งเห็นอะไรที่น่าจะเอามาเป็นหลักฐานผูกมัดคนโกงให้ดิ้นไม่หลุด รายชื่อที่เขาเอ่ยมาล้วนแล้วแต่ตำแหน่งใหญ่โตในบริษัท ภูมิบุญเองก็ตกใจที่ได้ยิน วันนี้จึงนัดกับคุณวิโรจน์อีกครั้งหลังจากที่ได้เมล์จากโตโต้ เขาสแกนเอกสารที่สำคัญส่งให้ภูมิบุญก่อน ภูมิบุญเตรียมเอกสารหร้อมแล้วก็ออกจากบ้านโดยนั่งแท็กซี่ไปที่นัดพบที่เดิม

"คราวนี้ไม่หลุดแน่ครับน้องภูมิ"

"คุณวิโรจน์ครับ เราแค่จะฟ้องร้องพวกนั้นเฉยๆเหรอครับ แล้วเงินที่เราโดนโกงไปล่ะครับ"

ภูมิบุญยังอดคิดถึงข้อนี้ไม่ได้

"อ้อ ไม่ต้องเป็นห่วงครับ เราจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายคืนสองเท่า ถ้าหากว่าเงินมันแปรสภาพไปเป็นทรัพย์สินส่วนอื่น เราก็จะยึดทรัพย์สินนั้นทั้งหมดครับ"

รู้สึกใจหายกับสิ่งที่ได้ยิน นี่มันเลวร้ายขนาดนี้เชียวหรือ "ยึดทรัพย์สิน" ฟังดูมันรุนแรงโหดร้ายเหลือเกิน แต่ก็สาสมแล้วที่คนพวกนี้ได้กระทำไว้กับบริษัทที่โอบอุ้มให้ที่ทำงาน ให้เงิน แต่พวกเขาไม่รู้จักพอเอง

"เอ่อ ถ้าหากว่าเขาไม่มีทัรพย์สินคืนเราล่ะครับ"

"เราก็ฟ้องล้มละลายบุคคลนั้นครับ เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะทำธุรกรรมอะไรได้อีกเลยในประเทศนี้"

"ฟ้องล้มละลาย"

ภูมิบุญร้องขึ้น รู้สึกร้อนๆหนาวๆหวั่นในใจ เคยได้ยินแต่ในข่าว นี่มันแย่ขนาดนี้เชียวหรือ การโกงไม่ใช่สิ่งดี นี่น่ะหรือคือผลกรรมของการคิดคดโกง

"เป็นอะไรหรือเปล่าครับน้องภูมิ หน้าซีดเชียว น้องภูมิไม่ต้องกลัวหรอกนะครับ คนทำเลวก็ย่อมได้รับผลกรรมแบบนี้ล่ะครับ"

วิโรจน์พูดหน้าตาเฉย เขาคงเคยเจอกับกรณีแบบนี้มานับไม่ถ้วนแล้วเพราะเขาเป็นทนาย แต่ภูมิบุญเพิ่งจะทำงานได้ไม่ถึงเดือน แต่เขาต้องมารับรู้เรื่องราวที่ใหญ่โตที่สุดในสายงาน จิตใจที่สั่นไหวไปมันย่อมเป็นธรรมดา

"เอาเถอะ ไหนๆมันก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ขี่หลังเสือแล้วคงลงไม่ได้ง่ายๆสินะ"

ภูมิบุญบอกกับตัวเองแล้วคิดไปในแนวทางใหม่ แม้จะรู้สึกเห็นใจบุคคลเหล่านั้น แต่มันสาสมแล้วกับผลที่พวกเขาจะได้รับ ยกริมฝีปากสูงขึ้นอีกครั้ง ยิ้มแสยะออกมา

พอวันจันทร์ภูมิบุญก็ไปทำงานตามปกติ โตโต้ยังไม่กลับจากเพชรบูรณ์แต่เขายังไม่โทรศัพท์มาหา ภูมิบุญก็อดไม่ได้ที่จะเป็นห่วง เพราะเขาหายไปถึงสามวันสองคืนแล้ว น่าประหลาด สามปีที่ผ่านมาเขาเองเป็นคนที่ภูมิบุญเห็นหน้าอยู่ทุกวัน จะว่าไปแล้วโตโต้มาให้ภูมิบุญเห็นหน้ามากกว่าแทนทวีเสียอีก แม้ภูมิบุญเองจะไม่ไว้ใจกับสิ่งที่เคยพานพบมา กับสิ่งที่เขากระทำไว้กับภูมิบุญเมื่ออดีต ไม่เคยไว้ใจไม่เคยปันใจ แต่เพลานี้ก็อดไม่ได้ที่จะเป็นห่วง

"คุณโตโต้ เป็นยังไงบ้างครับ"

หลังจากที่คิดไตร่ตรองอยู่นานจึงกดโทรศัพท์ไปหาเขาทันที

"เป็นห่วงพี่เหรอครับภูมิ ดีใจจัง"

คำแรกที่พูดออกมาทำให้ภูมิบุญอยากจะวางสายไปเสีย จากน้ำเสียงดูท่าเขาคงสบายดี

"เอ่อ"

"พอดีพี่กำลังให้คนรื้อเอกสารจากบัญชีอยู่น่ะครับ บอกว่าศุลกากรมาตรวจบัญชี พอดีคุณอนิรุจเขามีเพื่อนเป็นปลัดอยู่ที่นี่จึงขอความร่วมมือ"

"ปลัด" พอได้ยินคำนี้ภูมิบุญก็นิ่งเงียบไป คนๆหนึ่งที่เป็นอดีตไปนานแสนนานผุดขึ้นในห้วงความคิด เพราะเขาปมในใจมันถึงไม่ยอมจางหายไปสักที เพราะเขาปมในใจมันจึงลบล้างไม่ออกเสียที

"ภูมิ เป็นอะไรหรือเปล่าเงียบจัง"

"อ้อ เปล่าครับ คุณโตโต้จะกลับมาเมื่อไหร่ครับ"

ภูมิบุญเปลี่ยนเรื่องไป สะดุ้งออกมาถอนหายใจ

"คงเย็นนี้ครับ พี่ฝากบริษัทด้วยนะ"

"ครับ งั้นเราเจอกันเย็นนี้นะครับ"

ภูมิบุญตัดบทไม่อยากจะสนทนาอะไรมากนักกับเขา เพราะภูมิบุญเองไม่ได้คิดอะไรแต่จิตใจเขาภูมิบุญไม่รู้ ขอให้เขาคงระดับความเกลียดชังไว้ในใจอย่าได้คิดในแง่ดีกับภูมิบุญเลย ขอให้รู้สึกยังไงก็ให้คงไว้อย่างนั้น เพราะเขาเองก็คงระดับนั้นไว้อยู่ในใจเช่นกัน

"ภูมิ เราว่าเราไปเปิดบริษัทตรวจสอบบัญชีดีไหม เนี่ยยิ่งตรวจยิ่งเจอ สนุกเป็นบ้าเลย"

พลอยร้องขึ้นเมื่อเจอหน้าเพื่อนรัก

"เจอเยอะเลยเหรอพลอย"

"โอ๊ย เกือบทุกรายการ ไม่รู้มันโกงเอาไปซื้อโครงการอะไรกันหรือยังไง เล็กๆน้อยก็เอา เรามานั่งๆคิดดู ขำว่ะคนเรา"

"คนโกงนี่พลอย เข็มเล่มเดียวเขาจะเอา ยังไงเขาก็จะเอา"

ภูมิบุญพูดขึ้นพลอยยิ้มร่าออกมา

"อืมใช่ แล้วเป็นยังไงบ้างเชียงใหม่ สวีตกันไหม"

"บ้าเหรอ ไปทำงานนะพลอย ไม่มีทางหรอก"

"อ่ะจ้า พ่อคนใจเดียว แล้วบอสผ้าห่มนวมเรายังไม่มาเหรอ"

พลอยล้อเลียนอย่างสนุกสนาน

"ยัง คงตอนเย็นล่ะ นี่ก็อยู่เพชรบูรณ์"

"คงเจออะไรเข้าล่ะสิ เพราะเราตรวจดูบัญชี เพชรบูรณ์นี่โกงเยอะกว่าเชียงใหม่อีกนะ"

"เออ พลอยเรียกลุงเดินเอกสารให้หน่อยสิ"

ภูมิบุญเอ่ยออกมา

"มีอะไรเหรอภูมิ"

"ฝากบอกลุงด้วยนะ ถ้ามีเอกสารหรือจดหมายมาถึงพนักงานบริษัทให้เอามาให้เราก่อน"

"หือ ทำไมล่ะ"

"หมายศาลไงพลอย เราไม่อยากให้พวกนั้นไหวตัวทัน อยากให้หงายหลังกันทุกคน"

น้ำเสียงที่เปล่งออกไปทำให้พลอยตาค้าง แต่แค่ครู่เดียวก็ยิ้มออกมา

"ถึงเวลาแล้วสินะ ไอ้พวกชาติชั่ว ออกไปให้พ้นๆเสียที"

พลอยพูดออกมาสายตาไม่ต่างจากเพื่อนรักเลยแม้แต่น้อย ภูมิบุญเดินเข้าไปในห้องทำงาน สักพักก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น

"ทำไมยะ แกก็เรียกนายแกให้ออกมาสิถ้าแกไม่อยากให้ชั้นเข้าไป นังเลขาฯ"

เมย์นั่นเองเธอถือแฟ้มเซ็นเอกสารอยู่ในมือ

"มีอะไรกันพลอยเสียงดังเชียว"

"ชั้นมาเสนอเซ็น แต่บอกเลาขาเธอหน่อยนะ ว่าหัดมีมารยาทบ้าง"

เมย์เบะปากใส่พลอย รายนั้นอ้าปากกำลังจะพูดภูมิบุญหันมามองแล้วส่ายหน้าให้ พลอยจึงยอมสงบลง

"เชิญครับคุณเมย์"

ภูมิบุญผายมือเข้าไปในห้อง เมย์สะบัดหน้าใส่พลอยแล้วเดินเข้าไปไม่ได้สนใจใคร

"เอกสารอะไรครับ"

"อ้าว ก็ที่ให้ไปแก้ไงคะ"

"อ้อ ก็รอพรีเซนต์งานพร้อมคุณหินนี่ครับ จะมาเซ็นอะไรกัน"

"แหม น้องภูมิคะ เซ็นอนุมัติให้เอาไปทำแผนงานมาพรีเซนต์นั่นล่ะค่ะ คุณโตโต้ไม่ได้บอกไว้เหรอคะ หึหึ"

แสยะปากยิ้มออกมาอย่างเหยียดหยัน

"พรีเซนต์งานต้องเซ็นอนุมัติด้วยเหรอครับ ผมไม่ยักรู้"

"ค่ะ รู้ไว้ซะว่าที่นี่เขาทำกันแบบนี้ ทางเราแก้บัดเจ็ทเป็นสามล้านแล้วนะคะ ตัดออกทุกอย่าง จะได้ง่อยๆไงคะ"

ภูมิบุญเม้มปากหนัก แต่ก็ยิ้มออกมา

"ครับ ผมขอศึกษาดูก่อนนะครับ"

"อุ๊ย ไม่ได้ค่ะ เดี๋ยวก็ถึงวันพรีเซนต์แล้ว รอไม่ได้หรอกค่ะ"

"แต่เอกสารจะสมบูรณ์มันต้องมีสองลายเซนไม่ใช่เหรอครับคุณเมย์"

"อันนั้นคืออนุมัติว่าแผนงานของใครได้ไปไม่ใช่เหรอคะ อันนั้นชั้นทราบดี แต่อันนี้แค่อนุมัติให้ทางเราไปจัดเตรียมแผงงานมาพรีเซนต์ คราวก่อนคุณโตโต้ก็ทำแบบนี้นะคะ น่าจะถามกันหน่อย เสียเวลาคนอื่นเขานะคะน้องภูมิ"

น้ำเสียงที่กระแนะกระแหนอยู่ตลอดเวลาทำให้ภูมิบุญเม้มปากแน่นอดทนเอาไว้จนรู้สึกว่าหูเริ่มร้อน

"เดี๋ยวหินก็คงเอามาให้เซ็นเหมือนกันล่ะคะ"

"ครับ งั้นรอนอกห้องก่อนได้ไหม ผมขออ่านรายละเอียดดูก่อน"

ภูมิบุญบอกไป เมย์ยิ้มแล้วยอมลุกออกไปโดยง่าย

"แปลกจริง"

"คุณโตโต้ครับ ผมต้องเซ็นอนุมัติให้เขาแค่จะเสนอแผนงานด้วยเหรอครับ"

ภูมิบุญกดโทรศัพท์ไปถามโตโต้

"อ้อ ครับใช่ ดูบัดเจ็ทเขาดีๆนะภูมิ เหมือนเราพิจารณางานของเขาแล้วนะ วันพรีเซนต์ก็เหมือนเป็นการคอนเฟริมอีกที"

"แล้วของคุณหินล่ะครับ"

"ก็ทำเหมือนกัน หรือจะรอพี่ก็ได้นะพรุ่งนี้เดี๋ยวพี่ไปดูให้ ยังไงก็ต้องรอลายเซ็นพี่อยู่แล้ว"

พอวางสายจากโตโต้ภูมิบุญก็เปิดเอกสารดู สักพักหินก็นำเอกสารมาให้เซ็นเหมือนกัน บัดเจ็ทตั้งไว้ราคาเท่ากัน แต่รายละเอียดแตกต่างกัน ภูมิบุญไตร่ตรองอยู่ก่อนจะหยิบปากกาออกมาเซ็นที่เอกสารทั้งสองแผ่น ก่อนจะเรียกให้เขามรับคืนไป

วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2553

(Heroine) ที่นี่ไม่มีนายเอก ฉากห้าสิบสาม

พอพลอยเห็นสีหน้าของภูมิบุญที่กดลิฟท์ลงไปชั้นใต้ดินอีกครั้งก็ชักกลัวเพราะสีหน้าของภูมิบุญช่างต่างกับเมื่อครู่นี้มาก ใบหน้าบึ้งตึงสายตาจ้องมองประตูลิฟท์เหมือนมันทำอะไรขัดใจเอา

