ระรวยระรินแรงร้อนโรยรา ระริกระทวยล้าหลั่งไหล
รุ่มเร้าร้อนรนรวดร้าวไร้ ลืมหรือไรรักลวงล่อหลอกหลอน
ฤทธิ์ฤๅเรารู้แล้วลบเลือน รักฤๅเลื่อนหลอกเราร้าวร่ำร้อง
ลิ้มรสรักร้อนรุ่มร้าวรานลอง ระรวยรอนร้อนฤๅรอนรอนลม
แปลบปวดแสบยอกจุกในอก สะอึกชกตีตัวไปให้ร้าวเหลือ
ยอกยอกเน้นย่ำเหยียบแสบทาเกลือ ร้อนรนเหลือสิ้นแรงจะสิ้นลม
บาดคมลึกฝังไปกลางทรวงอก แผลร้าวรกลากร่างทุกข์ระทม
ยิ่งเงยหน้าแหงนมองฟ้าหน้ายิ่งจม ร้าวระทมจมทุกข์อเวจี
ยังจำได้ไหมวันนั้นที่สัญญาว่าจะรักเราเพียงคนเดียว มืออุ่นที่เกาะกุมอยู่เนิ่นนาน จำได้ไหมว่าพูดอะไรออกมาบ้าง ไม่ว่าจะนานแค่ไหน ไกลเท่าไรก็จะมีแค่เราคนเดียว ห่างกันแค่น้ำทะเลกั้นแต่ใต้แผ่นฟ้าเดียวกัน อนิจจา คนเราก็แปรเปลี่ยนไปได้เช่นนี้ อันไม้เลื้อยอยู่ใกล้เสาหลักใดก็เลื้อยไปใจเขาเองก็คงเฉกเช่นกัน ถามว่าเจ็บมากไหม เจ็บมากจนไม่รู้จะเอ่ยอะไรออกมาดี ครั้นเวลาอยู่เพียงลำพังภาพอดีตที่เคยทำร่วมกันมามันก็วนเวียนฉายขึ้นมาเหมือนเตือนใจ เยาะเย้ยหยันเหยียดให้เรายิ่งตรมระทมทุกข์หนักเข้าไปอีก ภูมิบุญนอนหลับอยู่ในอ้อมกอดของโตโต้ เหนื่อย ล้า แม้จะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาแต่ก็ไม่อยากแม้ที่จะลืมตามาเผชิญหน้าใคร อาย เจ็บ วาดวิมานเอาไว้ในอากาศ วิมานนั้นสวยงามวิจิตร วิมานรักของสองเรา แต่มันก็ปลิวลอยมลายหายไปอย่างง่ายดาย เหลือไว้เพียงภาพที่ล่อลวงตา บางทีก็ยังหลอกตัวเองว่ามันไม่จริง สิ่งที่เพิ่งจะผ่านมามันเป็นแค่ฝัน มันไม่จริง แต่พอรู้สึกตัวขยับกายความร้าวรานแห่งใจมันก็ยากเกินจะบอกว่ามันเป็นเพียงฝัน หรือถ้ามันเป็นฝันจริงมันก็คงโหดร้ายหนักหนาสาหัสสากรรจ์มากทีเดียว เพราะนอกจากใจที่เจ็บแปลบปลาบแล้ว กายเองก็ร้าวรานระทมไปเช่นกัน
"ตื่นแล้วเหรอครับ คนดี"
เสียงทุ้มเข้มดังแว่วอยู่บริเวณหน้าผาก ภูมิบุญพลิกกายออกจากการกอดก่ายของเขา
"อยู่นิ่งๆสักพักสิภูมิ"
ได้แต่สูดลมหายใจเข้าปอดโดยไม่ลืมตามาดูเขา ไม่อยากเห็นใคร ความจริงไม่อยากจะได้ยินเสียงใครเสียด้วยซ้ำ ภูมิบุญยังคงหลับตาอยากให้ความร้าวรานนี้จางหายออกไปจากใจเสียที แต่คิดขึ้นมาทีไรก็เจ็บยอกเข้าไปในใจไม่เจือจาง ไม่หายไปเลยสักที
"กินอะไรหน่อยไหม เก้าโมงแล้ว"
"ภูมิอยากจะอาบน้ำ"
ยอมพูดออกมาแต่ไม่ยอมมองหน้าเขา โตโต้กระชับก่อนแน่นขึ้นจุมพิศแผ่วเบาที่หน้าผาก
"ครับ พี่รู้ครับว่าเราเจ็บ แต่ภูมิรู้เอาไว้ด้วยนะ ยิ่งภูมิเจ็บเท่าไหร่ พี่เจ็บกว่าภูมิหลายร้อยเท่านัก"
เม้มปากแน่น "ทำไม" พอแล้วอย่ามายุ่งเกี่ยวกันอีกเลย ไม่อยากมีใคร ไม่อยากได้ยาขนานไหนวิเศษแค่ไหนมาเยียวยารักษา จะรักษาตัวเอง พอแล้วกับบ่วงรักพันมัดใจแบบนี้ ภูมิบุญตัดสินใจลุกจากเตียงเดินออกไปเข้าห้องน้ำ โตโต้เองได้แต่นั่งมองตามแผ่นหลังไปก่อนจะกลับขึ้นห้องของตัวเอง สายตาของคนในบ้านรอคำตอบจากโตโต้อยู่ สายตาที่ห่วงหาอาทรฉายออกมาโดยไม่ต้องเอ่ยอะไร
"น้องเป็นไงบ้างลูก"
คุณอภิสราถามขึ้น โตโต้ถอนหายใจออกมา
"คงสักพักล่ะครับแม่ โต้กลัวใจน้องจังเลย"
"โธ่ ภูมิ เมื่อไหร่เรื่องราวร้ายๆมันจะจบจะสิ้นเสียที"
ครางออกมาสีหน้าสีตาไม่ต่างไปจากบุตรชาย บาสไปโรงเรียนแล้วโดยมีลุงหมายขับรถไปส่ง ส่วนโตโต้วันนี้ขอเข้าบริษัทสายๆเพราะไม่มีกะจิตกะใจ ภูมิบุญเองคงไม่ได้ไปทำงานตามปกติ คงรอให้จิตใจกลับสู่สภาพเดิมให้เร็วที่สุดคุณอภิสราถึงจะปล่อยไป
เปิดน้ำฝักบัวไหลให้รดตัว ให้ความเย็นของน้ำมันราดเอาความร้อนรุ่มในใจหมายจะให้มันไหลออกมากับสายน้ำ แต่เปล่าเลย ยิ่งเย็นยิ่งยะเยือกเข้าไปถึงกลางใจ นี่เราทำผิดอะไรหรือ ถ้าเราทำผิดเองพร้อมจะยอมอ้อนวอนให้เขากลับมาคืนดี รักมากเหลือเกิน รักจนหมดใจ นี่เขาเห็นเราเป็นใครในสายตาของเขาหรือเราเป็นคนโง่งมงายยิ้มผ่านจอคอมพิวเตอร์ ให้เขาสองคนหัวเราะเยาะกับท่าทางการแสดงความรักของเรา นับวันนับคืนรอคอยเขาให้กลับมาเพื่อที่จะพาคนอื่นมายืนต่อหน้าแล้วบอกว่า "แฟนพี่" นี่น่ะหรือ เราเป็นใคร เราทำอะไรอยู่ เรื่องวันวานที่ผ่านไปไม่นานเขาไม่ได้คิดอะไรกับเราเลยหรือ อ้อมกอดนั้น จุมพิศนั้น คำรักคำนั้น มันเป็นอะไร มันมีความหมายอะไร พูดมันออกมาง่ายเหลือเกิน จำมันได้ไหม จำมันได้หรือเปล่า คำพูดที่เพียงลอดไรฟันออกมารู้ไหม มันสลักฝังในใจอย่างไม่มีวันลบเลือน ไม่มีวัน
"ภูมิ ภูมิเป็นไงบ้าง"
พอออกจากห้องน้ำมาพลอยก็โทรศัพท์มาหาเพราะบาสรายงานแต่เช้า สายไม่ได้รับกว่าหกสิบกว่าสาย ภูมิบุญจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์เนิ่นนานกว่าจะยกมันขึ้นถอดถอนหายใจก่อนจะกดรับ
"พลอย"
ครางออกมา อีกฝั่งพอได้ยินก็แทบทรุดน้ำเสียงที่ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงหรือพลังอันใด ความหดหู่เจ็บปวดร้าวราวมันดังแว่วออกมา
"ภูมิ"
พลอยเองที่เป็นคนสะอื้นออกมา ไม่ได้คุยอะไรกันเลยเพราะภูมิบุญเองก็เม้มปากแน่นพยายามจะไม่หลั่งน้ำตาออกมาอีก มันเกินพอ มันมากไปแล้ว แต่พลอยเองก็สะอื้นเกินกว่าที่จะพูดออกมาเป็นคำได้ ชีวิตของเพื่อนที่เธอรักตั้งแต่คบกันมาไม่เคยเห็นภูมิบุญมีความสุขได้เนิ่นนานเลยสักครั้ง วิบากกรรมมันมากมายสายตาที่ร้าวรานเมื่อใดที่เผชิญทุกข์กรรมมันช่างน่าเวทนายิ่งนัก ทำกันลงคอ ใจดำ!!