"ภูมิ เราออกไปกินกาแฟกันก่อนไหม"

พลอยร้องขึ้นเมื่อลิฟท์เปิดออก ภูมิบุญพยักหน้ารู้ตัวว่ากำลังโกรธจึงไม่อยากจะพูดอะไรมาก ทั้งสองลงไปส่งลุงที่ห้องเก็บเอกสารโดยบอกถึงเอกสารที่ต้องการแล้วกลับขึ้นไปชั้นล็อบบี้แล้วเดินออกมาจากบริษัทเดินไปข้างๆมีร้านขายกาแฟอยู่

"ภูมิๆ"

เสียงเรียกตามหลังมา

"ต๊อป"

ภูมิบุญกับพลอยหันไปแล้วร้องออกมาพร้อมกันเพราะคนที่กำลังวิ่งมากระหืดกระหอบคือต๊อปนั่นเอง

"ไปไหนกันเราไปด้วย"

"นายไม่ทำงานเหรอ"

ภูมิบุญถามเสียงเขียว

"ทำดิ แต่พี่เขาใช้ให้ไปซื้อกาแฟ ไปนั่งกินกาแฟก่อนไหมเบรคก่อน"

ต๊อปยังหอบอยู่ ภูมิบุญกับพลอยพยักหน้า

"อ้าวต๊อป นายเป็นคนซื้อกาแฟด้วยเหรอ ดีจังเนอะแผนกนาย"

"ไม่หรอกพลอย พอดีเราจะมาเข้าห้องน้ำ พี่เขาเลยวาน"

"เหรองั้นเราไปนั่งกินกาแฟก่อน คนบางคนกำลังจะลมออกหู"

พลอยกัดแล้วพยักเพยิดไปทางภูมิบุญ

"เออ ภูมิชื่อเสียงนายดังทั่วบริษัทแล้วนะ เห็นเขาบอกว่าแรง หึหึ เราว่าแล้วเชียวว่าต้องมีวันนี้"

"หือ หมายความว่ายังไงต๊อป"

ภูมิบุญหันขวับมา

"เปล่า ก็ตอนเรียนนายก็ดังนะเรื่องไม่ยอมใคร แผงฤทธิ์เสียจนหลายคนกลัวนะไม่รู้เหรอ คณะเรามีหลายคนนะชอบภูมิ แต่กลัวกันเลยไม่มีใครกล้าจีบ"

"แหมพูดเหมือนนายรู้ดีเนอะต๊อป"

"รู้ดิ เพราะเราก็ชอบภูมิ"

ต๊อปพูดออกมาภูมิบุญทำหน้าเจื่อนไปแต่ก็ตีสีหน้าเป็นเหมือนเดิม

"อย่ามาล้อเล่นนะต๊อป เดี๋ยวเราก็เอาจริงหรอก เออ งานเป็นยังไงบ้าง"

ภูมิบุญเปลี่ยนเรื่องเพราะไม่อยากจะไปหว่านเม็ดอะไรลงไปในทราย ไม่งอกก็นับเป็นบุญแต่ถ้างอกขึ้นมาเรื่องเวียนหัวบาปกรรมก็ตั้งตระหง่านรออยู่ข้างหน้า

"ก็ดีนะ แผนกเราพี่ๆน่ารัก ไม่เหมือนแผนกบัญชี"

"หือ ทำไมล่ะแผนกบัญชีทำไม"

ภูมิบุญสนใจขึ้นมาพลอยเองก็ทำตาโต

"ไปนั่งคุยกันในร้านกาแฟดีกว่าเราร้อน"

ท่าทางของต๊อปไม่ได้ระแคะระคายอะไรเพราะสีหน้าที่แสดงออกมาเหมือนว่าเขาจะไม่รู้เรื่องที่ทั้งสองคนกำลังค้นหาความจริงอยู่

"เอาล่ะเล่าให้ฟังหน่อยสิต๊อป ว่าพี่ๆเขาว่ายังไงบ้างเกี่ยวกับแผนกบัญชี"

พลอยเป็นคนเริ่ม ภูมิบุญยังสงวนท่าทีอยู่

"ก็เห็นพี่ๆเขาว่าแผนกบัญชีทำตัวเป็นเอกเทศ ใหญ่สุดในบริษัทคุณโตโต้ยังเกรงเลยนะ มีตัวเป้งๆอยู่หลายคน"

ภูมิบุญมองหน้าพลอยสบตากัน

"ใครบ้างล่ะต๊อป"

พลอยดันประเด็นให้ร้อนขึ้น

"ก็ตัวใหญ่สุดน่าจะเป็นพี่น้อย รองลงมาก็ผู้ช่วยเขาสองคนนั่นล่ะมั๊ง ก็พี่สายใจกับพี่อ้อม"

ทั้งสองชื่อภูมิบุญกับพลอยยังไม่เคยเห็นหน้า

"เหรอ เขาใหญ่มากเลยเหรอ"

ภูมิบุญพุดขึ้นบ้าง

"เราก็ไม่รู้นะเรื่องนี้ แต่เห็นพี่ๆเขาบอกว่า เหมือนอำนาจการตัดสินใจครึ่งหนึ่งอยู่ที่แผนกบัญชีนี่ล่ะ ใครอย่าได้ไปขัดใจนะ พี่เขาบอกว่าเวลาคุณโตโต้เซนต์อนุมัติมาแล้ว แต่ถ้าแผนกบัญชีไม่พอใจใครกว่าจะตีเช็คออกมารอไปเถอะ"

"หือ มีแบบนี้ด้วยเหรอ แสดงว่าเขาไม่ได้สนใจลายเซนต์ของคุณโตโต้เลยสิ"

"เห็นพี่ๆบอกว่าคุณโตโต้เองก็เกรงคุณน้อยอยู่เหมือนกัน เพราะแกเป็นคนเก่าแก่ตั้งแต่สมัยคุณแม่ของคุณโตโต้ คงเกรงใจน่ะภูมิ"

ต๊อปดูดกาแฟเย็นในแก้ว ภูมิบุญเม้มปาก

"ต๊อป เราถามหน่อยสิ แผนกนายมีใครที่แปลกๆบ้างไหม"

ภูมิบุญถามขึ้นมองหน้าต๊อปจริงจัง

"แปลกยังไงล่ะภูมิ ท่าทางเหรอ"

"ก็รวยขึ้นผิดปกติ หรูขึ้นมากอะไรแบบนี้อ่ะต๊อป แต่ถ้าท่าทางแปลก นายนั่นล่ะที่แปลก"

พลอยดอดขึ้น ต๊อปหัวเราะออกมา

"แหมพลอย เราแค่สูงไปหน่อย หัวฟูอีกต่างหาก ไม่แปลกหรอกน่า"

"ผมหยิกๆแบบนี้ก็ดีแล้วนี่ต๊อป"

ภูมิบุญพูดขึ้น ต๊อปหันมายิ้มทำตาหวานให้

"ว่ามาๆพ่อคุณอย่ามาทำตาหวาน แฟนเค้าอยู่เมืองนอกจ๊ะ นายหมดสิทธิ์"

พลอยขัดจังหวะ ภูมิบุญเองก็รู้สึกผิดที่พูดแบบนั้นออกไป ต๊อปหน้าเจื่อนลง

"ถ้ารวยขึ้นน่าจะเป็นพี่ภานุนะเห็นพี่ๆเขาบอกว่าออกบีเอ็มซีรี่เจ็ดเชียวนะพลอย แต่เราไม่เคยเห็นหน้าเขาหรอกนะ เพราะเขาเป็นคนไปดูงานที่เชียงใหม่ ตั้งแต่เราเข้ามาทำที่นี่จะสองเดือนแล้วเรายังไม่เคยเห็นเลยอ่ะ"

"มีใครอีกไหม"

ภูมิบุญพูดขึ้นน้ำเสียงจริงจัง

"มีอะไรหรือเปล่าภูมิ"

ต๊อปชักสงสัยมองหน้าภูมิบุญ

"ตอนนี้ยังหรอกต๊อป แต่เรื่องวันนี้อย่าไปเล่าให้ใครฟังนะเราขอร้อง"

"หือที่เรามาคุยกับภูมิน่ะเหรอ โอ๊ยเราไม่พูดหรอก มีอะไรให้เราช่วยบ้างไหมล่ะ ท่าทางคงมีอะไรแน่ๆเราว่านะ"

ต๊อปพูดขึ้นแล้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

"งั้นเราวานต๊อปช่วยดูคนในแผนกออกแบบให้เราหน่อยสิ"

ภูมิบุญพูดออกไปพลอยมองหน้าภูมิบุญทันที ภูมิบุญพยักหน้าให้พลอย

"ดูอะไรล่ะภูมิ"

"เรื่องนี้เป็นความลับนะต๊อป เราไว้ใจนายในฐานะที่เราเรียนจบมาจากสถาบันที่ทรงเกียรติเดียวกัน อีกอย่างในฐานะที่นายเป็นเพื่อนเรา"

ภูมิบุญเว้นจังหวะแต่สายตายังจับจ้องปฏิกริยาของต๊อปอยู่ พยายามพูดอ้อมเน้นสิ่งยึดเหนี่ยวใจของนิสิตสถาบันเดียวกันเน้นย้ำให้เขาฮึกเหิมขึ้นมา

"เราคิดว่ามีคนกำลังโกงในบริษัทของเรา อยากให้นายช่วยเป็นหูเป็นตาให้เราหน่อย ถ้าเห็นว่าใครทำตัวน่าสงสัย ให้นายคอยสังเกตว่าเขาทำอะไรบ้าง มีหลักฐานอะไรจะสาวถึงตัวเขาได้ไหม ช่วยเราหน่อยนะต๊อป เราเพิ่งเข้ามาอย่างที่นายรู้มีแต่คนเขม่นเราเพราะเรายังเด็ก อีกอย่างก็มาอยู่ในตำแหน่งที่ใครๆหลายคนหมายปอง เราไม่มีพวกเลยนะต๊อป"

ปลายประโยคเติมเสียงอ้อนเข้าไปทำให้ต๊อปมองหน้าภูมิบุญอย่างเห็นใจในหัวอกเดียวกัน

"ทำไมเด็กกว่าแล้วมีความรู้ความสามารถ เป็นกันซะแบบนี้บริษัทหลายที่มันถึงไม่เจริญ เราไม่คิดเลยนะว่าที่นี่ก็จะเป็น"

ต๊อปพูดออกมาน้ำเสียงหนักแน่น ภูมิบุญยิ้มในใจ

"ไม่ต้องห่วงหรอกภูมิ เดี๋ยวเราเป็นพวกนายเอง ไม่ว่าภูมิจะอยู่ฝ่ายไหน เราจะอยู่กับภูมิ"

"อะแฮ่ม"

พลอยกระแอมขึ้น จากที่กำลังตาหวานต๊อปก็หัวเราะออกมา เขาเป็นคนอารมณ์ดีมองโลกในแง่ดี ภูมิบุญเองก็ไม่ได้คิดที่จะใช้เขาแต่ก็อยากจะได้พวกเพราะตอนนี้เขารู้สึกว่าเขาต่อสู้อยู่เพียงลำพัง แม้จะมีคุณโตโต้คอยหนุนหลังให้และพลอยคอยสนับสนุน แต่เป้าใหญ่คือตัวของภูมิบุญเอง ทั้งสามกลับเข้าไปในบริษัท ภูมิบุญกับพลอยกลับลงไปชั้นใต้ดินเพื่อขนเอกสารกลับขึ้นที่ทำงานของตน ส่วนต๊อปก็แยกไปแล้ว พอเดินกลับมาถึงหน้าห้องโตโต้ก็ต้องแปลกใจเพราะเห็นคุณอนิรุธนั่งรออยู่ที่เก้าอี้หน้าโต๊ะของพลอย

"อ้าวคุณอนิรุธคะ ประชุมเสร็จแล้วเหรอคะ"

"อ้อ ยังหรอกครับ พอดีคุณน้อยมาพบคุณโตโต้"

"คุณน้อย"

ทั้งสองมองหน้ากันภูมิบุญเม้มปากหนัก พอดีกับโตโต้เปิดประตูออกมา

"อ้าวภูมิ พี่ขอคุยอะไรด้วยหน่อยสิ"

โตโต้เหมือนจะเดินออกมาตามพลอยแต่พอเจอตัวภูมิบุญก็ร้องเรียก ภูมิบุญเม้มปากหนักแล้วเดินเข้าห้องไป

"ครับคุณโตโต้"

น้อยนั่งหันหลังให้ตัวโยนสั่นอยู่เหมือนกำลังร้องไห้ สีหน้าของโตโต้เหมือนเหนื่อยหน่ายมองหน้าภูมิบุญเรียบเฉย

"คือพี่น้อยเขาบอกว่าภูมิไปว่าเขาถึงออฟฟิศเลยเหรอภูมิ เรื่องมันเป็นยังไงเล่าให้พี่ฟังซิ"

พอได้ยินก็ถึงกับแสยะยิ้มออกมา ภูมิบุญเดินไปที่ที่เคยยืนเมื่อตอนฉะกับแพรมองหน้าน้อยที่กำลังบีบน้ำตาก้มหน้าร้องไห้อยู่

"ตายจริง คุณน้อยคิดไปแบบนั้นเหรอครับ ผมต้องกราบขอโทษคุณน้อยนะครับ ผมนี่แย่จริงๆ เพิ่งเข้ามาก็ไปทำให้คุณน้อยเข้าใจผิดเสียแล้ว ไม่เจียมตัวเอาเสียเลย"

น้ำเสียงของภูมิบุญไม่ได้สำนึกผิด ความเสแสร้งมันเปล่งออกไปจนน้อยก้มหน้ากัดฟันอยู่

"พี่ไม่ได้มาฟ้องนะคะน้องภูมิ พี่น้อยทำงานที่นี่มานาน ไม่เคยเจอรุ่นน้องไปว่าถึงที่ออฟฟิศ พี่ตกใจน่ะค่ะน้องภูมิ"

"อ้อเหรอครับ งั้นผมขอโทษคุณน้อยอีกทีนะครับ ขอโทษจริงๆที่พูดว่าคุณน้อยเทรนพนักงานให้ไม่รู้จักสัมมาคารวะ ให้คุณอ้อยืนชี้หน้าด่าลุงเดินเอกสาร ทั้งที่อายุรุ่นปู่รุ่นตา แต่เหมือนกับด่าว่ารุ่นน้องหรือคนรุ่นราวคราวเดียวกันอยู่นะหรือครับ หรือที่ผมบอกว่าที่คุณน้อยบอกว่าวัฒนธรรมองค์กรของที่นี่นับถือกันตามตำแหน่งไม่สนใจระบบอาวุโสหรือเปล่าครับ ตายจริงผมเสียใจจริงๆ ผมขอโทษนะครับคุณน้อย"

ภูมิบุญยกมือขึ้นไหว้แต่ใบหน้ากลับยิ้มแสยะออกมา น้อยเงยหน้าขึ้นมองฉายแววตาเกลียดชังออกมาอย่างไม่มีปิดบัง

"ดูสิคะ คุณโตโต้ น้องภูมิทำไมก้าวร้าวแบบนี้ พี่น้อยไม่เคยเจอ พี่น้อย ฮึกๆ"

เสแสร้งร้องไห้ออกมา โตโต้หันมามองหน้าภูมิบุญแล้วยักไหล่ให้เหมือนรู้กันกับภูมิบุญ

"เอาเถอะครับคุณน้อย ยังไงน้องเขาก็ขอโทษแล้ว น้องเขาไม่มีประสบการณ์น่ะครับ คุณน้อยอย่าถือสาเลยนะครับ"

โตโต้พูดออกไป ภูมิบุญเม้มปากแน่น

"พี่ไม่ว่าอะไรหรอกค่ะคุณโตโต้ แต่รบกวนคุณโตโต้บอกน้องภูมิหน่อยนะคะ ว่าเกรงใจแผนกพี่บ้าง อย่างน้อยก็เห็นแก่หน้าพี่บ้างก็ยังดี"

"ครับ"

โตโต้ตอบรับ น้อยยิ้มออกมาทั้งที่ก้มหน้า

"เกรงใจสิครับคุณน้อย ผมคงไม่ทำเหมือนบางคนหรอกครับ ทั้งที่คุณท่านไว้ใจเมตตาแต่กลับไม่รู้จักพอ เป็นทาสเงิน อยากได้ยศได้อำนาจโกงหน้าด้านๆ คนๆนั้นสิครับน่าจะไว้หน้าคุณท่านบ้าง"

"ภูมิ"

โตโต้ร้องปรามสายตาดุดันขึ้นมาทันที

"น้องภูมิหมายถึงใครคะ"

"เอาเถอะครับคุณน้อย อย่าใส่ใจเลยครับ น้องภูมิเขาเป็นคนแบบนี้ล่ะครับ ขอโทษคุณน้อยซะภูมิ"

นานแล้วที่ไม่ได้ยินเสียงดุห้วนๆแบบนี้จากปากของโตโต้ ภูมิบุญเม้มปากหน้าเสียไป นี่เขาเป็นอะไรไป หูหนวกตาบอดหรือยังไง

"ขอโทษครับคุณน้อย ผมคงเครียดไปหน่อยน่ะครับ"

ภูมิบุญยอมยกมือขึ้นไหว้อีกครั้งกัดฟันแน่น ในใจก็โกรธแค้นอยู่ ไม่ใช่หญิงวัยกลางคนที่นั่งอยู่ต่อหน้าแต่เป็นชายที่ยืนอยู่ข้างๆเขานี่เอง พอน้อยออกจากห้องไปภูมิบุญก็กลับไปนั่งลงที่โต๊ะหน้าตาบอกบุญไม่รับ

"ภูมิ เป็นยังไงบ้างเจออะไรไหมที่ไปดูเอกสารน่ะ"

ภูมิบุญทำเป็นหูทวนลมไม่ได้ยินในสิ่งที่เขาพูด

"ภูมิ"

โตโต้เดินมาประชิดตัว

"เจอครับแต่คงไม่มีประโยขน์อะไร"

"อ้าวทำไมล่ะครับ"

ภูมิบุญสะบัดเสียงไม่มองหน้าเพราะรู้ดีว่าตัวเองกำลังโกรธ แต่อีกฝ่ายกลับยิ้มออกมา

"ก็ในเมื่อคุณไม่สนใจผมจะหาไปทำไมล่ะครับ ปล่อยให้คนพวกนั้นโกงไปเถอะ เพราะผมทำแบบนี้คนพวกนั้นก็เกลียดผมเข้าไส้อยู่แล้ว พอกันทีผมไม่อยากให้ใครเกลียดอีกแล้ว"

ภูมิบุญพูดออกมาเม้มปากแน่น

"ฮ่าๆๆ ภูมิฟังพี่นะ"

โตโต้หัวเราะออกมาเสียงดังจนภูมิบุญต้องเงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาที่ขุ่นมัว

"เรามองสีหน้าพี่ไม่ออกเลยเหรอ ภูมิคิดว่าพี่พอใจจะเก็บยัยแก่นี่ไว้ให้มันโกงได้อีกเหรอ แต่ตอนนี้เราไม่มีหลักฐานอะไรนะภูมิอย่าลืมสิครับ เราอย่ากระโตกกระตากไปเดี๋ยวไก่ตื่น แต่ที่ภูมิเปิดฉากกับเขาน่ะพี่ก็เห็นด้วยนะ ปัญหานี้พี่ก็ไม่เคยรู้มาก่อน ดีจะได้สะสางกันไปทีเดียว ตอนนี้พี่ให้คุณอนิรุธกำลังทำเรื่องส่งศาลฟ้องร้องอยู่ หลักฐานก็กำลังรวบรวม สายพี่รายงานว่ามีอยู่เกือบสิบคนเชียวนะที่โกง ยกโขยงกันออกแน่คราวนี้"

โตโต้พูดออกมา ภูมิบุญถึงกับอึ้งมองเขาผิดไปจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าท่าทางที่เขาดูเหลาะแหละแต่จริงแล้วไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ เขารอเวลาอยู่หรือ

"คุณโตโต้รู้เหรอครับว่าใคร"

"รู้สิภูมิ รู้มานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งรู้ แต่พอเราเข้ามานี่ล่ะ เรื่องที่พี่กำลังสืบมันก็แดงออกมา"

"แล้วทำไมไม่บอกผมสักคำ"

ภูมิบุญขึ้นเสียง

"อ้าว ก็เราเจอตั้งแต่มาทำงานวันแรก เรานะผิดที่ฉลาดเกินไป ฮ่าๆๆ แต่ดีครับพี่ชอบ พี่ว่าพวกนั้นคงรู้ตัวแล้วล่ะ"

โตโต้ทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่ ภูมิบุญเองก็นิ่ง

"ถ้าอย่างนั้น ผมไม่น่าออกตัวไปแบบนั้นเลยนะครับ"

"ไม่หรอกภูมิ เอาเถอะรู้ตัวก็ดีจะได้ฟันได้ถูกตัว คงคิดว่าพี่ไม่มีน้ำยาสินะคนพวกนี้"

โตโต้พูดออกมาแล้วยิ้มที่มุมปาก

"แล้วเราจะเอายังไงต่อไปครับคุณโตโต้"

"ภูมิ ก็ค้นเอกสารให้พี่ให้ได้มากที่สุด ส่วนพี่ก็จะให้สายเอาข้อมูลมาให้เช่นกัน คงปลายเดือนนี้ล่ะรู้เรื่องกันอย่างช้านะ อย่างเร็วก็อาทิตย์หน้า ไม่ต้องห่วงภูมิคุณอนิรุธเขาไว้ใจได้เพราะพี่เป็นคนจ้างเขาเอง จบจากที่เดียวกับเรานะ น่าจะใช้ได้"


"สายเหรอครับ ใครกัน"


"เดี๋ยวให้เรื่องมันนิ่งๆกว่านี้ก่อนแล้วพี่จะบอก"

โตโต้ผ่อนลมหายใจออกมาแล้วเดินมาทำท่าเดิมที่เก้าอี้ภูมิบุญ

"คุณโตโต้ก็ร้ายนะครับ ไม่ใช่ผมคนเดียวแล้วล่ะที่ร้าย"

"เหมาะสมกันดีไหมล่ะ หึหึ"

เขาวกเข้าเรื่องเดิมอีกครั้ง ภูมิบุญก้มหน้าลงถอนหายใจออกมา

"งั้นเราก็ต้องรีบหาข้อมูลสินะครับ จะได้รู้กันเสียทีว่าใครกันที่มันโกงคุณท่าน"

ภูมิบุญเบี่ยงเข้าประเด็นโตโต้หัวเราะออกมายอมจำนนเดินกลับไปทำงานที่โต๊ะอย่างเคย

"ไอ้เด็กนั่นมันรู้ตัวแล้วนะสายใจ ต่อไปนี้จะทำอะไรให้ระวังหน่อยนะ บอกอ้อมด้วย"

น้อยพอกลับถึงห้องทำงานตัวเองก็เรียกมือซ้ายเข้าพบ สีหน้าที่เคร่งเครียดเพ่งมองกองเอกสารตรงหน้า

"อะไรกันคะ ไอ้เด็กเมื่อวานซืนนั่นมันมีพิษสงมากขนาดนั้นเชียวเหรอคะ"

"มีไม่มีมันก็ถอนหงอกชั้นต่อหน้าโตโต้แล้วล่ะ ทำไมมันไม่โง่เหมือนไอ้โตโต้กับนังอภิสรานะ ท่าทางจะอยู่ด้วยกันลำบากแล้วไอ้ภูมิบุญ"

มือที่กำขยำกระดาษที่กองอยู่เบื้องหน้าบีบขยุ้มเข้าหากันอย่างแรงจนกระดาษจากแผ่นเรียบราบกลายเป็นก้อนยับยู่ยี่

"ให้สายใจสั่งคนจัดการมันเลยไหมคะ"

มือซ้ายเอ่ยออกมาสายตาดูโหดเหี้ยม

"อย่าเพิ่ง ต้องเอาให้แน่ชัดกว่านี้ก่อน เรื่องนั้นค่อยว่ากัน"

ชีวิตจริงยิ่งกว่าละครยิ่งกว่านิยาย คนที่เขามาดหมายปองร้ายเราเขาไม่คิดเพียงแค่จะเอาให้เราเจ็บช้ำหนำใจ แต่เขาคิดแค่ว่าจะทำยังไงที่จะเขี่ยเราออกให้พ้นทาง มนุษย์หนอรักชีวิตของตนเท่าใด มดน้อย หนอนผีเสื้อมันก็รักชีวิตของตนเท่านั้น ตอนหน้ามืดจะทำร้ายเขาคิดบ้างไหมว่าทำไปแล้วเขาคนเดียวหรือเปล่าที่จะเจ็บ ช้ำหรือสูญเสีย เขาคนเดียวไหมที่จะทนทุกข์ทรมาน ในเมื่อเรามีคนข้างหลัง เขาเองก็ต้องมีคนข้างหลัง ทำไปแล้วบอกว่าเสียใจไม่ได้คิด หน้ามืดตามัวไป ถ้าเป็นท่านท่านจะว่าอย่างไร ในเมื่อก่อนทำเขาไม่ได้ร้องไห้เสียใจคิดไปไกลถึงเพียงนี้เลย ถ้าปล่อยให้กิเลสครองใจใครหน้าไหนก็ไม่พ้นบ่วงกรรม

วันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2553

(Heroine) ที่นี่ไม่มีนายเอก ฉากห้าสิบสอง

พอกลับถึงบ้านทั้งคู่ก็ดูเคร่งเครียดกับเอกสารที่หอบมาจากที่ทำงาน คุณอภิสราถามก็บอกว่าต้องตรวจเอกสารนิดหน่อย พอทานข้าวเสร็จภูมิบุญจะหอบเอกสารกลับไปดูที่ห้องของตนแต่โตโต้ก็อ้างว่าน่าจะดูด้วยกันเพราะจะได้ช่วยกันคิด
 
"ดูที่นี่ล่ะภูมิ พี่ดูคนเดียวแล้วง่วงนอน"
 
โตโต้พูดออกมา สายตามีพิรุธ
 
"มันไม่สะดวกน่ะครับคุณโตโต้ เผื่อผมง่วงจะได้นอนเลย"
 
"งั้นขึ้นไปดูห้องพี่สิครับ ง่วงก็นอนเตียงพี่ได้นี่"
 
"ไม่ดีกว่าครับ"
 
"แหมพูดเหมือนไม่เคยนอนนะภูมิ"
 
โตโต้เหน็บภูมิบุญเม้มปากแน่น ไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับเขา เพราะท่าทางคงไม่จบง่ายๆ
 
"คำว่าเคยคืออดีตนะครับคุณโตโต้ อะไรที่เคยๆใช่ว่าจะต้องทำอีกนี่ครับ ผมขอเอาไปดูที่ห้องดีกว่า"
 
ภูมิบุญยืนกรานเสียงแข็งไม่ได้สบตาอีกฝ่าย
 
"แม่ครับ ดูน้องภูมิสิครับ เนี่ยจะดูเอกสารก็จะหอบไปดูคนเดียว โต้ดูคนเดียวแล้วง่วงอ่ะแม่ ช่วยพูดกับน้องให้หน่อยสิครับ"
 
ร้องขึ้นฟ้องมารดาที่นั่งดูโทรทัศน์อยู่ห้องนั่งเล่นทันที ภูมิบุญมองโตโต้ตาเขียว
 
"ทำไมล่ะลูก ช่วยกันดูสิจ๊ะ มีอะไรจะได้ปรึกษากัน ดูคนเดียวเดี๋ยวก็ง่วง"
 
คุณอภิสราหันมาแนะ ภูมิบุญมองโตโต้ตาเขียวอีกครั้ง แต่เขากลับยิ้มออกมาอย่างผู้ชนะ สุดท้ายก็ต้องยอมทนอยู่ดูเอกสารกับเขาที่ห้องโถง ภูมิบุญใช้เวลาในการทำธุระส่วนตัวนานแสนนานเพราะคิดว่าโตโต้คงยอมแพ้ขึ้นไปนอนก่อน แต่พอกลับมาเขากลับนั่งยิ้มร่ารออยู่แล้ว
 