"คุณท่านครับ ภูมิขอขึ้นไปกราบพระบนห้องได้ไหมครับ"
พอทำใจปรับสีหน้าไม่ให้เศร้าโศกอาดูรเกินไป รู้ดี รู้แก่ใจว่าผู้ที่รักตนก็เสียใจไปไม่น้อยกว่าเขา ภูมิบุญก็เดินไปที่ตึกใหญ่ คุณอภิสราปรี่เข้ามาโอบไว้
"ได้สิลูก ไปเดี๋ยวป้าไปด้วย จันทร์วานตัดดอกซ้อนใส่พานมาให้หน่อย"
หันไปบอกจันทร์ รายนั้นเม้มปากแน่นแล้วรีบออกไปหน้าบ้าน
"เป็นยังไงบ้างลูก ดีขึ้นไหม"
"ครับ ไม่มีอะไรแล้ว"
ปากบอกไปอย่างนั้นพยายามฝืนยิ้ม แต่ใบหน้าที่ไร้ซึ่งความรู้สึกแม้แต่เด็กไร้เดียงสายังมองออกว่าเขาไม่ได้ยิ้ม แต่กำลังร้องไห้อยู่ภายในใต้ดวงหน้านั้น สายตาที่เค้นเอาความเจ็บปวดฉายแววออกมา ความทรมานที่ถูกกักกันไว้ไม่ให้ไหลออกมา ใครมองก็รู้
"อย่าคิดมากนะลูก อย่าไปเจ้าคิดเจ้าแค้น ทำใจให้สบาย เรายังมีอะไรอีกหลายอย่างให้ต้องทำ อย่าเพิ่งท้อ"
กำลังใจจากปากของนายใหญ่ของบ้านพรั่งพรูออกมา มือก็คอยลูบปลอบประโลมอยู่ ภูมิบุญเม้มปากพยักหน้ายิ้มแห้งๆออกมา
ห้องพระที่ดูขรึมศักดิ์สิทธิ์ทาสีผนังด้วยสีน้ำตาลทองมีพระพุทธรูปหลายองค์หลายขนาดรายเรียงอยู่บนหิ้งพระ คราใดที่ใจเราหมองหม่น ครานั้นจะนึกถึงพระพุทธคุณ คราใดที่ใจเราสำราญดี เรากำลังนึกอะไร คุณอภิสรานั่งพับเพียบลงข้างๆภูมิบุญจันทร์กลับมาพร้อมพานดอกพุดซ้อนในมือสีขาวสะอาดตา
"แผ่เมตตาอโหสิกรรมให้แก่กันเสียเถิดลูก สิ่งใดผ่านก็ขอให้ผ่าน อย่าให้ทุกข์ให้ตรมอีกเลย"
สะกิดใจ พลันภาพในอดีตก็ฉายออกมา อภิชัยเองก็เคยรู้สึกแบบนี้เช่นกัน ยังจำได้ดีวันที่เขากอดขาขอร้องไม่ให้ภูมิบุญทิ้งไป ยังจำได้ดีทุกคำพูดที่เขาพูดออกไป "เราไม่เคยรักนายจำเอาไว้ ที่เราทำทั้งหมดเพื่อที่จะให้นายรู้ว่าการที่สูญเสียคนที่รัก มันรู้สึกยังไง" อนิจจาร้าวเหลือไปถึงใจ นี่น่ะหรือความรู้สึกของเขา นี่น่ะหรือความรู้สึกของเขาในตอนนั้น อภิชัย เราขอโทษ น้ำตาไหลออกมาทันที ภาพอดีตที่ยังคงแจ่มชัด เราเองก็เคยทำกับเขาไว้เจ็บแสบยอกอกไม่ใช่น้อย สมควรแล้วที่ได้รับผลกรรมนี้ สมควรแล้วที่ได้ลิ้มรสของความขมปวดใจนี้ คุณอภิสรากับจันทร์เอื้อมมือมาแตะที่บ่าของภูมิบุญเม้มปากพยายามแข็งใจไม่ร้องไห้ออกมา เพราะภาพที่เห็นเบื้องหน้าคือร่างของภูมิบุญที่พนมมือก้มลงกราบแต่แน่นิ่งอยู่ท่านั้นสะอื้นออกมา
คุณอภิสราพนมมือขึ้นแล้วตั้งนโมสามจบ อาราธนาพระพุทธคูณ พระธรรมคุณ แลพระสังฆคุณ กว่าจะเงยหน้าขึ้นมาได้ก็ทำเอาผู้ใหญ่ทั้งสองน้ำตาไหลซึมออกมาแล้ว ภูมิบุญเองก็เม้มปากแน่นพนมมือพยายามตั้งสมาธิ
"อะหัง สุขิโต โหมิ อะหัง นิททุกโข โหมิ อะหัง อะเวโร โหมิ อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ อะหัง อะนีโฆ โหมิ สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิฯ"
คุณอภิสรากล่าวบทแผ่เมตตาออกมาภูมิบุญจ้องมองไปที่พระพักตร์ขององค์พระพุทธรูป ราวกับกำลังอ้อนวอนขอร้องให้พระท่านช่วยให้พรให้ลุล่วงวิบากกรรมนี้ไปที
"สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในที่นี่ ลูกขอแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลในการสวดมนต์ครั้งนี้ ให้แก่ บิดา มารดา ครูบาอาจารย์ เจ้ากรรมนายเวร แลหลานของข้าพเจ้าที่ทุกข์ใจอยู่ที่นี้ สิ่งใดเคยทำผิดพลาดไป ทั้งในอดีตชาติ ปัจจุบันชาติ และอนาคตชาติ ทั้งที่จงใจก็ดี ไม่จงใจก็ดี ลูกขออโหสิกรรม ขอให้เจ้ากรรมนายเวรจงประสบแต่ความสุขความเจริญ ด้วยเทอญ"
คุณอภิสรากล่าวขึ้นเสียงเครือไปด้วยน้ำตา ภูมิบุญน้ำตาไหลออกมาตั้งจิตอธิษฐาน หลับตาลง นั่งอยู่อย่างนั้นเนิ่นนานจนน้ำตาเหือดแห้งหายไป
"ภูมิขออยู่บนนี้สักพักได้ไหมครับคุณท่าน"
ภูมิบุญเอ่ยออกมา คุณอภิสราพยักหน้าแล้วมองไปยังจันทร์ที่ใบหน้ารวดร้าวไม่ต่างกัน ทั้งสองก้มลงกราบพระแล้วลุกออกจากห้องไปแล้ว
"หลวงพ่อครับ นี่เป็นผลกรรมที่ผมเคยทำไว้ใช่ไหม ยายเคยพร่ำสอนแล้วแต่ผมไม่เคยทำตามได้เลย วันนี้รับรู้แล้วว่าผลกรรมมันตามสนองได้จริง มันเจ็บปวดเจียนตาย หลวงพ่อช่วยลูกให้พ้นบ่วงทุกข์นี้ด้วยเถิด"
ครางออกมาก้มลงกราบน้ำตาไหลพราก
"น้องภูมิเป็นยังไงบ้างคะคุณแม่"
แวนเองถือกระเช้าดอกไม้มาเยี่ยมภูมิบุญถึงบ้าน สีหน้าก็ไม่ต่างไปจากใคร แววตาดูร้าวรานมากเช่นกัน
"ยังไม่ตายหรอกหนู แล้วนี่เอาดอกไม้มาเยี่ยมใคร คนในบ้านนี้ไม่มีใครป่วยไข้"
คุณอภิสราเชิดหน้าไม่มองสบตาแวนที่ก้มหน้าไม่สู้หน้าเช่นกัน
"แวนมากราบขอโทษคุณแม่ค่ะ มาขอโทษน้องแทนน้องชาย"
"ไม่เป็นไรหรอกหนู ถือว่าตัดเวรตัดกรรมกันเสีย"
น้ำเสียงยังห้วนอยู่ แวนเองสะท้านใจ
"แวนเสียใจนะคะ"
"ใครๆเขาก็เสียกันทั้งนั้นล่ะหนู ไม่เจอกับตัวไม่รู้หรอกจริงไหม เอาเถอะภูมิเขาไม่คิดแค้นอะไรในใจหรอก สบายใจได้ แต่ขออะไรอย่างหนึ่งได้ไหม ตัดกันแล้วตัดกันเลยนะ อย่ามาวอแวกับภูมิอีก สงสารน้องมันบ้าง ให้มันมีชีวิตที่สงบสุขบ้าง หนูเองตอนนี้ก็เป็นแม่คนแล้วนี่นะ น่าจะเข้าใจว่าถ้าลูกเราเจ็บ คนเป็นแม่อย่างเราเจ็บกว่าเท่าใด"
"คุณแม่"
เม้มปากแน่นน้ำตาคลอ
"แวนขอเจอน้องเขาได้ไหมคะ"
"ได้น่ะได้ แต่ไม่รู้ว่าภูมิเขาจะบากหน้ามาเจอเราหรือเปล่านะ"
ทุกคำพูดมันเสียดแทงเข้าไปในใจของแวน ปรายหางตาที่มองมารังเกียจเดียดฉันท์ เข้าใจดีในความรู้สึกเพราะเธอเองก็รู้สึกแบบนั้นกับน้องชายแท้ๆของตนเช่นกัน
"จันทร์ไปตามภูมิให้หน่อย"
คุณอภิสราหันไปบอกจันทร์