"พี่เพิ่งรู้นะว่าเขาโกงกันนานแล้ว ดูตัวนี้สิพี่เซ็นไปได้ยังไง ตัวเลขมันเหมือนมีการแก้ไข พี่นี่ไม่ไหวจริงๆ"
 
"ขอผมดูได้ไหมครับ"
 
ภูมิบุญชะโงกหน้าไปดู โตโต้ก็ยื่นเอกสารให้แต่จงใจโน้มหน้าลงจนจมูกจนกับแก้มของภูมิบุญอย่างจัง
 
"เอ่อ"
 
ภูมิบุญผงะออกโดยเร็ว รู้สึกร้อนผ่าวๆที่หน้า แต่ก็ทำเป็นไม่สนใจ โตโต้อมยิ้มอยู่พอใจกับกริยาของภูมิบุญ
 
"ตัวเลขมันมีการแก้ไขนี่ครับ ใครกันกล้ามาก"
 
ภูมิบุญทำเป็นเมินเฉยตั้งหน้าตั้งตาตรวจดูเอกสารตรงหน้า
 
"น่าจะเป็นพี่น้อย ไม่อยากจะเชื่อเลย พี่น้อยอยู่มานาน ตั้งแต่สมัยคุณแม่"
 
"ไดเร็กเตอร์ของไฟแนนซ์น่ะเหรอครับ"
 
ภูมิบุญร้องขึ้น พลันคิดไปถึงวันที่เข้าห้องประชุมวันแรก ผู้หญิงท่าทางใจดีคนนี้ไต่ถามเรื่องตัวเลขกับเขา นั่นสินะ ทำไมเธอถึงถามว่าภูมิบุญถนัดเรื่องตัวเลขหรือเปล่า
 
"อืม ใช่ แต่พี่ว่ามันแปลกๆนะ พี่น้อยก็ฐานะดีนี่แล้วจะทำไปทำไม"
 
"ไม่รู้จักพอไงครับ เงินมันทำให้คนหน้ามืดตามัวไป ยิ่งมียิ่งคิดว่าตนมีอำนาจ"
 
ภูมิบุญพูดออกมาสายตามองฉายออกมาความในใจที่เกือบจะเลือนหายไปกระจ่างขึ้นมาอีกครั้ง
 
"นั่นสินะ พรุ่งนี้พี่ต้องเรียกคุณอนิรุธเข้ามาคุยด้วยแล้ว ไม่ได้ๆ หลายล้านแล้ว"
 
คนที่กล่าวถึงคือทนายประจำบริษัท
 
"คุณโตโต้ครับ เรื่องบัญชีผมไม่ค่อยถนัด ถ้าหากว่าผมให้คนนอกมาตรวจสอบบัญชีบริษัทเราจะดีไหมครับ"
 
ภูมิบุญเสนอแล้วมองหน้าโตโต้
 
"อย่าเพิ่งเลยภูมิ พี่ว่าภาพลักษณ์ของบริษัทเราก็สำคัญนะ พี่กลัวว่าถ้าทำแบบนั้นเราจะดูไม่มีเสถียรภาพเอา"
 
โตโต้แย้งซึ่งภูมิบุญก็ลืมคิดถึงข้อนี้ไปเขาพยักหน้าเห็นด้วย
 
"แล้วตอนนี้เราทำอะไรได้บ้างล่ะครับคุณโตโต้"
 
"ก็รวบรวมหลักฐานให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้"
 
"แล้ว"
 
ภูมิบุญถามเพื่อให้โตโต้ไหลไปกับคำพูดของเขาเอง
 
"ก็คงไม่เอาไว้ พี่ไม่เลี้ยงไว้หรอก"
 
"พอเหรอครับแค่นั้น"
 
ภูมิบุญมองหน้าของโตโต้มีคำถามในใจ
 
"แล้วภูมิคิดว่าควรทำยังไงล่ะครับ"
 
"แล้วเงินที่เราเสียไปล่ะครับ เราจะได้คืนไหม แค่ให้ออก มันคุ้มค่ากันเหรอครับ กับที่เราไว้ใจจ้างเขามาทำงาน แต่เขากลับมาทำแบบนี้กับเรา แค่นี้มันพอแล้วเหรอครับ"
 
"ภูมิ"
 
โตโต้มองหน้าภูมิบุญหวาดๆ ไม่คิดว่าภูมิบุญจะแค้นฝังใจขนาดนี้ นี่ขนาดไม่ใช่เรื่องของเขาโดยตรง
 
"เรานี่น่ากลัวนะ เวลาเอาเรื่อง หึหึ พี่กลัวนะเนี่ย"
 
"ครับ กลัวก็อยู่ห่างๆผมสิครับ"
 
"ฮ่าๆๆ แต่ภูมิน่าจะรู้จักพี่นะ ยิ่งน่ากลัวยิ่งทำให้พี่อยากเข้าหา"
 
"งั้นวันนี้พอแค่นี้ก่อนนะครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้ต้องไปดูใหม่อีกอยู่ดี"
 
พอพูดจบก็ลุกขึ้นทันที โตโต้รีบฉวยมือของภูมิบุญเอาไว้
 
"จะทำอะไรน่ะคุณโตโต้"
 
"จะรีบนอนไปไหนภูมิ ยังไม่เที่ยงคืนเลย"
 
"ผมก็ต้องมีอะไรทำส่วนตัวบ้างสิครับ คุณโตโต้"
 
"อ้อ ลืมไป ไปคุยกับไอ้แทนสินะ รักกันให้นานๆนะ"
 
โตโต้ยอมปล่อยมือ น้ำเสียงไม่ได้อวยพรอย่างที่พูดเลย ภูมิบุญเดินกลับมาที่ห้องรีบลนลานเปิดคอมพิวเตอร์ พอเห็นคนรักมีสถานะออนอยู่ก็รีบคลิ๊กทันที
 
"พี่แทน ขอโทษนะครับที่มาช้า"
 
"พี่แทนทำอะไรอยู่ครับ"
 
"คิดถึงจังเลย"
 
"พี่แทน ยังอยู่ไหมครับ"
 
"พี่แทน ยุ่งอยู่เหรอ"
 
"พี่แทน ภูมิมาแล้ว ภูมิขอโทษ"
 
ไม่มีปฏิกริยาตอบโต้ ภูมิบุญเริ่มที่จะใจสั่นหวั่นไหวไป นี่เขาเป็นอะไรไป โกรธหรือ จะทำยังไงดี
 
"พี่แทน อยู่ไหมครับ พี่แทน"
 
"ภูมิมีงานเอกสารน่ะครับ ภูมิขอโทษ"
 
รอจากนาทีเป็นห้า จากห้านาทีเป็นครึ่งชั่วโมง จากครึ่งชั่วโมงจากห้าทุ่มครึ่งเป็นเที่ยงคืนครึ่ง นี่เกิดอะไรขึ้น ทำไมกัน เขาโกรธหรืออย่างไรทำไมเงียบนิ่งแบบนี้ เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน นี่เกิดอะไรขึ้น หัวใจเต้นแรงร้อนรน ส่งอะไรต่อมิอะไรไปผ่านสื่อออนไลน์แต่ไม่มีปฏิกริยาตอบรับ
 
"งั้นพี่แทนดูแลตัวเองดีๆนะครับ อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ภูมิรักพี่แทนนะครับ รักมาก รักเสมอไม่เคยเปลี่ยน"
 
ภูมิบุญส่งข้อความสุดท้ายก่อนจะปิดคอมพิวเตอร์
 
"เดี๋ยวภูมิ"
 
คนอีกฝั่งนั่งมองอยู่ อยากจะตอบกลับแต่เพราะอะไรก็ไม่เข้าใจว่าถึงมองอยู่อย่างนั้น ทั้งที่หัวใจร้อนรน โกรธเขาหรือ ก็ไม่มากขนาดนั้น แต่น้อยใจที่มานั่งรอนานแสนนาน แต่ก็กำลังจะเอ่ยปากคุย ด้วยความที่เขางอนในเรื่องที่ไม่เข้าเรื่อง ภูมิบุญเองก็ไม่ทันได้มอง สื่อออนไลนืปิดไปแล้ว
 
"สวัสดีครับ"
 
ภูมิบุญแปลกใจหลังจากที่ปิดคอมพิวเตอร์แล้วก็มีคนโทรศัพท์เข้าที่เครื่อง
 
"ภูมิ พี่เอง"
 
"พี่แทน เมื่อกี๊ไปไหนมาครับ ภูมิเป็นห่วงแทบแย่"
 
"พี่ไม่ได้ไปไหนหรอก พี่อยู่นี่ล่ะ แต่พี่น้อยใจ"
 
แทนทวีพูดออกมา ภูมิบุญเม้มปากหนักพยายามทำใจแข็งไม่ให้สั่นไหวเพราะน้ำตาเริ่มคลอออกมาแล้ว
 
"ภูมิ ภูมิขอโทษครับพี่แทน ภูมิไม่ได้ตั้งใจ"
 
"ไม่เป็นไรภูมิ พี่แค่น้อยใจ แล้ววันนี้ไปทำอะไรมาทั้งวัน"
 
"คือที่บริษัทเหมือนจะมีคนโกงน่ะครับ ภูมิกำลังดูเอกสารอยู่ ช่วงนี้เลยยุ่งๆแต่การตรวจเอกสาร ภูมิไม่ได้อยากทำแบบนี้นะครับพี่แทน"
 
"จริงเหรอภูมิ ตายจริง งั้นพี่ขอโทษนะพี่ไม่รู้ ถ้าภูมิบอกพี่ก่อนพี่ก็จะไม่งอนหรอก"
 
"ว่าจะบอกอยู่เหมือนกันครับ แต่เห็นพี่เงียบเลยยังไม่ได้บอก"
 
"พี่คิดถึงภูมินะ"
 
"ครับพี่แทน ภูมิก็คิดถึงพี่แทน อยากให้กลับมาเร็วๆจัง"
 
พอเข้าใจกันได้ก็คุยกันต่ออีกพักใหญ่ แต่แทนทวีต้องวางสายไปเพราะภูมิบุญขอร้องกลัวว่าค่าโทรศัพท์จะแพงแทนทวีจึงยอมวางสาย คิดว่าคืนนี้ต้องข่มตาหลับอย่างยากลำบากแล้ว แต่พอได้ยินเสียงคนที่รัก ความคลางแคลงใจก็มลายหายไปสิ้น
 
"เมย์เกลียดมันจริงๆเลยนะคะคุณแพร ไม่เคยไม่ถูกชะตากับใครแบบนี้มาก่อน"
 
เมย์นั่งจับเข่าคุยกับแพรที่โต๊ะทำงานของตน สายตาโกรธแค้น เริ่มต้นวันทำงานใหม่ด้วยการนินทา
 
"แพรก็เกลียดมันค่ะ หนอยคิดว่าตัวเองเป็นใคร เด็กเมื่อวานซืน มันกล้ามากนะคะที่มาขัดขาแพร เราจะได้เห็นดีกัน ภูมิบุญ"
 
แพรแสยะยิ้มออกมา
 
"จะทำยังไงกับมันล่ะคะคุณแพร มันได้สิทธิ์ขาดการตัดสินใจมาจากคุณอภิสรา มันคงกำแหงน่าดู"
 
"มันต้องมีทางสิเมย์ ขนาดตอนคุณอภิสราอยู่ ไล่คุณธเนศออกแพรยังดิ้นหลุดมาได้เลย คิดเหรอว่าหัวคิดของเด็กเพิ่งจบมาใหม่จะมาทันแพร ไม่มีทาง"
 
สายตาของเธอดูมุ่งมั่น เหตุการณ์ครั้งก่อนตอนที่มีการตรวจสอบบัญชีกันครั้งโน้นหลายปีมาแล้ว แพรเองก็มีส่วนร่วมในการโกงแม้ตอนนั้นจะได้เปอร์เซนต์น้อยนิดแต่เธอก็ถือเป็นส่วนหนึ่ง แต่พอสาวเรื่องมาถึงจวนตัวเธอก็ใช้มารยาส่วนตัวหลบหลีกไปได้ และปราศจากข้อครหาใดๆ
 
"คุณแพรมีแผนเหรอคะ เมย์ร่วมด้วยคน อยากจะเอาคืนตั้งแต่ทำงานมาไม่เคยมีใครมาด่าเมย์ได้เจ็บแสบเท่านี้มาก่อน"
 
"แผนน่ะคิดว่ามีค่ะ แต่เราต้องร่วมมือกัน ดูเหมือนมันกำลังตรวจสอบบัญชีอยู่ แพรว่าทางที่ดีไปบอกพี่น้อยให้รู้ตัวก่อนดีกว่า"
 
"ค่ะเดี๋ยวเมย์จัดการเรื่องนี้เอง แล้วเราจะทำยังไงล่ะค่ะเพราะตอนนี้รู้สึกคุณโตโต้ก็คอยถือหางมันอยู่"
 
"ใช่สิ จะทำอะไรก็ลำบาก ลำพังคุณโตโต้คนเดียวพวกเราก็ยังพอปลอมเอกสารได้ แต่นี่ให้เซ็นพร้อมกันสองคน มันจะมากไปแล้ว"
 
"นั่นสิคะ เมย์ก็ว่ามันฉลาดนะคะ ดูจากแววตามันไม่น่าจะโง่เลย"
 
"เอ๊ะ ถ้างั้นเราก็ให้มันแตกคอกันสิคะเมย์ ในเมื่อตอนนี้คุณโตโต้ไว้ใจมัน เราก็ทำให้คุณโตโต้ระแวงในตัวมันสิ หึหึ"
 
"ยังไงคะคุณแพร"
 
เมย์ทำตาโตสนใจใคร่รู้เป็นอย่างมาก เมย์เองก็เล่าแผนการณ์ไปพลางสอดสายตามองดูคนอื่นๆเพราะอาจจะมีคนเดินผ่านมา
 
"หึหึ เล่นกับใครไม่เล่นนะแกไอ้ภูมิ คราวนี้แกเจอฤทธิ์ชั้นหน่อยเป็นไง"
 