"ตามสบายนะหนู ป้าขอตัวก่อน"
คุณอภิสราลุกขึ้นทันที เดินขึ้นห้องไปแล้ว พอจันทร์ไปบอกภูมิบุญว่าแวนมาพบก็นั่งนิ่งอยู่
"ไหวไหมลูก"
จันทร์ตบบ่าภูมิบุญเบาๆ
"แม่ ภูมิขอโทษแม่นะครับ ภูมิเป็นลูกไม่ดี คอยสร้างแต่ความทุกข์ใจให้แม่ แม่อโหสิกรรมให้ภูมินะครับ"
"ภูมิ"
สะอื้นออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย หัวอกมารดาแค่แตะมือสัมผัสลูกก็รับรู้แล้วว่าลูกในอุทรของตนสบายดีหรือทุกข์ใจ จันทร์เองสุดกลั้น ทนมองดูความเจ็บปวดของลูกชายมสตั้งแต่วัยเยาว์ แม้จะไม่ได้เลี้ยงดูมากับมือ แต่รักลูกมากไม่แพ้ใคร หัวอกกลัดหนองอยู่ทุกวี่วัน ที่นำพาความสุขมาให้ภูมิบุญไม่ได้ แล้วนี่อะไร ลูกชายก้มลงกราบกับตักมารดาร้องไห้กอดกันอยู่ จันทร์ปล่อยโฮออกมา ภูมิบุญเองก็ร้องไห้ สัญญากับตัวเองว่านี่จะเป็นการร้องไห้ฟูมฟายครั้งสุดท้าย ขอร้องไห้ให้มารดาของตน ขอร้องอยู่ในอกของมารดาของตนเท่านั้นพอ เนิ่นนานกว่าที่จะสงบลงได้ ภูมิบุญบอกให้มารดาตนลงไปก่อนขอตัวทำสีหน้าสีตาให้ดีขึ้นก่อนจะลงไปพบแขกที่รออยู่เบื้องล่าง
"เจ็บก็รู้ แต่ตายไหม ไม่ตาย เจ็บก็ดี จะได้รู้ไว้ ว่ายังมีลมหายใจอยู่ จะมาครวญครางเพื่ออะไร ไม่มีประโยชน์ เขาไม่รักคือเขาไม่รัก เขาไม่เอาคือเขาไม่เอา เขาหมดใจไม่เหลือแล้ว จะร้องไห้ฟูมฟายแล้วเขาจะคืนมาไหมก็ไม่ หมดสมัยแล้วภูมิจะมาร้องไห้คร่ำครวญเป็นนางเอกอยู่แบบนี้ เราะเราไม่ใช่นางเอก ที่นี่ไม่มีนางเอก"
ภูมิบุญพูดกับตัวเองในห้องน้ำชั้นบนก่อนจะล้างหน้าล้างตาแสยะยิ้มให้กับความเศร้าหมองที่ปรากฏก่อนจะก้าวออกมา เดินลงมาชั้นล่างอย่างเชื่องช้า
"ภูมิ"
"พี่แวน"
ร้องออกไปพยายามปรับโทนเสียงให้เป็นปกติ ดวงตายังคงแดงช้ำอยู่ก็ตาม
"ภูมิ"
แวนยังร้องเรียกอยู่ปรี่เข้ามาหาน้ำตาคลอเบ้า
"แหมเอาดอกไม้มาเยี่ยมด้วย ทำเหมือนใครป่วยเลยนะครับ แล้วใครดูน้องครับพี่แวน หนีมาแบบนี้น้องไม่ร้องคิดถึงแย่แล้วเหรอ"
สะอึกพูดไม่ออก เพราะภูมิบุญยิ้มออกมารู้ทั้งรู้ว่าเขาพยายามฝืนทำ ดวงหน้ายิ้มแต่แววตามันกำลังร้องไห้อยู่ แวนเอามือทาบอกตัวเอง
"ภูมิ โอเคไหม พี่ขอโทษแทน"
"ไม่มีอะไรหรอกครับพี่แวน มาขอทงขอโทษอะไรล่ะครับ ไม่มีใครทำอะไรใครสักหน่อย อย่าร้องไห้เลยครับ พี่แวนจะทำไห้เดี๋ยวภูมิร้องอีกคนนะ"
ระบายยิ้มแห้งๆออกมา แวนใจหายหลุดลอยไป
"พี่ไม่รู้จะว่าอะไรดีภูมิ เสียใจมาก แต่"
"เอาเถอะครับพี่แวน เห็นไหมภูมิไม่เป็นไรแล้ว คนเขาไม่รักกันแล้วนี่ครับ จะทำยังไงได้ ความรักมันเป็นเรื่องของคนสองคน จะบังคับฝืนใจกันแบบนั้นเขาไม่เรียกว่ารักหรอกครับ"
"พี่ขอโทษนะภูมิ ที่จริงพี่ระแคะระคายมาตั้งนานแล้วล่ะ แต่พี่ยังไม่แน่ใจ พี่ไม่อยากให้ภูมิ คนดีๆอย่างภูมิต้องเสียใจเพราะคนอย่างไอ้แทน"
ภูมิบุญนิ่งคิดอยู่ก่อนจะยิ้มออกมา
"มันเป็นกรรมของภูมิเองล่ะครับ ทำบุญกันมาแค่นี้ ขอบคุณพี่แวนมากนะครับที่อุตส่าห์เอาดอกไม้มาเยี่ยม"
คิดย้อนไปถึงคราวนั้น แวนหิ้วดอกเบญจมาศสีขาวทำเป็นพวงหรีดมาให้ภูมิบุญ ทำไปได้ยังไงกัน แต่คราวนี้ดอกกุหลาบสีขาวแซมเหลืองพันธ์ดีดอกใหญ่เป็นช่อสวยงามวางอยู่เบื้องหน้า อย่างน้อยเธอเองก็เสียใจ เสียใจมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น พอแวนกลับบ้านไปภูมิบุญก็นั่งเหม่อลอยอยู่หน้าบ้าน ปากบอกแข็งแรงแต่ใจอ่อนระทวย จะให้ตัดคนที่รักหมดใจได้ง่ายดายเพียงนี้หรือ มันไม่ง่าย มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ภูมิบุญนั่งรวบรวมความคิดอยู่
"ภูมิ"
เสียงร้องเรียกมาจากหน้าบ้าน นั่งจนลืมเวลา นี่มันเย็นขนาดนี้เชียวหรือ เพราะคนที่เรียกคือพลอย มีกายกำลังเดินตามมา ส่วนโตโต้เดินตามมากับบาสห่างๆ นี่เราดูแย่ขนาดนั้นเชียวหรือ แค่อกหักไม่ได้เจ็บจะตายทำไมต้องแห่กันมาเยอะขนาดนี้
"อ้าวพลอยเลิกงานแล้วเหรอ"
ร้องทักออกไปหน้าตาดูไร้สีของเลือด
"เป็นไงบ้างภูมิ ไอ้ชาติชั่วนั่น มันสมควรได้รับการตอบแทนให้สาสม"
พลอยร้องออกมาดวงตาแดงช้ำ
"อย่าเลยพลอย จะไปเอาอะไรกับเขาล่ะ เขาหมดใจแล้วนี่ เราทำอะไรได้ อย่างมากก็ทำใจ"
"ภูมิ มันไม่แฟร์นะ ถ้าหมดรักไม่บอกกันออกมาตรงๆล่ะ หลอกกันให้คอยแบบนี้ได้ยังไง มันเอาอะไรทำหัวใจ"
ภูมิบุญเม้มปากแน่น ถามตัวเองเหมือนกันว่าทำไม อยากรู้แต่ไม่อยากได้ยินจากใครนอกจากเขาคนเดียว
"ทำไมทำกันแบบนี้นะ นี่มันเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไหร่"
กายถามขึ้นเสียงเครียดเช่นกัน
"เอาน่าพี่กาย พลอยอย่าถามภูมิอีกเลย บาสไปบอกพี่อ้อยเอาของว่างมาให้หน่อยดิ"
โตโต้ตัดบทเพราะเห็นสภาพของภูมิบุญมาทั้งคืน พอแล้ว ความเจ็บปวดที่เขาเคยได้รับ มันน้อยนิดนักหากเปรียบกับคนร่างเล็กที่นั่งเหม่อทอดสายตาออกไปไกลแสนไกลคนนี้ กายกับพลอยพยักหน้าแล้วนั่งลง พลอยเอื้อมมือไปกุมมือเพื่อนเบาๆ แสดงความเห็นอกเห็นใจออกมา
"ทำไมทำสีหน้าแบบนั้นล่ะตัวเอง เสียใจมากเหรอ"
แฟนหนุ่มคนใหม่ของแทนทวีเอ่ยขึ้น ทั้งวันไม่ไปไหนเลยนอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนคอนโด ส่วนแฟนหนุ่มก็เดินไปเดินมาดูท่าหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย
"ไม่รู้สิพีท เค้ารู้สึกผิดอ่ะ เค้าเหมือนยังรัก"
"พอเลยตัวเอง อะไรกันตกลงกันไว้แล้วนี่ จบคือจบ ดูสิพีทกับมันมีอะไรต่างกันบ้าง ตัวเองอย่ามาพูดแบบนี้นะ เราอยู่ด้วยกันมาเกือบสามปีแล้วนะ เจอหน้ากันทุกวัน ไหนตัวเองบอกว่ามันก็มีคนที่วอแวเจอหน้ากันอยู่ทุกวันไม่ใช่เหรอ"
แว้ดเสียงขึ้น แทนทวีครุ่นคิดอยู่ก่อนจะพยักหน้า ใช่สินะ แม้จะรู้สึกผิดแต่ครั้งหนึ่งภูมิบุญก็เคยมีอะไรกันกับโตโต้ เขาทำใจไม่ได้
"แต่ก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี เค้าน่าจะบอกกับน้องภูมิไปตรงๆ"
"อยากบอกก็ไปบอกสิตัวเอง จะสนใจทำไมเลิกกันแล้วนี่"
คนที่พูดเหมือนไม่เคยมีหัวใจรักใคร สายตาไม่ได้สนใจในคำพูดของตัวเอง แสยะปากคิดถึงใบหน้าที่สลดลงของภูมิบุญเมื่อวาน
"บาสไปวิ่งสวนหลวงกับพี่ไหม"
นานแสนนานกว่าที่ใจจะฟื้นสภาพคืนดังเดิม ภูมิบุญใช้เวลาอยู่กับตัวเองจากที่นานอยู่แล้วก็นานมากขึ้น พิจารณาว่าเกิดอะไรขึ้น นี่มันอะไรส่วนไหนของชีวิต พอเริ่มรู้สึกดีก็เริ่มที่จะกลับมาเป็นปกติคนเดิม บาสเองตั้งแต่เหตุการณ์วันนั้นก็ค้างที่นี่เกือบทุกคืน นอนห้องโตโต้บ้างห้องภูมิบุญบ้าง แต่ส่วนมากนอนห้องภูมิบุญเพราะภูมิบุญไม่อยากให้โตโต้เข้ามาใกล้มากเกินไป หวั่นไหวไหม มาก แต่ตอนนี้มันงง มันสับสนกับหัวใจของตัวเอง
"ไปดิพี่่ เราปั่นจักรยานไปนะ"
"อืมก็ดี เราปั่นให้พี่ซ้อนท้ายนะ"
"สบายมาก"
ทั้งสองออกจากบ้านไปทันที ตรงไปยังสวนหลวง พอดีกบัแทนทวีขับรถกลับมาบ้านของตัวเองเพื่อคุยกับบิดาเรื่องชีวิตของเขาว่าจะเอายังไงดี แทนทวีขับรถตามไปทันที
"ภูมิๆ พี่ขอคุยด้วยหน่อย"
แทนทวีร้องเรียก ภูมิบุญชะงัก น้ำเสียงที่คุ้นเคย น้ำเสียงที่เคยหลงไหล มันก้องดังแว่วในหูสะกิดใจ
"เฮ้ย อย่านะมึงอย่าหาว่ากูไม่เตือน"
พอบาสหันตามมาก็จอดจักรยานเกรี้ยวกราดใส่ทันที
"บาส"
ภูมิบุญตบบ่าของบาสเบาๆปรามเอาไว้ แทนทวีปราดตามองบาสอย่างเคืองใจ ตั้งแต่วันที่โดนเขากระโดดถีบกลางอก
"พี่ขอคุยด้วยหน่อยสิภูมิ"
น้ำเสียงห้วนสายตามองปราดมา น่าใจหายใจละลายในแววตาเขามันไม่มีแววตาของความรักที่เคยมีให้กันเหลืออยู่เลย มันมีเพียงความว่างเปล่า
"ไม่ได้นะพี่ อย่าไปคุยกะมัน"
บาสร้องขึ้น ภูมิบุญครุ่นคิดอยู่ก่อนจะส่ายหน้าห้ามบาส
"ครับ"
ภูมิบุญตอบออกไปจ้องตาเขาเขม็ง แต่แทนทวีกลับหลบสายตา แล้วเดินห่างไปจากที่ยืนอยู่ ภูมิบุญเดินตามไป
"ภูมิ พี่ขอโทษนะสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น พี่ไม่ได้ตั้งใจ"
แทนทวีพูดออกมามองเข้ามาในตาของภูมิบุญ สะท้อนใจ ภูมิบุญสูดลมหายใจเข้าปอด ที่วาดหวังไว้มันไม่ใช่แบบนี้ มันไม่ใช่มายืนต่อหน้ากันเพื่อเอ่ยคำลา ไม่ได้ตั้งใจแต่จงใจใช่ไหม อยากจะตอกกลับให้หน้าหงายไป คนเขารักกันเขาทำกันอย่างนี้หรือ คำถามเดิมๆซ้ำๆยังวนไปเวียนมาในหัว ยังหาคำตอบไม่ได้คิดไม่ออก
"พี่รู้ว่าพี่ทำไม่ถูก พี่เสียใจนะ แต่พี่ไม่รู้จะทำยังไงดี พี่ไม่อยากจะปิดบังภูมิหรอกนะ"
ภูมิบุญยังนิ่งเงียบอยู่ หัวใจที่กำลังแข็งแรงกลับสั่นไหวไปอีกครั้ง มันสั่นมันไหวปวดแปลบอยู่ในใจแทบไม่มีแรงจะยืน
"ภูมิ พูดอะไรบ้างสิ ทำไมเงียบแบบนี้ พี่ขอโทษ"
คนเคยรักกันแม้จะแค่เคยรักกัน แต่เยื่อใยมันก็ยังพอมีเหลืออยู่บ้าง เยื่อสายใยรักที่มันถักทอขึ้นมาอย่างยากลำบาก ตัดง่ายๆมันจะได้หรือ แทนทวีเองพอมาอยู่ต่อหน้าภูมิบุญเองก็หวั่นไหวไปไม่น้อยเช่นกัน คนร่างเล็กตรงหน้าดีกับเขาตลอดมา ความรักที่เขามอบให้มันบริสุทธิ์มันใสสะอาด แต่ตอนนี้ก้าวไปอีกทางแล้ว เสียดาย
"ภูมิ พูดอะไรบ้างสิ พี่ขอโทษ"
"อยากจะได้ยินอะไรจากภูมิล่ะครับพี่ พี่อยากจะให้ภูมิพูดอะไร"
"ภูมิ"
สะอึกไป จริงสินะถ้าให้พูดคาดคั้นให้เขาพูดจะเอาอะไรจากปากเขา เพราะถ้าเป็นเขาเองไม่ด่ากราดให้ก็บุญหัวแล้ว จะคาดคั้นอะไรเอากับคนที่กำลังพยายามสะกดความเจ็บปวดเอาไว้ภายใน จะบังคับให้เขาพูดอะไรในเมื่อเขาไม่ได้ทำอะไรผิด ความหลังครั้งก่อนสะท้อนออกมาทางตาของภูมิบุญร้าวลึกลงไปในใจของแทนทวี อนิจจา ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อหลายเดือนก่อนสายตาสองคู่นี้กำลังมองจ้องกันอย่างดูดดื่ม แล้วตอนนี้สายตาของอีกคนกำลังตัดพ้อฉายความทรมานใจออกมา
"พี่รู้ว่าภูมิเจ็บ พี่เข้าใจ พี่ยังรักภูมิเหมือนเดิมนะ"
"ฮึ พอเถอะครับ พูดทำไม พี่จะพูดทำไม"
สวนขึ้นทั้งที่เขายังพูดไม่ทันจบ
"ที่ทำกับภูมิเท่าที่ผ่านมามันคืออะไรพี่แทน มันหมายความว่ายังไง ภูมิเป็นอะไรในสายตาพี่ เป็นควายเหรอ ภูมิก็มีหัวใจนะ ไม่รักไม่ว่าแต่พี่ทำแบบนี้ทำไม พี่เอาอะไรทำหัวใจ"
ตวาดออกมาเสียงดัง น้ำตาไหลออกมาสุดที่จะกลั้น ตัวสั่นสะท้านไหวติงไปทั้งร่าง แทนทวีตกใจปรี่จะเข้ามาประคองแต่ภูมิบุญถอยหนี
"ภูมิรักพี่มากนะ พี่ทำแบบนี้กับภูมิได้ยังไง ภูมิรอพี่คนเดียว ไม่เคยมองใครเฝ้ารออยู่คนเดียว"
"ภูมิ เข้าใจพี่ด้วยสิ พี่อยู่ที่โน่นพี่ไม่มีใคร พี่เหงานะภูมิ กับพีทพี่ไม่คิดว่าจะไปได้ไกลขนาดนี้"
"มักมากไม่รู้จักพอ"
"ภูมิ แล้วภูมิเองล่ะกับไอ้โตโต้พี่ยังไม่ว่าอะไรภูมิสักคำ แล้วทำไม"
"อ้อ นี่ใช่ไหมสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจพี่ ภูมิขอโทษสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น ถ้าอย่างนั้นก็พอเถอะครับพี่แทน ภูมิอโหสิกรรมให้ จบกันแค่นี้เถอะหมดเวรหมดกรรมกันเสียที"