แพรแสยะยิ้มออกมาอีกครั้งหัวเราะเสียงเบา เมย์เองก็ทำเหมือนกัน
 
"ว่าไงจ๊ะหิน ตั้งหน้าตั้งตาทำใหญ่เลยนะ อย่าได้คิดเลยนะหิน อย่างเธอน่ะคงไม่มีปัญญาได้งานนี้ไปหรอก ไม่มีทาง"
 
พอดีหินเดินหอบแผนงานพะรุงพะรังผ่านมา พอเจอหน้าคำทักทายก็กลายเป็นคำจิกกัด หินหน้าชาไป
 
"ได้ไม่ได้คุณโตโต้กับน้องภูมิไม่ใช่เหรอครับที่เป็นคนตัดสิน"
 
"ผยองนักนะ เธอเป็นลูกน้องชั้นนะหิน อย่ามาลามปาม"
 
"แล้วยังไงครับ ลูกน้องแล้วคุณแพรโขกสับอย่างนี้น่ะเหรอ ถามคนในแผนกดูสิลับหลังคุณเขานับถือคุณเป็นเจ้านายไหม"
 
"แก กล้าดียังไง"
 
วี๊ดเสียงขึ้นสูงจนพนักงานในแผนกทุกคนหันมามอง
 
"แกอยากโดนไล่ออกเหรอไอ้หิน อวดดีนักนะ ชั้นเป็นหัวหน้าแกนะ"
 
"มีอะไรจะพูดอีกไหม ผมจะรีบไปทำงาน เดี๋ยวจะชวดงานนี้"
 
หินพูดประชดแล้วเดินสะบัดหน้าหนีไป ทั้งสองกรี๊ดดังลั่น จนออฟฟิศฝ่ายบริหาร หรือ เอ็กเซ็กคิวทีฟว์ออฟฟิศเดินออกมาดู
 
"พลอยตามตัวคนเดินเอกสารให้หน่อยสิ"
 
ภูมิบุญเดินออกไปหาพลอย
 
"มีอะไรเหรอภูมิ"
 
"เปล่าหรอก เราอยากไปดูห้องเก็บเอกสารน่ะ ไปด้วยกันไหม"
 
"อืม ไปดิ เดี๋ยวไปบอกบอสก่อน"
 
พลอยบอกแล้วเดินเข้าห้องไปรายงานโตโต้รายนั้นกำลังง่วนอยู่กับการตรวจเอกสารอย่างละเอียดอีกครั้ง ข้างๆมีคุณอนิรุธนั่งให้คำปรึกษาอยู่
 
"ได้ข่าวว่าลุงเดินเอกสารน่ะ แผนกบัญชีจองตัวไว้เลยนะ ไม่ให้แผนกอื่นได้ใช้บ้างเลย คงใหญ่โตมากนะแผนกบัญชี"
 
พลอยพูดระหว่างรอลุงคนเดินเอกสาร พอเห็นหน้าลุงก็มองหน้ากัน เพราะลุงคนเดินเอกสารหัวหงอกแล้ว
 
"สวัสดีครับลุง"
 
ภูมิบุญกับพลอยยกมือไหว้ขึ้นพร้อมกัน ลุงตกใจยกมือห้ามไว้
 
"โอ๊ยตายแล้ว ลุงแย่แล้ว ใครมาเห็นลุงตายแน่ๆ ไม่ต้องไหว้ลุงหรอกครับคุณท่าน"
 
ลงค้อมตัวลงต่ำท่าทางดูลนลาน
 
"อะไรกันครับลุง ทำไมล่ะครับ"
 
ภูมิบุญเองก็สงสัยมองหน้าพลอยที่สีหน้าไม่ต่างกัน
 
"อย่าไหว้ลุงเลยครับ ลุงเป็นแค่คนเดินเอกสาร คุณท่านมีตำแหน่งใหญ่โตอย่าทำแบบนี้เลยครับ"
 
ลุงยังก้มหน้ายกมือไหว้อยู่ ภูมิบุญถอนหายใจ
 
"ลุงครับ อย่าคิดแบบนั้นเลยนะครับ ลุงก็คราวพ่อผมแล้ว ทำไมล่ะครับ จะไหว้ผู้ใหญ่ใครจะว่า"
 
"ลุงคะ อย่าคิดมากเลยนะคะ คือหนูอยากให้ลุงพาไปห้องเก็บเอกสารหน่อยน่ะค่ะ"
 
พลอยพูดเข้าประเด็นเพราะเห็นว่าลุงแกไม่ยอมเงยหน้าขึ้นเสียทีกลัวจะเสียเรื่อง
 
"อ้อ ได้ครับๆ เชิญทางนี้เลยครับ"
 
ลุงยังเดินค้อมตัวนำหน้าไป ทั้งสองคนส่ายหน้าแต่ก็เดินตามไป ห้องเก็บเอกสารอยู่ชั้นใต้ดินตรงลานจอดรถเป็นห้องที่ทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อเก็บรักษาเอกสารทั้งหมดของทั้งบริษัท พอลุงเปิดห้องให้ทั้งสองก็เข้าไปแฟ้มเอกสารถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ ภูมิบุญสนใจเอกสารตั้งแต่โปรเจกต์ที่เขาค้อรื้อออกมากองไว้

"เอ่อ คุณท่านครับ ผมขอตัวก่อนนะครับ พอทีฝ่ายบัญชีเขาเรียก"

"หือ ทำไมล่ะคะลุง หนูอยากเอาเอกสารพวกที่อยู่ชั้นบนสุดน่ะค่ะ ลุงช่วยหน่อยสิคะ"

พลอยบอกโดยไม่ได้คิดอะไรเพราะเห็นภูมิบุญอยู่อีกทางส่วนตัวเองก็ใส่กระโปรงไม่เหมาะที่จะปีน พอดีเสียงโทรศัพท์ของลุงดังขึ้น

"ครับๆ เดี๋ยวผมขึ้นไปแล้วครับ คุณอ้อ"

"ไม่ได้นะลุง หนูบอกให้ขึ้นมาก็ต้องขึ้นมา ลุงทำอะไรอยู่"

"เอ่อ"

เสียงตะคอกดังออกมานอกโทรศัพท์

"มาลุงหนูคุยให้"

พลอยอาสายื่นมือไปแต่ลุงแกลังเล พลอยรีบฉวยโทรศัพท์จากมือลุงมา

"ค่ะ พอดีลุงเขาช่วยเราหาเอกสารอยู่น่ะคะ รอสักครู่ได้ไหมคะ"

พลอยกรอกเสียงไปตามสาย

"หล่อนเป็นใครยะ นี่งานพี่น้อยนะ ชักช้าเดี๋ยวชั้นให้พี่น้อยจัดการ บอกตาแก่นั่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้ถ้าไม่อยากโดนดี"

เสียงอีกฝั่งแว้ดกลับมาจนพลอยต้องเอาโทรศัพท์ออกจากหู

"แหมคุณคะเอกสารอะไรจะสำคัญขนาดนั้น ให้คนอื่นไปส่งให้ก็ได้นี่คะ ลุงแกมีงานแล้ว"

"ต๊าย หล่อนอวดดีกับชั้นนะ เธอรู้ไหมชั้นเป็นใคร หล่อนชื่ออะไร อยู่แผนกไหน"

"ชื่อ พลอยค่ะ เป็นเลขาฯของคุณโตโต้"

พลอยกรอกเสียงกลับไปชักเลือดขึ้นหน้าเหมือนกัน เสียงฝั่งนั้นขาดหายไป

"เอ่อ บอกให้ไอ้แก่ขึ้นมาเร็วๆ ก่อนที่จะมีเรื่อง"

พลอยกดสายทิ้งไป แล้วยื่นโทรศัพท์คืนให้ลุง

"อยู่ที่นี่ล่ะค่ะลุง"

"เอ่อ ไม่ได้หรอกครับคุณท่าน ผมจะโดนเล่นงานเอา เดี๋ยวผมมานะครับ"

"มีอะไรกันเหรอพลอย"

ภูมิบุญยืนฟังอยู่เดินมาหา

"ก็แผนกบัญชีสิภูมิจะเรียกใช้ลุง แต่เราบอกว่าลุงติดงานอยู่ให้รอก่อน ไม่ยอมฟังอ่ะ แว้ดๆอย่างเดียว"

"ลุง บริษัทเรามีคนเดินเอกสารกี่คนล่ะครับ"

ภูมิบุญหันไปถามลุงที่ก้มหน้าเริ่มสั่น

"ลุงคนเดียวนี่ล่ะครับ"

"แล้วเขาให้ลุงเอาไปส่งที่ไหน"

"ก็ตามแผนกต่างๆล่ะครับคุณท่าน ลุงรีบไปก่อนดีกว่านะ เดี๋ยวลุงกลับมาช่วย"

"ไม่ต้องไปครับลุง ลุงอย่าเรียกผมกับพลอยว่าคุณท่านเลยนะครับ เรียกภูมิเฉยๆนะครับลุง นี่แค่ส่งตามแผนกเองหรอกเหรอ ถ้าลุงติดงานของแผนกอื่นแล้วเขาทำยังไงล่ะ"

ภูมิบุญเริ่มเสียงแข็ง ดูทีท่าของลุงแล้วช่างน่าสงสารเหลือทน

"ปกติลุงก็เดินเอกสารให้บัญชีล่ะครับ แผนกอื่นต้องรอก่อน" ลุงตอบเสียงอ่อยก้มหน้าลงต่ำ

"ยิ่งใหญ่จริ๊ง แผนกนี้นี่"

พลอยทำเสียงสูงหันมามองหน้าภูมิบุญ

"ลุงอยู่ที่นี่ล่ะครับ ผมรับประกันเองว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น เออ ลุงครับผมอยากได้เอกสารการสั่งซื้อทุกอย่างของโปรเจกต์ที่เขาค้อ เขาเก็บไว้ตรงไหนนะครับ"

ภูมิบุญทำเป็นไม่สนใจแล้วหันหลังให้ทำเป็นมองชั้นเอกสาร ลุงหน้าซีดลนลานขึ้นมาทันที

"เอ่อ คุณภูมิครับ"

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง พอลุงเห็นหน้าจอก็ทำหน้าไม่ถูก พลอยฉวยเอามาจากมือของลุง ภูมิบุญพยักหน้าให้พลอย พลอยมองโทรศัพท์อยู่พอสมควรจึงยื่นให้กับภูมิบุญ ท่าทางของพลอยคันปากอยากจะด่าคนมากจึงลังเลที่จะส่งให้เพื่อนรัก

"ครับ"

ภูมิบุญกดรับสาย

"ไอ้แก่ถ้าไม่ขึ้นมาคุณน้อยเล่นแกแน่ๆ ขึ้นมาเดี๋ยวนี้"

"ได้ครับ ให้ไปหาใครนะครับ"

"ชั้นไงล่ะไอ้โง่ แล้วใครโทรหาแกล่ะ มีสมองไหม เนี่ยชั้นโดนคุณน้อยว่าก็เพราะแก"

เสียงอีกฝ่ายดังก้อง ภูมิบุญเม้มปากหนัก

"บอกมันให้ขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะ จะช่วยเลขาฯคุณโตโต้หรือจะช่วยชั้น"

เสียงอีกเสียงดังแทรกมา

"พาผมไปหาคนที่โทรมาหน่อยครับลุง"

ภูมิบุญกดสายทิ้งแล้วหันมาทางลุงสายตาเหมือนบ่อของลาวาร้อนที่กำลังจะระเบิดออกมา เขาสูดลมหายใจเข้าปอด พลอยเดินมาข้างๆแล้วพยักหน้าให้

"เอ่อ ให้ลุงไปคนเดียวเถอะครับ เดี๋ยวคุณสองคนจะซวย"

"ครับลุง ซวยแน่ครับแต่ไม่ใช่ลุงหรือผม"

ภูมิบุญเดินนำหน้าไปแล้ว พลอยดันหลังให้ลุงเดินตาม ลุงเองก็สั่นกลัวอยู่ พอลิฟท์เปิดออกชั้นสองแผนกบัญชีที่ดูวุ่นวายเอกสารตามโต๊ะต่างๆเต็มไปหมด ภูมิบุยก็สาวเท้านำไปยังกลางออฟฟิศ

"แหมกว่าจะยุรยาตรมาได้นะ ทำไมไม่มาเอาซะพรุ่งนี้เลยล่ะ"

เสียงกระแนะกระแหนดังมาแต่ไกล ลุงก้มหน้าลงทันที

"มัวทำอะไรอยู่ รู้ไหมว่าใครเป็นใคร รู้จักลำดับขั้นด้วย"

หญิงสาวที่ยืนอยู่ต่อหน้าอายุน่าจะไล่เลี่ยกันกับภูมิบุญหรือไม่ก็แก่กว่าไม่กี่ปี แต่ท่าทางของเธอดูไม่ยี่หระให้ใครเลย

"ขอโทษนะครับ ผมเองที่ดึงตัวของลุงแกไว้ มีอะไรด่วนเหรอครับ"

ภูมิบุญพูดขึ้นเสียงเรียบ

"มีสิยะ ถ้าไม่มีชั้นไม่โทรหาให้เปลืองชั้นหรอก แล้วนี่เธออยู่แผนกอะไรกล้าดียังไงถึงมาใช้คนของแผนกบัญชี"

เธอหยุดมองหน้าภูมิบุญครู่หนึ่งก่อนจะโพล่งออกมา พนักงานหลายคนยังไม่มีใครรู้จักภูมิบุญเพราะยังไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ วันที่เดินดูออฟฟิศก็แค่เดินเข้าห้องคุณน้อยหัวหน้าแผนกเท่านั้น เพราะแผนกบัญชีเป็นเหมือนแผนกเอกเทศไม่ขึ้นต่อใคร วันนั้นจึงไม่มีการแนะนำตัวภูมิบุญแต่อย่างใดพนักงานส่วนอื่นๆจึงไม่คุ้นหน้าคุ้นตาของภูมิบุญ

"ผมเป็นใครมันไม่สำคัญหรอกครับ แต่คุณดูท่าจะรุ่นลูกของลุงเขานะครับ ทำไมพูดจากับลุงเขาแบบนั้นล่ะครับ"

"ชั้นไม่สนใจหรอก ในเมื่อตำแหน่งชั้นสูงกว่า ทำไมชั้นทำไม่ถูกตรงไหน"

ภูมิบุญเม้มปากหนัก มองเธออย่างระอา

"ไปเรียกคุณน้อยมาพบผมที"

ภูมิบุญพูดออกไปเสียงเรียบนิ่ง

"ต๊าย ทำไมยะ คุณน้อยจะเข้าข้างแกเหรอ คุณน้อยนั่นล่ะที่เป็นคนสั่งให้ชั้นทำแบบนี้"

"บอกให้ไปตามมา"

เสียงที่เปล่งออกไปเข้มแข็งดุดันดังพอที่คนทั้งออฟฟิศจะหันมามอง ทุกอาการทุกกริยาหยุดโดยฉับพลัน เธอตกใจสั่นทำอะไรไม่ถูก พลอยยิ้มแสยะแล้วเดินตรงไปยังห้องของคุณน้อย พอตามคุณน้อยออกมาคุณน้อยเองก็หน้าถอดสีเมื่อเห็นภูมิบุญยืนเด่นอยู่กลางออฟฟิศ

"ตายแล้ว น้องภูมิมีอะไรกันเหรอคะ อะไรอ้อนี่เธอไม่รู้จักน้องภูมิเหรอ ผู้ช่วยคุณโตโต้นะ"

เสียงที่เปล่งออกมามันดัดจริตจนรู้สึกได้ ภูมิบุญเม้มปากแน่น ส่วนหญิงสาวที่ยืนอยู่ต่อหน้าพอได้ยินแบบนั้นก็แทบทรุดน้ำตาคลอเบ้าสั่นจน เห็นได้ชัด

"คุณน้อยครับ พนักงานของคุณน้อยนี่ไม่รู้จักผู้ใหญ่รู้จักเด็กเลยเหรอครับ ลุงเขาเป็นแค่คนเดินเอกสารก็จริง แต่เขาไม่สมควรที่จะได้รับการประพฤติปฏิบัติด้วยแบบนี้ อีกอย่างผมไม่คิดว่าคุณน้อยจะเทรนพนักงานให้อวดอ้างตำแหน่งของตนแล้วข่มคนที่ด้อยกว่า แบบนี้พนักงานของเราก็แบ่งชั้นวรรณะกันน่ะสิครับ แล้วเวลาเรียกใช้งาน เท่าที่รู้คนเดินเอกสารมีคนเดียว ถ้าอันไหนพอเดินไปเองได้ก็ไม่ช่วยๆกันล่ะครับ ทำไมต้องจิกหัวใช้ลุงแกคนเดียว เหมือนพนักงานคนนั้นที่พูดเมื่อกี๊ว่าเธอมีตำแหน่งที่สูงกว่าลุง เงินเดือนก็ย่อมสูงกว่าด้วย ถ้าใช้งานลุงมากขนาดนี้ทั้งที่ตัวเองยืนชี้นิ้วสั่งอยู่แบบนี้เอาเงินเดือนมาแบ่งให้ลุงด้วยดีไหมครับ"

ภูมิบุญจ้องหน้าหัวหน้าฝ่ายบัญชีเขม็ง ส่วนเธอก็ไม่ยอมวางตาเช่นกันแสยะยิ้มขึ้นที่มุมปาก

"น้องภูมิคะ เรื่องนั้นพี่น้อยต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้เทรนพนักงาน แต่น้องภูมิคงยังไม่ทราบวัฒนธรรมองค์กรณ์ของเราสินะคะ ว่าเราให้เกียรตินับถือผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่า"

"เหรอครับ งั้นผมก็สามารถทำอย่างที่พนักงานคนนั้นทำเมื่อครู่กับลุง แล้วทำกับพี่น้อยได้สินะครับ"

ภูมิบุญไม่ยอมแพ้ เธอเปลี่ยนสีหน้าทันที สายตาขุ่นเคืองฉายแววออกมา

"เราตำแหน่งใหญ่แล้วไม่จำเป็นต้องพึ่งตำแหน่งอย่างลุงหรือแม่บ้านทำความสะอาดเหรอครับ ความคิดแบบนี้เอามาจากไหนกัน ผมเองก็เพิ่งจะเรียนจบมาเพิ่งทำงานที่นี่เป็นที่แรก และในตำแหน่งที่ใหญ่กว่าใครทั้งหมดในห้องนี้ ผมไม่มีความสุขใจที่จะเห็นพนักงานของบริษัทเราเหยียดตำแหน่งโดยไม่มองดูหัว หงอกหัวดำ หวังว่าพี่น้อยคงจะเข้าใจนะครับ และต่อจากนี้ผมคงไม่ได้เห็นใครจิกหัวใช้ลุงหรือใครเหมือนเขาเป็นทาสในเรือน ของตนนะครับ เพราะผมเองจะมารื้อระบบเก่าให้หมดไป ของเก่าบางทีมันก็มีคุณค่านะครับ แต่ถ้าเก่าแล้วไร้ประโยชน์มีแต่แทะแกะกินให้บริษัทเสียหาย ผมคงรื้อล้างออกให้หมด"

ปราดตามองน้อยแล้วก็ทุกคน สายตาที่ไม่เกรงกลัวใครกวาดไปทั่วออฟฟิศก่อนจะหันหลังเดินออกมา ตามด้วยพลอยที่ยิ้มอย่างสะใจ พลอยดึงมือลุงออกมาด้วย

"มองอะไร อยากจะโดนดีเหรอ หนอยไอ้เด็กเมื่อวานซืน ลูกขี้ข้ากล้าดียังไงมาสั่งสอนชั้น อวดดีไปเถอะแก เดี๋ยวแกจะรู้สึก"

พอลับตาภูมิบุญก็ตวาดพนักงานที่อึ้งอ้าปากค้างมองดูอยู่ ทุกคนหันกลับไปทำงานของตัวเองทันที สายตาของน้อยโกรธแค้นตั้งแต่เธอทำงานที่นี่ไม่เคยมีใครหยามหน้าเธอได้มากเท่านี้มาก่อน

"ก็ให้มันรู้ไปว่าใครมันจะแน่กว่ากัน ถึงจะเป็นแค่ลูกขี้ข้า แต่คนๆนี้ล่ะจะเขี่ยคนเลวทรามอย่างพวกเธอออกจากบริษัทนี้เอง และจะไม่ได้อะไรติดมือไปสักแดง"

ภูมิบุญเม้มปากหนักครุ่นคิดอยู่ในใจ ฤๅอำนาจคือกลิ่นหอมดังกฤษณาคราใดได้กลิ่น ครานั้นก็หลงไหลไป กลิ่นนั้นมาจากไหนอยู่สูงเพียงใดก็จะไขว่คว้าหามันมา เพื่อให้ได้มาครอบครอง ฤๅเกียรติภูมินั้นคือเลือดที่ติดในกาย มีมาติดมาแต่กำเนิดแม้คนเรามีซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีแล้ว อันความหอมหวานเพียงใดแห่งอำนาจ เกียรติและศักดิ์ศรีนั้นฤๅยังคงอยู่กับเราสืบไปนานเท่านาน

วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2553

(Heroine) ที่นี่ไม่มีนายเอก ฉากห้าสิบเอ็ด

โตโต้พาพลอยกับภูมิบุญไปทานข้าวที่ร้านอาหารที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านถนนศรีนครินทร์ ทั้งสองมองหน้ากันเหรอหรา

"เป็นไงพลอยร้านนี้พอได้ไหม"

โตโต้เอ่ยขึ้น พลอยยิ้มออกมาทันที

"แหม บอสคะ พลอยเหมาะกับข้าวแกงข้างทางมากกว่าค่ะบอส แต่ถ้าพามาเลี้ยงแบบนี้ พามาทุกวันนะคะ ประหยัดดี"

"ฮ่าๆๆ เอาสิครับ พี่ก็มาทานอยู่บ่อยๆ เราลองหาร้านดีๆแถวนี้มาสิ เดี๋ยวพี่ตระเวนพากินให้ทั่วเลย"

หัวเราะร่าแล้วมองไปทางภูมิบุญรายนั้นทำหน้าไม่ถูก จะพอใจก็ไม่ใช่

"ภูมิ จะไม่บอกบอสหน่อยเหรอเรื่องที่เราเจอน่ะ"

พลอยถามขึ้นตอนทานข้าวเสร็จเดินออกมาที่รถ

"ยังก่อนพลอย เรายังไม่แน่ใจเลยว่าใครเป็นคนทำ แล้วเจออะไรอีกไหม"

"ถึงที่ทำงานค่อยคุย ไม่อยากจะบอกเกือบทุกรายการ"

พลอยพูดขึ้นทำตาเหมือนนักสืบ ภูมิบุญเองก็มีสีหน้าไม่ค่อยดี นี่อะไรกัน พอคุณท่านไม่อยู่ก็ทำกันแบบนี้เลยเหรอ แสดงว่าคนก่อนที่โดนทำโทษไปคนพวกนี้ยังไม่สำเหนียกตัวเองใช่ไหม ภูมิบุญนิ่งคิดอยู่หาวิธีที่จะรู้ตัวคนโกงให้ได้

"คุยอะไรกันครับ หน้าเครียดเชียว"

"อ้อ เปล่าหรอกค่ะบอส พอดีคุยเรื่องเอกสารน่ะค่ะ มันเยอะ"

"อ้อ ทนๆหน่อยนะ อันไหนดูได้ก็ดูอันไหนไม่สมควรดูก็ช่างมันเถอะ"

"ไม่ได้นะครับคุณโตโต้ เราเป็นเจ้าของกิจการจะปล่อยผ่านแบบนั้นไม่ได้ แบบนี้ก็เหมือนเราเปิดช่องให้คนคิดร้ายเขามีโอกาสสิครับ"

ภูมิบุญโพล่งออกมาจากที่เงียบมานาน โตโต้หันมามองหน้าภูมิบุญยักคิ้วขึ้น

"พี่ก็อยากให้พวกเราทำแบบนั้นนะ แต่มันดูเหมือนจะหนักไป ดูทุกอย่าง คงใช้เวลานาน"

"ก็เพราะแบบนี้ไม่ใช่เหรอครับ คุณท่านถึงให้ผมมาเป็นผู้ช่วยคุณโตโต้ ถ้ามาทำงานแบบสบายจ้างใครมาก็ได้นี่ครับ"

"ฮ่าๆ ถูกๆ พี่ชอบจริงๆเลยภูมิ เรานี่เวลาไม่ยอมแล้วน่าดูนะ"

หัวเราะชอบใจ พลอยเองทำหน้าไม่ถูกแอบยิ้มออกมา ส่วนภูมิบุญเม้มปากหนัก ทำไมเขาเป็นคนเหลาะแหละแบบนี้นะ พอถึงที่ทำงานภูมิบุญก็เข้าไปในห้องทำงานพร้อมโตโต้ เอกสารกองโตมีให้ดูอยู่เต็มโต๊ะ อันไหนไม่เข้าใจก็เดินไปไม่กี่ก้าวถามโตโต้ ยิ่งดูเยอะยิ่งเป็นเหมือนอย่างที่พลอยบอก

"พลอย มีเอกสารสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างไหม โปรเจกต์ที่เขาค้อน่ะ"

ภูมิบุญเดินออกมาหาพลอยพร้อมกับเอกสารในมือ

"เดี๋ยว ขอค้นแป๊บนะ แต่ภูมิดูนี่ก่อน ค่าวัสดุก่อสร้างโปรเจกต์ที่เชียงใหม่ บัดเจ็ทวางไว้ที่สิบล้านนะ แต่เราบวกๆดูแล้วนี่ยังไม่ครบเลยนะ มันเลยไปสิบห้าล้านแล้วนะภูมิ"

"ไหน นี่มันอะไรกัน"

ภูมิบุญหน้าถอดสีไป

"เลวมาก เล็กๆน้อยๆบวกกันไปบวกกันมา มันไม่น้อยเลยนะ"

พลอยเองก็ทำสีหน้าไม่ต่างไปจากภูมิบุญ

"เป็นไงยะ ดูกันไม่เป็นล่ะสิท่า แหมหัวเดียวนี่ดูงานเลขาฯไม่ออกเหรอ ต้องใช้ถึงสองหัว"

เสียงแหลมดังมาทำให้ทั้งสองผงะออกจากกัน เมย์นั่นเองเธอยืนอยู่ข้างหน้าถือเอกสารไว้ในมือ

"มีธุระอะไรคะป้า"

พลอยดอดเสียงขึ้นเช่นกัน

"ต๊าย แก ใครเป็นป้าแกยะ"

"อุ๊ย ขอโทษค่ะ ก็แต่งหน้าเหมือนกับป้าที่บ้านเลยนะคะ"

พลอยหัวเราะออกมา

"ปากดีนะแก ฉันไม่ได้มาหาเรื่องพวกแกหรอกนะ ชั้นมาพบคุณโตโต้ อย่างพวกแกน่ะ ชั้นไม่เสียเวลาชายตามองหรอก"

พูดแล้วก็สะบัดหน้าจะเดินเข้าห้องโตโต้ทันที

"เดี๋ยว"

พลอยลุกขึ้นเดินปรี่ไปขวางหน้าไว้

"อะไรยะ แกมีปัญหาอะไรกับชั้น"

"ไม่อยากมีหรอกนะปัญหา ต่ถ้าอยากมีเดี๋ยวจัดให้ได้ แต่พี่ไม่รู้เหรอว่าตอนนี้หนูเป็นเลขาฯคุณโตโต้"

พลอยยกริมฝีปากขึ้นจ้องหน้าเมย์

"เลขาฯที่ทำงานไม่เป็นน่ะเหรอ ชิ"

"เป็นไม่เป็นไม่รู้ แต่รู้ว่าอะไรก็ตามที่จะผ่านไปถึงเจ้านายหนูในห้องต้องผ่านตาหนูก่อน หรือว่าตอนที่พี่ทำให้พนักงานเลเวลต่ำๆเดินเข้าเดินออกได้ตามอำเภอใจเหรอคะ"

"แก"