จากที่น้ำตาไหลพลันมันเหือดแห้งหายไปทันที คำพูดที่เหมือนยาทาแผลสดแสบแปลบเข้าไปกลางใจ เหมือนฟ้าผ่าลงแสกกลางหน้าตรงลงไปในหัวใจ นี่น่ะหรือคือความคิดของคนที่เคยบอกว่ารักกัน นี่น่ะหรือกับคำสัญญาที่ให้ไว้คำพูดแสนหวานเหล่านั้นมันคืออะไร แค่การผายลมออกมาทางปากเองหรอกหรือ ตอนนั้นบอกไม่ถือไม่คิดรักมั่นคงไม่ว่าจะยังไง แต่พอถึงเวลานี้เรื่องเก่าขุดเอามาเล่าใหม่ในเมื่อไม่มีทางไปก็เอาแผลเก่าสะกิดมันให้เลือดไหลออกมาสะใจแสบทรวงกันอีกครา ดี จะได้ตัดได้ง่ายๆ ภูมิบุญเม้มปากแน่น
"ภูมิ พี่ยังรัก"
"พี่จะพล่ามหาอะไรล่ะครับ ไปบอกคนใหม่ของพี่ดีกว่าไหม แค่นี้ใช่ไหมเรื่องที่จะคุยกับผม บาสไปเร็วเดี๋ยวค่ำก่อน"
"ภูมิ"
ภูมิบุญหันหลังจากไปแล้วบาสทำหน้ายักษ์ใส่ก่อนที่จะวิ่งตามภูมิบุญไป
"อยากไปก็ไป คนแบบนี้ไม่เก็บไว่ทำพันธ์หรอก"
พูดออกมารู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด เจ็บไหมยังมีเหลืออยู่ แต่มันไม่มากแล้ว ไม่มากเหมือนเมื่อวานไม่ร้าวรานจะเป็นจะตายเหมือนตอนที่เจอใหม่ๆ ยิ่งพอได้ยินคำพูดเหล่านั้นออกจากปากของเขา "ไปเถอะแทนทวี"
วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2553
(Heroine) ที่นี่ไม่มีนายเอก ฉากหกสิบเก้า
คืนก่อนที่แทนทวีจะกลับไปออสเตรเลียเขาได้พาภูมิบุญไปค้างที่หัวหิน แม้บรรยากาศจะชวนให้ออกไปเดินเล่นแต่ทั้งสองก็ไม่ออกไปจากห้องเลยนอนก่ายกอดกันอยู่บนเตียงอยู่อย่างนั้นไม่ไปไหน
"ไม่อยากกลับเลยให้ตายสิ อยากอยู่แบบนี้กับภูมิไปนานๆ"
แทนทวีพรมจูบที่หน้าผากอย่างอ่อนโยน ภูมิบุญเองก็เบียดกายเข้าหาเช่นกัน
"รีบกลับไปเรียนให้จบเถอะครับพี่แทน พอจบแล้วเราก็จะได้เจอกันทุกวันไง"
"เนอะ อยากให้วันนั้นมาถึงเร็วๆจังเลย"
วันเวลาที่เป็นสุขรู้สึกไหมว่ามันผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน ได้สูดกลิ่นกายคนรักไม่ทันไรก้ต้องถึงเวลาที่เขาต้องกลับแล้ว ใจหายลอยปลิวไปไกลแสนไกล พยายามกดเก็บความรู้สึกเหล่านั้นความหวิวหวั่นในใจไว้ข้างในพยายามฝืนยิ้มออกมา ในวันที่เขาจำเป็นต้องร่ำลาจากไป แต่ถึงอย่างไรเขาก็จะหวนกลับมาอีกไม่นาน
สนามบินสุวรรณภูมิคราคร่ำไปด้วยผู้คนเช่นทุกวัน ครั้งนี้ภูมิบุญไม่ต้องหลบซ่อนเพื่อที่จะไปส่งแทนทวีเหมือนครั้งก่อนแล้ว ทั้งคู่ยืนอยู่เคียงข้างกัน มีนายแพทย์แทนชัยกับแพทย์หญิงสิริกานต์ยืนอยู่ไม่ไกล
"ดูแลตัวเองดีๆนะภูมิ"
แทนทวีกุมมือของภูมิบุญเอาไว้แน่นบีบคลึงอยู่ถ่ายถอนความในใจให้ซึมผ่านไปกับแรงบีบนั้น
"พี่แทนเองก็ดูแลตัวเองดีๆนะครับ ภูมิรออยู่นะ"
"พี่จะรีบกลับมานะภูมิ พี่รักเรามากนะ"
"ภูมิก็รักพี่แทนครับ รักมาก"
เขาเดินจากเข้าไปด้านในแล้วภูมิบุญยืนเม้มปากแน่นอยู่ ไม่เอ่ยอะไรออกมา ในใจหวิวๆบอกไม่ถูก เป็นธรรมดาของมนุษย์เมื่อใดที่ต้องพัดพรากจากคนที่รักของที่รักย่อมใจหาย เป็นเรื่องปกติแม้จะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าต้องกลับมาเจอกันอีกครั้งก็ตาม พอกลับถึงบ้านก็เห็นโตโต้ยืนหน้ายักษ์รออยู่ที่หน้าห้องของตนเอง
"เป็นไงไปกกกันมาช้ำเลยล่ะสิท่า"
น้ำเสียงที่พูดออกมาประชดประชัน สายตาก็ดูเกรี้ยวกราด ภูมิบุญแม้จะเข้าใจอะไรไม่มากนักแต่ก็เข้าใจเขาดีว่าคงรู้สึกลำบากใจไปไม่น้อย
"ครับ ก็ดีครับ"
"พี่ไม่เข้าใจทำไมเราถึงได้รักมันนัก คนอยู่ใกล้ๆตัวไม่มอง"
"แล้วพี่แทนเขามีอะไรเสียหายล่ะครับ ผมถึงจะรักเขาไม่ได้"
ได้แต่กัดฟันโตโต้เองเม้มปากแน่นสายตาเคียดแค้นขึ้นมา
"สักวันภูมิ สักวันเราจะรู้ พี่ไม่เป็นไรพี่รอได้ เรานี่เก่งนะฝืนใจตัวเองได้ด้วย"
โตโต้พูดแล้วเดินหนีไปปล่อยให้ภูมิบุญยืนคิดอยู่คนเดียว แม้จะรู้สึกผิดที่เห็นโตโต้ดูซึมๆไปแต่ก็ไม่อาจจะเปลี่ยนใจหรือปันใจให้ใคร ได้อีกให้มันจบแค่นี้เถอะนะคุณโตโต้เรื่องระหว่างเรา ภูมิบุญบอกกับตัวเอง
ชีวิตที่ดำเนินต่อไปตามครรลอง ทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติ งานเปิดตัวที่เชียงใหม่ผ่านไปได้ด้วยดีชื่อเสียงของรีสอร์ทก็ถือว่าประสบผลสำเร็จตามวงสังคมเป็นอย่างดี ทุกคนทำงานกันอย่างเต็มที่งานจึงออกมาดีเกินคาด บาสเองก็ช่วยออกแบบการตกแต่งงาน เขารู้สึกชอบงานประเภทนี้ภุมิบุญจึงเคี่ยวเข็ญให้เขาเรียนต่อทางมัณฑนศิลป์ บาสเองก็ตั้งใจเรียนมากขึ้นกว่าเดิม ส่วนพลอยตอนนี้ตกลงปลงใจคบกับกายไปแบบเปิดเผยแล้ว โครงการแต่งงานยังไม่มีในเร็ววันนี้แต่ทั้งสองก็ดูรักกันดี ส่วนคนที่กำลังจะแต่งงานเป็นคู่ต่อไปคือไพลินกับก้อง รายนั้นก็อยากจะจัดงานเหมือนแวน เพราะหลังจากงานแต่งงานของแวนผ่านไปเพื่อนๆในวงสังคมของแวนและพอลก็ต่างมาจัดงานที่เขาค้อกันเกือบทุกคู่นับเป็นที่ฮือฮาในแวดวงการจัดงานแต่งเลยก็ว่าได้
แวนเองก็คลอดลูกแล้วเป็นเด็กชายหน้าตาน่ารักน่าชัง ทั้งสองดูมีความสุขในชีวิตคู่เป็นอย่างมากครอบครัวที่สมบูรณ์ตามอุดมคติ อย่างที่ใครๆหลายคนวาดฝันเอาไว้ ครอบครัวที่เพรียบพร้อมทั้งบิดามารดาแล้วก็บุตร มองย้อนกลับมาหาตนก็ได้แต่สะท้อนใจ นี่เราผิดปกติไปหรือ จิตที่ใฝ่รักชายเพศเดียวกัน เพศที่มีทุกอย่างเหมือนกันเราผิดปกติไปใช่ไหม แต่สิ่งนี้เราเลือกเอง อันความรักหากเกิดกับใครเพศใดๆแล้วมันแก้ได้เปลี่ยนได้ด้วยหรือ ภูมิบุญเคยตั้งคำถามให้กับตัวเอง แต่คำตอบก็ยังลอยอยู่บนฟ้า ไม่มีใครหรือคำตอบใดๆจะให้ความกระจ่างแก่ใจเขาได้สักที อย่างน้อยก็ยังดีในสิ่งที่ใครๆอาจจะมองว่าผิดปกตินี้แต่ผู้ให้ชีวิตและผู้มีพระคุณมองข้ามมันไปเสีย เข้าอกเข้าใจ รู้ดีแก่ใจว่าบุคคลเหล่านั้นก็คงเจ็บปวดไม่น้อยที่รู้ว่าลูกชายของตนหรือคนที่ตนเองรักและเอ็นดูไม่ได้เป็นเหมือนชาวบ้านเขา แต่อนิจจังสังขารไม่เที่ยง อันตัวเราจะอยู่ได้ถึงวันพรุ่งหรือไม่ก็ไม่รู้ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ทำไมเราไม่เลือกที่จะสูดเอาแต่กลิ่นของความฉ่ำชื่นสุขใจไม่ดีกว่าสูดเอากลิ่นของความทุกข์ตรมระทมจิตหรอกหรือ