เมย์กัดฟันกรอด ยกมือขึ้นจะตบหน้าพลอยแต่ภูมิบุญเดินเข้ามาประชิดตัว

"มีอะไรกับคุณโตโต้ครับพี่"

พูดบุญพูดขึ้นเสียงแข็ง

"ชั้น ชั้นเอาแผนงานที่คุณแพรร่างขึ้นมาใหม่เอามาเสนอเซ็น"

กระแทกเสียงตอกใส่หน้าภูมิบุญ

"เหรอครับ งั้นก็ทำอย่างที่พลอยบอก"

ภูมิบุญพูดแล้วมองไปที่โต๊ะของพลอย เมย์ยืนกัดปากตัวเองอยู่ทำอะไรไม่ได้

"งั้นเดี๋ยวชั้นให้คุณแพรเอามาเสนอเอง คอยดูซิแกยังจะกล้าขวางไหม"

ทำท่าจะเดินหันหลังให้

"จะให้ใครหน้าไหนมาก็ต้องผ่านหนูอยู่ดีล่ะค่ะป้า อีกอย่างถ้าเอกสารไม่ผ่านหนูมีสิทธิ์ที่จะดีกลับนะคะ ไม่ปล่อยให้เข้าไปรกหูรกตาบอสหรอกค่ะ เปลืองลูกกะตา"

หันขวับกลับมาทำตาเขียวใส่พลอย

"แก อวดดีนักนะ"

เมย์ยืนตัวสั่นโกรธจัดจนหน้าที่เขียวๆแดงระเรื่อขึ้นมา เธอโยนเอกสารในมือลงบนโต๊ะของพลอยทันที

"ต๊าย เพิ่งจะรู้ว่าที่นี่เขาส่งของกันแบบโยนให้ เดี๋ยวนะคะพี่ ขอหนูดูก่อนว่าผ่านหรือไม่ผ่าน"

พลอยยอมก้มลงเก็บแฟ้มเอกสารที่กระเด็นลงพื้นขึ้นมาทำท่าเปิดดู ภูมิบุญพยักหน้าให้พลอย พลอยจึงยื่นให้ภูมิบุญ

"จะไปไหนล่ะคะพี่"

พลอยร้องขึ้นเพราะเมย์ทำท่าจะเดินหนีไป

"ชั้นต้องอยู่รอด้วยเหรอยะ เสียเวลาทำงานชั้น"

"อ้อเหรอ ทำงานด้วยเหรอคะ หรือว่าที่โกรธหน้ายักษ์ไปเมื่อครู่แล้วแป้งมันแตก ไม่ไปเติมแป้งหรอกเหรอคะ"

"แก อี"

ภูมิบุญนั่งลงที่เก้าอี้ทำงานของพลอย เปิดเอกสารดู แล้วเอาปากกาสีขีดตรงที่ไม่ผ่าน พลิกอยู่ไม่กี่หน้าก็ยื่นให้พลอย

"พี่ครับ อันนี้แก้มาแล้วเหรอครับ ไม่เห็นจะแตกต่างกับที่ได้ยินในห้องประชุมเลย รบกวนทำมาใหม่ด้วยนะครับ"

ภูมิบุญเงยหน้าขึ้นมองเมย์ที่ยืนสั่นอยู่ สายตาเกรี้ยวกราดมองทั้งสองอยู่ พลอยรับเอกสารมาจากมือภูมิบุญแล้วโยนกลับไปที่พื้น

"แก"

"พลอย"

ภูมิบุญร้องขึ้นเพราะไม่คิดว่าพลอยจะทำเหมือนกับเมย์ รายนั้นโกรธจนตาคลอไปด้วยน้ำตาแต่พูดอะไรไม่ได้ทำอะไรไม่ถูก เธอก้มลงเก็บเอกสารแล้วเดินหนีไป

"สะใจจริงๆ"

"พลอย ไม่ดีนะ"

ภูมิบุญส่ายหน้ากับกริยาอาการของพลอย

"ทำไมล่ะภูมิ ดูมันทำกับเราสิ"

"พลอย ฟังเรานะ คนแบบนั้นเราไม่จำเป็นต้องเอาตัวเราเข้าไปแลกหรอก เขากริยาไม่ดีใช่ว่าเราจะต้องแสดงกริยาที่เหมือนเขาเสมอไปนะ ด่าว่ากันเราไม่ว่าแต่อย่าทำแบบนี้ เราต้องทำให้เขาเห็นสิว่าเราเหนือกว่าเขาทุกด้าน ทั้งกริยามารยาทและฝีมือการทำงาน"

"ภูมิ"

พลอยร้องออกมา

"เราโตแล้วนะพลอยจะทำเหมือนตอนเรียนไม่ได้ คนที่เราเกลียดวันนี้ไม่ชอบหน้ากันวันนี้ บางทีเขาอาจจะเป็นคนที่เราใช้งานได้ในอนาคตก็ได้นะ เราจะใช้ใครต้องให้เขาเห็นถึงพระเดชพระคุณของเราด้วย"

"ภูมิ ไปเอาความคิดแบบนี้มาจากไหนอ่ะ แน่มาก เราไม่อยากจะเชื่อว่าภูมิจะโตเป็นผู้ใหญ่ได้มากขนาดนี้"

พลอยร้องออกมา

"ก็เท่าๆที่สังเกตดูล่ะพลอย เวอร์ไปแล้วเราโตที่ไหน เราก็เหมือนๆกับพลอยนั่นล่ะ"

"ค่าคุณเพื่อนบอสหมายเลขสอง"

พลอยล้อเลียนอย่างอารมณ์ดี ภูมิบุญกลับเข้าไปในห้องทำงาน โตโต้ก็เงยหน้าจากกองเอกสารขึ้นมายิ้มให้

"มีอะไรกันเหรอภูมิเสียงดังเอะอะเชียว"

"อ้อ เปล่าหรอกครับ พอดีคุณเมย์จะมาเสนองานให้เซ็นแต่ไม่ผ่าน เลยตีกลับไป"

"หือ จริงเหรอ ทำไมตีกลับล่ะ"

"ก็เขาไม่ได้แก้อะไรเลยนี่ครับ ผมต้องขออนุญาตคุณโตโต้สกรีนงานทั้งหมดให้นะครับ ก่อนที่จะเซ็น"

ภูมิบุญพูดออกไปมองหน้าเขา โตโต้กลับยิ้มออกมา

"ได้สิภูมิ ก็เรามาเป็นผู้ช่วยพี่นี่นะ ดีจังรู้สึกว่าพี่เป็นบอสใหญ่จริงๆก็วันนี้ล่ะ"

"ทำไมล่ะครับ แต่ก่อนไม่รู้สึกอย่างนี้เหรอ"

"ก็ไม่หรอก แต่พี่ก็ไม่อยากจะอะไรกับคนที่ทำงานมาก่อนมากนักเราเองก็ไม่ได้เก่งมาจากไหน กลัวเขาเขม่นเอา"

"อ้อครับ แต่เราเป็นเจ้าของบริษัทนี่ครับ เราไม่เขี้ยวเขาก็หลวมสิครับคุณโตโต้"

"หึหึ เรานี่ใช้ได้จริงๆนะเนี่ย ไม่คิดว่าเวลาทำงานจะเอาจริงเอาจัง"

โตโต้หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีแต่ภูมิบุญกลับเม้มปาก

"ทุกเรื่องนั่นล่ะครับที่ผมจริงจัง เพราะชีวิตผมล้อเล่นไม่ได้หรอกครับ"

พูดจบก็ก้มหน้าดูเอกสารต่อ โตโต้มองหน้าภูมิบุญแล้วยิ้มที่มุมปาก ยิ่งนานวันยิ่งถูกใจเขามากขึ้นทุกทีสินะ พอสักพักก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจากข้างนอกห้อง ภูมิบุญลุกขึ้จากเก้าอี้มองหน้าโตโต้ก่อนจะไปเปิดประตู

"มีอะไรเหรอพลอย"

"ทำไม ชั้นจะมาเสนองานต้องผ่านหล่อนก่อนเหรอ"

คราวนี้เป็นแพรเจ้าของแผนงาน เธอดูโมโหโกรธาหน้าตาบอกบุญไม่รับ พอเห็นหน้าภูมิบุญก็แสยะปากใส่

"มีอะไรเหรอครับคุณแพร"

"ทำไม แผนงานชั้นมีอะไรเสียหายถึงต้องตีกลับ แล้วมีสิทธิ์อะไรมาขีดเขียนแผนงานชั้น"

แพรตะคอกกลับมาเสียงดัง

"เชิญข้างในก่อนครับคุณแพร"

ภูมิบุญหันไปมองหน้าโตโต้ที่พนักหน้าให้ก่อนจะหันกลับมาพูดกับแพร เธอเดินสะบัดหน้าใส่พลอยแล้วเข้ามาในห้อง

"มีอะไรครับคุณแพร"

"คุณโตโต้คะ คุณโตโต้ยังไม่ได้ดูแผนงานของแพรเลยนะคะ แต่เด็กหน้าห้องคุณโตโต้ตีกลับ แล้วยังมาขีดมาร์คแผนงานแพรอีกน่ะค่ะ แพรไม่ยอมนะคะคุณโตโต้"

พอนั่งลงเสร็จก็ฟ้องทันที

"อ้อ ผมเองล่ะครับที่มาร์คไป"

แพรหันขวับมาหาภูมิบุญที่ยืนอยู่ข้างหลังโตโต้ห่างๆ

"ทำไมคะน้องภูมิ ทำแบบนี้ทำไม"

เธอยังคงระดับเสียงสูงไว้อย่างคงที่

"มันไม่ผ่านไงครับ ที่มาร์คไปก็ให้ไปแก้ แล้วคุณแพรแก้แล้วเหรอครับ"

แพรเม้มปากแน่นหันไปทางโตโต้

"คุณโตโต้คะ กรุณาดูก่อนนะคะ ว่ามันไม่ผ่านตรงไหน"

แพรยื่นแฟ้มเอกสารในมือไปให้โตโต้ดู พอเปิดเอกสารก็เห็นสีขีดเขียวอยู่เต็มหน้ากระดาษ โตโต้หันมามองภูมิบุญ

"ตรงที่มาร์คคือส่วนที่ผมเองคิดว่าคุณแพรยังไม่ได้แก้นะครับ ไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะทำเล่นๆ หรือกลั่นแกล้งแต่อย่างใด อย่างเรื่องจัดเลี้ยง ผมคิดว่าราคามันสูงเกินไป อีกอย่างอาหารที่ใช้ก็เป็นอาหารยุโรปทั้งหมด ทั้งที่คอนเซปต์ของรีสอร์ทเราเป็นไทยล้านนา ผมคิดว่าอาหารน่าจะมีอาหารไทยผสมอยู่บ้าง อีกอย่างเจ้านี้เราใช้จัดงานมาตลอดเกือบทุกงาน ราคาก็สูงขึ้นทุกปี ทำไมเราไม่หาจัดเลี้ยงที่อยู่เชียงใหม่เลยล่ะครับ เพราะเขาจะได้ไม่บวกค่าขนส่ง หรือไม่ก็หาดีลเลอร์ที่ให้ราคาเป็นที่น่าพอใจกว่านี้"

ภูมิบุญอธิบายยืดยาว แต่แพรยังคงกัดฟันอยู่

"น้องภูมิคะ เจ้านี้เราไว้ใจเขาได้นะคะ เราใช้มาทุกงาน เขาไม่เคยทำให้เราผิดหวัง จริงไหมคะคุณโตโต้ อีกอย่างงานเราใหญ่เกินไปที่จะไว้ใจใครก็ได้นี่คะ"

"ผมเห็นด้วยครับ แต่ผมว่าน่าจะเสนอมาสักสองสามรายชื่อนะ คุณแพรจะไม่ให้เราเลือกเลยเหรอครับ ในเมื่อธุรกิจมันคือการแข่งขัน ยิ่งใช้ประจำราคาก็น่าจะยิ่งต่อรองกันได้ ไม่ใช่เพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวแบบนี้ เรื่องนี้ยังไงผมก็ไม่ให้ผ่านครับ"

ภูมิบุญตัดบทเพราะขี้เกียจจะอธิบายอีก โตโต้นิ่งฟังมองหน้าภูมิบุญอยู่ ส่วนแพรโกรธจัดจนไม่รู้จะทำยังไงดี จะแสดงกริยาออกไปยังไงดี

"อ้อ เรื่องดีลเลอร์ ผมเห็นแต่ละรายการมีแค่อย่างละเจ้า ผมอยากให้คุณแพรหามาอย่างละสองเป็นอย่างต่ำ เราจะได้มีการเปรียบเทียบราคากันนะครับ"

"น้องภูมิ"

เธอแว้ดเสียงขึ้ตาเขียว โตโต้หันมามองแล้วทำตาดุใส่เธอจึงเก็บอาการ

"คุณโตโต้คะ แพรรับหน้าที่จัดงานให้บริษัทเรามาทุกงาน ไม่เคยทำให้งานเสียมีแต่สร้างชื่อเสียงให้ แล้วนี่อะไรคะ"

แพรแสดงความในใจออกมาโตโต้เองก็มองอยู่

"ครับผมเข้าใจดีคุณแพร แต่อย่างที่ภูมิพูดผมก็คิดว่ามันไม่ผิดนี่ครับ"

"ทำไมคะคุณโตโต้ น้องเขาไม่มีประสบการณ์ งานจะเสียเอาได้นะคะ"

"ยังไงคุณแพร ผมไม่เห็นว่าภูมิจะทำอะไรที่เสื่อมเสียเลย แค่เขาแสดงความคิดเห็นออกไป คุณก็แค่หามาอย่างที่เขาบอก"

โตโต้พูดเสียงนิ่งเหลือเกิน มองหน้าแพร

"แล้วเขามีสิทธิ์อะไรคะ เป็นแค่ผู้ช่วยคุณโตโต้ มีสิทธิ์มาตัดสินว่างานแพรจะผ่านไม่ผ่านเหรอคะ"

แพรแว้ดเสียงขึ้นสายตาปราดมาทางภูมิบุญ

"มีสิ อ้อผมลืมบอกในที่ประชุมไป น้องภูมิมีสิทธิ์เทียบเท่าผมทุกประการ ต่อไปนี้การอนุมัติทุกอย่างต้องมีลายเซ็นผมคู่กับน้องภูมิจึงจะแสดงว่างานนั้นผ่านการอนุมัติ"