"ภูมิพี่ไพลินน่ะเรื่องมาก บอกไม่อยากได้ตีมเดียวกับพี่แวน อะไรกันน่าเบื่องบก็เขียม"
พลอยบ่นออกมาตอนสายในมือกางแผนงานงานแต่งของไพลินกับก้องขึ้นดูบนโต๊ะทำงาน งานนี้พลอยลงเต็มตัวทั้งที่เป็นบริษัททำรีสอร์ทแต่เดี๋ยวนี้รับงานจัดงานแต่ง หรืองานอะไรก็ตามแต่ที่ใช้สถานที่ของทางรีสอร์ทจึงมีการจัดตั้งแผนกขึ้นมาใหม่คือ แผนกจัดเลี้ยงแต่ยังไม่มีคนคุมอย่างเต็มตัวเพราะภูมิบุญเป็นคนดูอยู่ แผนกนี้สร้างรายได้ให้กับบริษัทนับว่าดีทีเดียวเป็นผลพวงมาจากงานแต่งงานของแวนและงานเปิดตัวที่เชียงใหม่
"อย่าบ่นเลยน่า ตีมซ้ำๆกันใครเขาจะอยากได้ล่ะพลอย แล้วพี่ไพลินอยากได้แบบไหนล่ะ"
"อยากได้แบบมีดอกไม้มีเทียนมีผ้า ดูสิภูมิ แล้วจะให้ทำยังไงให้มันต่าง"
ภูมิบุญครุ่นคิดอยู่
"ลองถามบาสหรือยัง เผื่อบาสจะมีไอเดีย"
"อุ๊ยภูมิ น้องมันเตรียมตัวสอบอยู่นี่ไม่อยากรบกวน"
"บ้าสิพลอย ถ้าไม่บอกมันล่ะมันยิ่งจะงอน เราว่าถามหน่อยล่ะกัน จะดีใจล่ะสิไม่ว่า"
ภูมิบุญบอกเพราะถ้างานไหนที่บาสช่วยออกไอเดียก็จะแบ่งเงินให้บาสเก็บไว้ใช้เองด้วย รายนั้นดีใจใหญ่ที่มีรายได้เป็นของตัวเอง แต่เขาก็นับว่าเป็นเด็กดีไม่ได้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเพราะเขามีเป้าหมายที่จะซื้อคอนโดฯเป็นของตัวเองตอนนี้เก็บเงินได้ครึ่งทางแล้ว
"พี่แทน พี่แทนจะกลับวันไหนนะครับ"
เป็นปกติเกือบทุกวันที่จะสนทนากับคนรักก่อนเข้านอน แม้บางวันจะยุ่งจนไม่อาจจะออนไลน์สนทนากันได้ แต่ก็ยังคงทำอยู่เป็นประจำไม่มีขาด
"คงอาทิตย์หน้าล่ะภูมิตอนนี้เคลียร์เอกสารอยู่ ดีใจไหมภูมิที่พี่จะกลับแล้ว"
"ดีใจสิครับ ดีใจมาก"
"ภูมิรู้ไหมที่นิวซีแลนด์ผู้ชายเขาแต่งงานกันได้ด้วยนะ"
"จริงเหรอครับ ดีจังเลย"
"เรามาแต่งงานกันที่นี่ดีไหมภูมิ"
ไม่รู้ว่าสิ่งที่พูดออกมา ทำให้คนที่รับสารหัวใจพองโตวาดวิมานอากาศเอาไว้แล้ว เป็นไปได้ด้วยหรือที่ผู้ชายจะแต่งงานกัน มันเป็นจริงด้วยหรือ
"จะดีเหรอครับพี่แทน"
"ดีสิภูมิ พี่อยากแต่งงานกับเรานะ"
"อืม กลับมาก่อนแล้วค่อยคุยกันได้ไหมครับ กลัวแต่ว่าพี่แทนจะเปลี่ยนใจ"
"ภูมิ"
"ภูมิล้อเล่นครับพี่ แล้วได้ตารางบินมาหรือยังครับ ให้ภูมิไปรับไหม"
"ไม่ต้องหรอกภูมิ พี่อยากไปเซอร์ไพรซ์เราอีก"
"ไม่เอาแล้วพี่แทน ภูมิหัวใจจะวายตายพอดี"
"ฮ่าๆ ไม่ชอบหรอกหรือ พี่ว่าดีนะให้เราหัวใจเต้นแรง"
ยิ่งใกล้วันที่แทนทวีจะกลับใจยิ่งเต้นแรง ภูมิบุญจากที่ไม่เคยทำเรื่องดูแลตัวเองอย่างเข้าสปาก็ทำ อยากให้ตัวเองดูดีที่สุดเมื่อคนรักมาเห็น โตโต้เองก็ได้แต่เฝ้ามองอยู่ใกล้ๆด้วยหัวใจที่ร้าวราน ยิ่งภูมิบุญดูมีความสุขเขาเองเหมือนจะตรมระทมทุกข์เป็นเท่าตัว ยิ่งภูมิบุญฉายยิ้มออกมาบนดวงหน้า น้ำตาของเขาก็คลอดหัวอกกลัดหนองเข้าไปทุกวัน นี่คงเป็นกรรมที่ทำกับภูมิบุญเอาไว้ แต่ก่อนทำร้ายเขาเกลียดชังเขาเข้าไส้ แต่ตอนนี้หัวใจมันศิโรราบให้แทบเท้าจะเหยียบจะย่ำยังไงก็แล้วแต่ภูมิบุญ และเขาเองก็กำลังทำแบบนั้นอยู่
"ตาโต้ ไม่สบายหรือเปล่าลูก ทำไมพักหน้าดูหมองจัง"
ผู้เป็นมารดาทักขึ้นเมื่อตอนเย็นก่อนรับประมานอาหาร ภูมิบุญกำลังช่วยจันทร์กับอ้อยอยู่ในครัว
"อ้อ ไม่มีอะไรครับแม่ งานคงยุ่ง"
"พักบ้างนะลูก อย่าให้ล้มหมอนนอนเสื่อไป เดี๋ยวมันจะมาหนักที่น้อง"
เม้มปากแน่นถอนหายใจออกมา
"แม่ดูรักภูมิจังนะครับ"
คุณอภิสรานิ่งจ้องมองใบหน้าซูบซีดของบุตรชายอย่างพิจารณา
"รักสิ รักมาก"
"ครับแม่ ผมรู้ครับ ผมก็รักน้องเขามาก"
พูดเสียงขาดๆหายๆเหมือนกระซิบออกมาท่อนสุดท้าย
"โต้ ฟังแม่นะ น้องเจอเรื่องร้ายๆมาเยอะ เราไม่ดีใจเหรอที่จะเห็นน้องมีความสุข แม่เองก็ปวดใจที่เห็นน้องเขาทุกข์อยู่ทุกวัน และตอนนี้น้องมันกำลังมีความสุขแม่เองก็ดีใจ"
"ครับแม่ โต้เองก็ดีใจ แต่ทำไมโต้ถึงรู้สึกปวดใจจังล่ะครับ"
"มานี่ลูก อย่าคิดมากของๆเรายังไงมันก็เป็นของๆเรา ถือว่าทำบุญกันมาน้อย แต่อย่างน้อยก็ยังดีไม่ใช่เหรอที่น้องมันยังอยู่กับเรา"
คุณอภิสราลุกขึ้นไปโอบกอดบุตรชาย โตโต้น้ำตาซึมออกมา มารดาของเขารู้ทุกเรื่องทุกความเคลื่อนไหว รู้ไปไกลกว่าที่เขารู้เสียอีกแต่เหมือนกำลังรอบางอย่าง รอให้ฟ้าเปิดใจกระจ่างมากกว่านี้ถึงจะยอมปริปากออกมา
"เป็นไงลูก ตาแทนนั่นจะกลับมาเมื่อไหร่นะ"
คุณอภิสราถามขึ้นตอนทานข้าวเย็นด้วยกัน ภูมิบุญระบายยิ้มออกมาอย่างเปิดเผยแม้อยากจะปิดบังความในใจไว้แต่มันทะลัก ล้นออกมาทางตาทางสีหน้าท่าทาง
"เห็นบอกว่าอาทิตย์หน้านี่ล่ะครับคุณท่าน"
"อืม ท่าทางเราดีใจมากนะ"
เสียงที่เรียบนิ่งทำให้ภูมิบุญหยุดอาการลิงโลด มีอะไรเจืออยู่ในน้ำเสียงเรียบนั้น
"เอ่อ ครับคุณท่าน"
"เอาเถอะจ๊ะ คนรักกันอยู่ห่างกันนานๆไม่ดีหรอก กลับมาซะได้ก็ดี คนฝั่งนี้จะได้สุขใจเสียที"
คุณอภิสรายิ้มออกมาแห้งๆ ส่วนโตโต้วางช้อนกับส้อมในมือ เม้มปากแน่น
"อ้าว อิ่มแล้วเหรอลูก"
"ครับ โต้ไม่ค่อยหิว เออภูมิ เรื่องงานของไพลิน กับโครงการที่ปราณน่ะพี่ขอดูหน่อยได้ไหม"
เสียงของโตโต้เครียดขรึมมาก ขรึมเสียจนรู้สึกเสียวแปลบไปถึงสันหลัง
"ครับ ได้ครับ เดี๋ยวภูมิเอาขึ้นไปให้ดูนะครับ"
โตโต้เดินขึ้นห้องไปแล้ว ภูมิบุญระบายลมหายใจออกมา พักหลังเวลามีงานอะไรที่ต้องคิดร่วมกันจะเอาขึ้นไปทำบนห้องของโตโต้ เขาไม่ได้ละลาบละล้วงภูมิบุญเหมือนแต่ก่อนแล้ว เหมือนคนกำลังทำใจ ภูมิบุญเองแม้จะลำบากใจแต่ก็อยากจะตัดความสัมพันธ์แบบนี้ให้ขาดไปเสียเรื่องค้างคาใจจะได้หมดไปเสียที
"นี่ครับคุณโตโต้ แบบงานที่ปราณ ส่วนเล่มนี้เป็นงานของพี่ไพลิน แต่ของพี่ไพลินเรายังไม่ได้สรุปนะครับ แต่ร่างๆเอาไว้ก่อน"
ภูมิบุญวางแฟ้มเอกสารลงตรงหน้าโตโต้ที่นั่งนิ่งอยู่ไม่ไหวติง
"ภูมิ"
เขาครางออกมาลอดออกจาคอ ภูมิบุญสะท้านไปทั้งใจ
"ครับ คุณโตโต้"
"ก่อนที่เราจะกลับไปหามัน พี่ขอกอดภูมิอีกสักครั้งได้ไหม"
เขาปราดตาขึ้นมอง ภูมิบุญสะอึกไปดวงตาที่เคลือบไปด้วยม่านน้ำตา มองฉายอกมาด้วยความร้าวรานจากภายใน ใจกระตุกหวิวไป
"อย่าเลยครับ มันไม่ดีหรอก"
พูดออกไปโดยที่ไม่ได้คิดอะไรมาก นอกจากตัดให้ขาด ทำให้จบ
"แค่กอดอีกสักครั้ง ในฐานะพี่ชายกับน้องชายก็ไม่ได้เลยเหรอภูมิ"
น้ำเสียงที่เค้นออกมามันระทมทุกข์จนรู้สึกได้ นี่เขาเจ็บปวดมากถึงเพียงนี้เชียวหรือ ภูมิบุญเม้มปากแน่นคิดไตร่ตรองอยู่ ส่วนในใจก็หวั่นไหวปลิวลอยหายไปไกลแสนไกลแล้ว
"คุณโตโต้"
"นะครับภูมิ พี่ขอกอดเราเป็นครั้งสุกท้ายได้ไหม แค่วินาทีเดียวก็ยังดี"
"พอเถอะครับ อย่าพูดเลย"
อ่อนระทวยไปทั้งใจทั้งร่างกาย ภูมิบุญเองก็โผเข้ากอดเขาทั้งน้ำตา ทำไมมันเจ็บยอกในใจเช่นนี้ ร้อยวันพันปีไม่เคยจะเห็นน้ำตาของชายผู้นี้ แล้วนี่อะไร เขาสะอื้นออกมาทันทีที่ร่างกายของภูมิบุญกอดกระชับกับร่างของเขา
"พี่รักภูมินะ พี่รักภูมิมาก เพิ่งจะรู้ตัวตอนที่พี่กำลังจะเสียภูมิไป"
เขาคร่ำครวญออกมากอดภูมิบุญแน่นจนไม่มีที่ว่างให้อากาศลอดผ่านเข้าไปได้ ตัวสั่นไหวโยนไปกับแรงสะอื้น
"พี่เสียใจ พี่เสียใจที่เคยทำไม่ดีกับภูมิ"
"คุณโตโต้"
"พี่ขอโทษ พี่ผิดเองพี่มันเลว"
"พอแล้ว คุณโตโต้ พอแล้ว"
ร้องไห้ออกมาเหมือนกัน ไม่รู้ทำไมว่าใจทำไมมันสิ้นไร้เรี่ยวแรงมากขาดนี้ กอดเขาแน่นเช่นกัน นานแสนนานกว่าที่พายุในใจจะสงบลงปล่อยให้ไออุ่นจากร่างของอีกฝ่ายถ่ายเทผ่าน เข้าสู่ร่างกายไปหล่อเลี้ยงหัวใจของตนเอง นานพอที่จะแยกออกจากกัน
"จำไว้นะภูมิ พี่จะรอเราอยู่ตรงนี้ ไม่ว่าจะยังไง"
โตโต้พูดขึ้นไม่มีน้ำตาแล้ว สายตานิ่งคมกริบ
"อย่าเลยครับ มันไม่มีทางเป็นไปได้หรอกคุณโตโต้ อย่ารอเลยครับ"
"ไม่ต้องพูดหรอกภูมิ พี่จะทำอะไรเราไม่ต้องมาสนใจหรอก ไม่ต้องมาสนใจพี่"
ไม่มีอะไรจะพุดออกไป พยายามรวบรวมกำลังใจที่จะก้าวออกมาจากห้องของเขา พยายามรวบรวมพลังทุกอย่างที่มีนำพาร่างออกมาจากห้องให้ได้ แต่มันก็ยากเหลือเกิน ดูเหมือนเรี่ยวแรงพลังกายพลังใจมันจะหายไป อ่อนแรงอ่อนล้าไม่มีแรงแม้แต่จะเดิน นี่เราเป็นอะไรไป ทำไมใจถึงหวั่นไหวไปได้มากขนาดนี้ นี่เกิดอะไรขึ้นกับเรา นี่ใจเราหวั่นไหวให้กับเขาไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ภูมิบุญตั้งคำถามให้กับตัวเองอีกครั้ง แต่มีเพียงนิ่งเงียบงันเป็นคำตอบจากหัวใจของตัวเอง
"ภูมิตกลงพี่แทนเขาจะกลับมาเมื่อไหร่ล่ะ"
พลอยถามขึ้นในวันทำงาน ภูมิบุญยิ้มออกมาทันที โตโต้ที่เดินเข้ามาพร้อมกันหน้าเจื่อนลงเดินเข้าออฟฟิศไปแล้ว
"เห็นบอกว่าพรุ่งนี้ล่ะพลอย เราดีใจจังเลย ว่าจะไปรับที่สนามบิน"
"แล้วรู้ไฟลท์เหรอภูมิ"
พลอยถามน้ำเสียงลิงโลดดีใจไปกับเพื่อนรัก
"ไม่รู้ แต่เราว่าจะลองเช็คกับทางสายการบินดู"
"ทำไมไม่ยอมบอกเนอะ กะจะเซอร์ไพรซ์กันไปถึงไหนเนี่ย"
"นั่นน่ะสิ แต่พี่แทนเขาชอบทำแบบนี้ล่ะพลอยทำให้ประหลาดใจอยู่เรื่อยล่ะ"
"แต่บ่อยๆก็ไม่ไหวนะเราว่า เดี๋ยวช็อคตายกันพอดี"
พลอยหัวเราะออกมาภูมิบุญเองก็ยิ้มออกมา ในใจมันกรีดร้องดีใจล่วงหน้าไปแล้ว แต่พอเข้าไปทำงานเห็นสีหน้าของโตโต้แล้วก็ต้องหุบสีหน้าที่ดีใจสุขใจลงเสีย เพราะเห็นใจเขามากเหมือนกัน
"พลอย เราว่าจะไปซื้อของขวัญให้พี่แทน พลอยว่าเราควรจะซื้ออะไรดี"
ปรึกษาพลอยตอนพักทานข้าวกลางวัน โตโต้บอกไม่หิวเลยไม่ได้ลงมากินข้าวด้วย ภูมิบุญกับพลอยนั่งกินข้าวอยู่ร้านอาหารตามสั่งข้างๆตึก
"เราว่าเสื้อเชิ้ตดีไหมล่ะ ไม่รู้สิคนมาจากนอกนี่เอาอะไรให้เป็นของขวัญดีล่ะ"
พลอยเองก็ไม่มั่นใจเท่าไหร่นัก
"พาเราไปเลือกหน่อยสิพลอย"
"อยากไปนะภูมิ แต่อีตาบ้านั่นจะมารับไปเจอที่บ้านอะไรก็ไม่รู้"
พาดพิงไปถึงกาย ภูมิบุญยิ้มออกมา
"จริงเหรอ งั้นไม่เป็นไร เราว่างานต่อไปต้องเป็นพลอยกับพี่กายแน่ๆ"
ภูมิบุญแซวขึ้น พลอยอายหน้าแดง
"บ้าเหรอภูมิ ถ้าอยากจะแต่งงานกับเราต้องคบกันให้ได้เก้าปีก่อนย่ะ เราไม่มีทางอ่อนยอมให้ง่ายๆหรอกเสียชื่อพลอยหมด"
"แหมนะ ให้เขารอนานเดี๋ยวคานทองก็ถามหาหรอก"
"ทีพี่แทนยังให้ภูมิรอได้เลย ทำไมเราจะให้เขารอไม่ได้"
พลอยโพล่งออกมา ภูมิบุญนิ่งเงียบไป
"อุ๊ยเราขอโทษนะภูมิ ปากไม่ดีอีกแล้ว"
"ไม่เป็นไรหรอก แหมแต่ของเราเขาก็จะกลับมาแล้วนี่ รอแค่ไหนก็เต็มใจรอ"
"จ้า ยอมจริงๆเลย"
ทั้งสองสนทนากันอยู่จนถึงเวลางานจึงกลับเข้าออฟฟิศตามปกติ สรุปแล้วภูมิบุญต้องโทรศัพท์ไปชวนบาสให้ออกมาซื้อของขวัญเป็นเพื่อน รายนั้นไม่เคยปฏิเสธ แม้เขาจะติดเรียนหรือติดอ่านหนังสือแต่สำหรับภูมิบุญแล้วเขามีเวลาให้เสมอ เพราะเขารู้แล้วว่าภูมิบุญเป็นคนให้ชีวิตใหม่แก่เขา