โตโต้พูดแล้วหันมายิ้มให้ภูมิบุญที่ก้มหน้านิ่งไม่อยากจะโอ้อวดตัวเอง แต่แพรอ้าปากหวอ

"ถ้างานเสียมาอย่ามาว่าแพรนะคะ"

เธอพูดแล้วทำท่าจะลุกขึ้นจากเก้าอี้

"เดี๋ยวครับคุณแพร"

ภูมิบุญเริ่มรำคาญกับกริยาของผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้า เดินกลับไปโต๊ะตัวเองกดโทรศัพท์ไปหาพลอย

"พลอยรบกวนตามคุณหินพีอาร์ให้หน่อยนะ ขอตอนนี้เลย"

โตโต้กับแพรหันมามองภูมิบุญเป็นตาเดียว

"คุณโตโต้ครับ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ผมว่างานนี้ให้คุณหินเขาลองเสนอโปรเจกต์มาดูดีไหมครับ เราลองให้โอกาสคนอื่นบ้าง เผื่อว่าเขาอาจจะมีฝีมือ อีกอย่างคุณแพรจะได้ไม่เหนื่อยทุกงานไงครับ"

สิ่งทีพูดออกไปทำให้แพรถึงกับอึ้งทำหน้าไม่ถูก ส่วนโตโต้ยิ้มออกมาถูกใจเหลือเกิน

"สวัสดีครับ"

หินเดินตามพลอยเข้ามาในห้อง พลอยยิ้มให้ภูมิบุญก่อนจะเดินออกไป

"เชิญนั่งครับคุณหิน"

โตโต้ผายมือให้ เขารูปร่างสูงโปร่งแต่งตัวจัดจ้านไม่แพ้ผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างๆ แต่ดูท่าทางคงเกรงกันอยู่ไม่น้อย

"คือเรื่องโปรเจกต์เปิดตัวที่เชียงใหม่น่ะครับ ผมอยากให้คุณหินลองเสนอแผนงานมาให้ดูหน่อย"

ภูมิบุญเดินมาอยู่ที่เดิมเยื้องๆโตโต้ หินทำหน้าเลิ่กลั่กตกใจ

"เอ่อ แล้วโปรเจกต์ของคุณแพร"

"เราก็ยังพิจารณาอยู่ครับ แต่อยากให้คุณหินลองเสนอมาด้วย ช่วยกันทำก็ได้นะครับ แต่อยากให้เห็นความแตกต่างของงานทั้งสองแบบ คอนเซ็ปต์ยังเหมือนเดิมนะครับ คุณโตโต้ครับถ้าร่างแผนงานนี่เขาใช้เวลาประมาณเท่าไหร่ครับถึงจะเสร็จ"

ภูมิบุญหันไปหาบอสใหญ่

"พฤหัสหน้าทันไหม"

โตโต้พูดออกมายิ้มมองการแจงงานของภูมิบุญ

"เอ่อ ทันครับ"

หินพูดออกมาไม่กล้ามองไปทางแพรที่นั่งร้อนอาสอยู่

"ส่วนดีลเลอร์ ผมอยากให้มีการเสนอราคามากกว่าเจ้าเดียวนะครับ และผมขอตัวอย่างด้วย ทุกอย่าง ทั้งอาหารเครื่องดื่ม อุปกรณ์การตกแต่ง ดอกไม้ ขอด้วยนะครับ รูปก็ยังดี"

ภูมิบุญพูดไม่ได้สนใจกริยาของแพรอีกเลย หินดูตื่นเต้นเอาสมุดขึ้นมาจดเป็นการใหญ่แต่แพรนั่งหน้าบึ้งสายตาแสดงความเกลียดชังออกมาอย่างไม่มีปิดบัง พอเสร็จทั้งสองก็เดินออกนอกห้องไป

"หึหึ เก่งมากครับภูมิ เรานี่สร้างความประหลาดใจให้พี่ได้ตลอดเลยนะ พี่ไม่ยักรู้ว่าเรามีความรู้เรื่องนี้ด้วย"

โตโต้ลุกจากที่นั่งเดินตรงมาหาภูิมบุญ

"ผมก็ไม่ได้มีความรู้อะไรหรอกครับ ผมแค่อยากจะเห็นการแสดงความสามารถของเพื่อนร่วมงาน ที่พูดๆออกไปก็เอามาจากอินเตอร์เน็ททั้งนั้น"

"จริงดิ พี่ไม่ยักรู้"

โตโต้ปรี่เข้าประชิดตัวจนภูมิบุญถอยร่นติดผนัง พยายามจะหาทางไป

"ยิ่งอยู่กับเราพี่ยิ่งชอบเรานะภูมิ เราไม่เหมือนกับเด็กทั่วไปที่พี่รู้จัก"

เสียงนุ่มหวานก้องออกไป โตโต้เอามือดันผนังไว้ลมหายใจรดหน้าภูมิบุญอยู่

"ครับ ผมร้ายครับผมรู้"

"ยิ่งร้าย ยิ่งชอบ"

ภูมิบุญพลิกตัวออกมาจากเขา รีบเดินไปที่เก้าอี้ของตัวเอง

"ใครเป็นหัวหน้าแผนกจัดซื้อครับคุณโตโต้"

ภูมิบุญเปลี่ยนเรื่องคุย เพราะถ้าไม่คุยเรื่องานเขาคงไม่ยอมหยุดง่ายๆ

"คุณสมชาย ทำไหมหรือภูมิ"

โตโต้ถามเดินมาทำเหมือนเดิมท่าเดิม ภูมิบุญนิ่งคิด คงเก็บไว้คนเดียวไม่ได้แล้วล่ะสิ่งที่ค้างอยู่ในใจ

"ผมคิดว่ามีการสั่งซื้อในราคาที่ผิดปกติ อยากให้คุณโตโต้ตรวจสอบครับ"

"หือ อะไรนะ"

ได้ผลเพราะโตโต้กระเด้งตัวเป็นยืนตรงเดินอ้อมมาหน้าโต๊ะของภูมิบุญ

"นี่ครับ เอกสารที่ผมตรวจๆดู มันเริ่มมาตั้งแต่โปรเจกต์ที่เขาค้อ รายการสั่งซื้อกับสินค้ามันไม่สอดคล้องกัน"

"เรียกเขามาพบหน่อยซิ"

"เดี๋ยวครับคุณโตโต้ ผมขอเวลาหาข้อมูลให้ได้เยอะกว่านี้หน่อยนะครับ อย่าเพิ่งกระโตกกระตากไป ผมคิดว่าเขาไม่ได้ทำคนเดียว"

"หือ มีคนร่วมมือเหรอ"

"คิดว่าน่าจะมีคนร่วมมือ เพราะเงินมันจำนวนไม่น้อย อีกอย่างถ้าทำคนเดียวคงไม่ไหวแน่ๆเพราะมันมีการเซ็นผ่านมาหลายแผนก"

ภูมิบุญฉายแววตาออกมา โตโต้นิ่งคิดอยู่มองหน้าภูมิบุญด้วยสายตาที่ครุ่นคิด ทั้งสองปรึกษาหารือกันอยู่ จนถึงเวลากลับบ้าน ภูมิบุญก็หอบเอกสารกลับบ้านกองใหญ่ โตโต้เองก็เรียกเด็กวิ่งเอกสารที่เป็นลุงแก่ๆคนหนึ่งมาช่วยขนไปใส่ท้ายรถ พลอยแยกกลับแล้ว รายนั้นก็หอบเอกสารกลับเช่นกัน

"เราควรจะบอกคุณท่านไหมครับคุณโตโต้"

ภูมิบุญถามขึ้นระหว่างทางกลับบ้าน

"ยังก่อนดีหว่าภูมิ กลัวแม่จะตกใจ เราเอาให้แน่ก่อนเถอะ พี่นี่ไม่ไหวจริงๆ เซ็นอย่างเดียวหลับหูหลับตาไม่ดูเลย นี่ถ้าเราไม่เข้ามาทำงานกับพี่ คงโดนพวกมันโกงไปไม่น้อย"

โตโต้ระบายออกมา

"ก็คุณโตโต้ทำงานคนเดียวนี่ครับ เอกสารให้เซ็นก็เป็นตั้ง ดูหมดคงไม่ไหวเหมือนกัน"

ภูมิบุญพูดออกไป คนฟังหันกลับมาหายิ้มอย่างดีใจ

"ขอบใจนะภูมิที่เราเข้าใจพี่"

"ไม่เป็นไรครับ ผมก็ทำตามหน้าที่ตอบแทนคุณท่านแค่นั้นเอง"

ภูมิบุญมองออกไปนอกกระจกรถ เกือบห้าโมงเย็นแล้วรถราแถวถนนศรีนครินทร์ก็เริ่มที่จะแออัด ผู้คนสัญจรไปมา ต่างมีจุดหมายปลายทางที่ไม่เหมือนกัน นานแค่ไหนแล้วนะที่คิดไม่ดีกับภูมิบุญ เคยคิดว่าเขาเข้ามาในบ้านเพื่อหาผลประโยชน์ เคยคิดว่าเขามีจุดประสงค์ร้ายกับครอบครัว เขาคิดแบบนั้นไปได้ยังไงกัน ในเมื่อคนตัวเล็กที่นั่งอยู่ข้างๆตอนนี้ เขาพยายามทำเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของหยาดเหงื่อแรงกายของคนที่เป็นแม่ของเขาเอง เขาไม่เคยคิดร้ายเลย เงินเดือนก็ขอรับแค่ครึ่งเดียวเพราะเขาอ้างว่าอยู่ที่บ้านคุณท่านไม่ต้องใช้จ่ายอะไร ที่ขอแค่ครึ่งหนึ่งก็จะเก็บไว้เผื่อว่าแม่ของเขาเองจะล้มเจ็บต้องใช้เงิน เขาไม่เคยเรียกร้องอะไรจากครอบครัวนี้เลย แล้วนี่คิดเลวร้ายกับเขาไปมากแค่ไหนแล้วนะ โตโต้ครุ่นคิดอยู่ในใจ

"แวะกินข้าวกับพี่ก่อนไหมภูมิ"

โตโต้เอ่ยขึ้นแล้วมองมายังภูมิบุญ

"อย่าเลยครับ คุณท่านคงรอเราอยู่ วันนี้เห็นแม่บอกจะทำแหนมเนืองนะครับ คุณโตโต้ชอบทานไม่ใช่เหรอ"

ภูมิบุญหันไปตอบแล้วยิ้มให้น้อยๆ ไม่รู้ตัวหรอกว่ารอยยิ้มนี้เองสร้างความคิดอีกแง่เกี่ยวกับตัวเขาให้กับคนตัวใหญ่ข้างๆแล้ว

"เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยออนเลยนะภูมิ นอกใจพี่เหรอ"

หลังจากที่ทานข้าวเก็บกวาดช่วยทางบ้านเสร็จภูมิบุญก็มีเวลาส่วนตัวเปิดคอมพิวเตอร์คุยกับคนรักที่อยู่ห่างไกล

"โทษทีนะครับพี่แทน พอดีที่ทำงานยุ่งๆน่ะครับ พี่แทนเป็นยังไงบ้างวันนี้"

"เซ็งดิภูมิ พี่รอเราออนทั้งวัน คิดถึงจะแย่อยู่แล้ว"

"ภูมิก็คิดถึงพี่แทนนะครับ แต่งานยุ่งจริงๆ"

"ไม่ได้นอกใจพี่นะ พี่ไม่ยอมนะภูมิ"

"บ้าเหรอพี่แทน ภูมิไม่ได้รักใครง่ายๆนะ ภูมิรักพี่แทนคนเดียว"

"ค่อยชื่นใจหน่อย วันนี้ที่นี่ฝนตกล่ะภูมิ เหงาเลยอ่ะ เคยฝนตกแล้วอยู่กับภูมิคิดถึงที่สุดเลย"

"ภูมิก็คิดถึงพี่แทนนะครับ ยิ่งนั่งรถผ่านซอยบ้านเรายิ่งคิดถึง"

"ภูมิคิดถึงพี่ฟังเพลงที่พี่เคยเปิดให้ฟังสิ เนี่ยพี่กำลังฟังอยู่"

"Wind song ใช่ไหมครับ คิดถึงอยู่พอดี"

ภูมิบุญเลื่อนเมาส์ไปคลิกตรงเพลงที่เขาเอาขึ้นหน้าจอคอมพิวเตอร์ไว้ พอเสียงกีตาร์โปร่งเคล้ากับเสียงเปียโนดังแว่วออกมาห็หลับตาคิดระลึกถึงคนที่รัก อ้อมกอดนั้น ปีสุดท้ายที่แทนทวีอยู่ที่เมืองไทย ภาพเทือกเขาสีเขียวเข้มจนดำเบื้องหน้า หมอกที่ปกคลุมเห็นเพียงรางๆ เก้าอี้หวายหน้าห้องมีสองร่างนั่งอยู่คู่กัน ผ้าห่มผืนหนาคลุมสองร่างนั้นอยู่

"พี่สัญญานะภูมิ พี่จะรักภูมิคนเดียว"

เสียงที่ทุ้มนุ่มหูกระซิบอยู่ข้างๆมันดังเข้าไปในใจ มันสะท้อนเข้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ

"ภูมิก็รักที่แทนครับ รักมาก ขอบคุณพี่แทนนะครับที่รักภูมิ"

ร่างสองร่างเบียดเข้าหากันโอบกอดกันอยู่อย่างนั้น ความหนาวเหน็บภายนอกทำอะไรทั้งสองไม่ได้ เพราะไออุ่นแห่งใจได้แผ่ผสานสองคนให้อุ่นไอรักกันอย่างที่อะไรในโลกนี้จะมา พรากสองคนจากกันได้ ในเมื่ออีกคนคือแรงใจให้กันและกัน แค่ขอบฟ้ากั้น ขอบทะเลขวางมันไม่ได้ยากเย็นเลยสำหรับหัวใจสองดวงที่เต็มไปด้วยรักคู่นี้