ชีวิตคนเราเปราะ บางยิ่งนัก ผ่านวันผ่านคืนมานานแสนนานจนความเปราะบางมันสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองจน แข็งแกร่ง ลมพัดที่ผ่านมาแต่ก่อนหนาวสะท้านยะเยือกไปถึงใจถึงจิตวิญญาณแต่มาบัดนี้ลม นั้นเพียงปัดเป่าให้ทุเลาคลายร้อนเท่านั้นเอง ชีวิตที่สมบูรณ์จริงๆแล้วคืออะไร บริวารแวดล้อม เงินทองมั่งคั่ง ความรักไม่เคยหมดสิ้นจากใจหรือ มันอาจจะจริงตามนั้นก็เป็นได้ แต่ความสมบูรณ์ของใจคือการที่ได้นอนหลับแล้วไม่ผวาตื่นฝันร้ายหรือคิดวกวน ว่าจะมีอะไรมาทำให้ใจหม่นหมองจนนอนไม่ได้ ความสมบูรณ์ของจิตใจคือการที่ใจเรารู้จักพอ เสพในสิ่งที่มี หาความสุขจากสิ่งที่มีอยู่รายรอบกายไม่ใช่หรือ
"ภูมิพี่ไพลินน่ะเรื่องมาก บอกไม่อยากได้ตีมเดียวกับพี่แวน อะไรกันน่าเบื่องบก็เขียม"
พลอยบ่นออกมาตอนสายในมือกางแผนงานงานแต่งของไพลินกับก้องขึ้นดูบนโต๊ะทำงาน งานนี้พลอยลงเต็มตัวทั้งที่เป็นบริษัททำรีสอร์ทแต่เดี๋ยวนี้รับงานจัดงานแต่ง หรืองานอะไรก็ตามแต่ที่ใช้สถานที่ของทางรีสอร์ทจึงมีการจัดตั้งแผนกขึ้นมาใหม่คือ แผนกจัดเลี้ยงแต่ยังไม่มีคนคุมอย่างเต็มตัวเพราะภูมิบุญเป็นคนดูอยู่ แผนกนี้สร้างรายได้ให้กับบริษัทนับว่าดีทีเดียวเป็นผลพวงมาจากงานแต่งงานของแวนและงานเปิดตัวที่เชียงใหม่
"อย่าบ่นเลยน่า ตีมซ้ำๆกันใครเขาจะอยากได้ล่ะพลอย แล้วพี่ไพลินอยากได้แบบไหนล่ะ"
"อยากได้แบบมีดอกไม้มีเทียนมีผ้า ดูสิภูมิ แล้วจะให้ทำยังไงให้มันต่าง"
ภูมิบุญครุ่นคิดอยู่
"ลองถามบาสหรือยัง เผื่อบาสจะมีไอเดีย"
"อุ๊ยภูมิ น้องมันเตรียมตัวสอบอยู่นี่ไม่อยากรบกวน"
"บ้าสิพลอย ถ้าไม่บอกมันล่ะมันยิ่งจะงอน เราว่าถามหน่อยล่ะกัน จะดีใจล่ะสิไม่ว่า"
ภูมิบุญบอกเพราะถ้างานไหนที่บาสช่วยออกไอเดียก็จะแบ่งเงินให้บาสเก็บไว้ใช้เองด้วย รายนั้นดีใจใหญ่ที่มีรายได้เป็นของตัวเอง แต่เขาก็นับว่าเป็นเด็กดีไม่ได้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเพราะเขามีเป้าหมายที่จะซื้อคอนโดฯเป็นของตัวเองตอนนี้เก็บเงินได้ครึ่งทางแล้ว
"พี่แทน พี่แทนจะกลับวันไหนนะครับ"
เป็นปกติเกือบทุกวันที่จะสนทนากับคนรักก่อนเข้านอน แม้บางวันจะยุ่งจนไม่อาจจะออนไลน์สนทนากันได้ แต่ก็ยังคงทำอยู่เป็นประจำไม่มีขาด
"คงอาทิตย์หน้าล่ะภูมิตอนนี้เคลียร์เอกสารอยู่ ดีใจไหมภูมิที่พี่จะกลับแล้ว"
"ดีใจสิครับ ดีใจมาก"
"ภูมิรู้ไหมที่นิวซีแลนด์ผู้ชายเขาแต่งงานกันได้ด้วยนะ"
"จริงเหรอครับ ดีจังเลย"
"เรามาแต่งงานกันที่นี่ดีไหมภูมิ"
ไม่รู้ว่าสิ่งที่พูดออกมา ทำให้คนที่รับสารหัวใจพองโตวาดวิมานอากาศเอาไว้แล้ว เป็นไปได้ด้วยหรือที่ผู้ชายจะแต่งงานกัน มันเป็นจริงด้วยหรือ
"จะดีเหรอครับพี่แทน"
"ดีสิภูมิ พี่อยากแต่งงานกับเรานะ"
"อืม กลับมาก่อนแล้วค่อยคุยกันได้ไหมครับ กลัวแต่ว่าพี่แทนจะเปลี่ยนใจ"
"ภูมิ"
"ภูมิล้อเล่นครับพี่ แล้วได้ตารางบินมาหรือยังครับ ให้ภูมิไปรับไหม"
"ไม่ต้องหรอกภูมิ พี่อยากไปเซอร์ไพรซ์เราอีก"
"ไม่เอาแล้วพี่แทน ภูมิหัวใจจะวายตายพอดี"
"ฮ่าๆ ไม่ชอบหรอกหรือ พี่ว่าดีนะให้เราหัวใจเต้นแรง"
ยิ่งใกล้วันที่แทนทวีจะกลับใจยิ่งเต้นแรง ภูมิบุญจากที่ไม่เคยทำเรื่องดูแลตัวเองอย่างเข้าสปาก็ทำ อยากให้ตัวเองดูดีที่สุดเมื่อคนรักมาเห็น โตโต้เองก็ได้แต่เฝ้ามองอยู่ใกล้ๆด้วยหัวใจที่ร้าวราน ยิ่งภูมิบุญดูมีความสุขเขาเองเหมือนจะตรมระทมทุกข์เป็นเท่าตัว ยิ่งภูมิบุญฉายยิ้มออกมาบนดวงหน้า น้ำตาของเขาก็คลอดหัวอกกลัดหนองเข้าไปทุกวัน นี่คงเป็นกรรมที่ทำกับภูมิบุญเอาไว้ แต่ก่อนทำร้ายเขาเกลียดชังเขาเข้าไส้ แต่ตอนนี้หัวใจมันศิโรราบให้แทบเท้าจะเหยียบจะย่ำยังไงก็แล้วแต่ภูมิบุญ และเขาเองก็กำลังทำแบบนั้นอยู่
"ตาโต้ ไม่สบายหรือเปล่าลูก ทำไมพักหน้าดูหมองจัง"
ผู้เป็นมารดาทักขึ้นเมื่อตอนเย็นก่อนรับประมานอาหาร ภูมิบุญกำลังช่วยจันทร์กับอ้อยอยู่ในครัว
"อ้อ ไม่มีอะไรครับแม่ งานคงยุ่ง"
"พักบ้างนะลูก อย่าให้ล้มหมอนนอนเสื่อไป เดี๋ยวมันจะมาหนักที่น้อง"
เม้มปากแน่นถอนหายใจออกมา
"แม่ดูรักภูมิจังนะครับ"
คุณอภิสรานิ่งจ้องมองใบหน้าซูบซีดของบุตรชายอย่างพิจารณา
"รักสิ รักมาก"
"ครับแม่ ผมรู้ครับ ผมก็รักน้องเขามาก"
พูดเสียงขาดๆหายๆเหมือนกระซิบออกมาท่อนสุดท้าย
"โต้ ฟังแม่นะ น้องเจอเรื่องร้ายๆมาเยอะ เราไม่ดีใจเหรอที่จะเห็นน้องมีความสุข แม่เองก็ปวดใจที่เห็นน้องเขาทุกข์อยู่ทุกวัน และตอนนี้น้องมันกำลังมีความสุขแม่เองก็ดีใจ"
"ครับแม่ โต้เองก็ดีใจ แต่ทำไมโต้ถึงรู้สึกปวดใจจังล่ะครับ"
"มานี่ลูก อย่าคิดมากของๆเรายังไงมันก็เป็นของๆเรา ถือว่าทำบุญกันมาน้อย แต่อย่างน้อยก็ยังดีไม่ใช่เหรอที่น้องมันยังอยู่กับเรา"
คุณอภิสราลุกขึ้นไปโอบกอดบุตรชาย โตโต้น้ำตาซึมออกมา มารดาของเขารู้ทุกเรื่องทุกความเคลื่อนไหว รู้ไปไกลกว่าที่เขารู้เสียอีกแต่เหมือนกำลังรอบางอย่าง รอให้ฟ้าเปิดใจกระจ่างมากกว่านี้ถึงจะยอมปริปากออกมา
"เป็นไงลูก ตาแทนนั่นจะกลับมาเมื่อไหร่นะ"
คุณอภิสราถามขึ้นตอนทานข้าวเย็นด้วยกัน ภูมิบุญระบายยิ้มออกมาอย่างเปิดเผยแม้อยากจะปิดบังความในใจไว้แต่มันทะลัก ล้นออกมาทางตาทางสีหน้าท่าทาง
"เห็นบอกว่าอาทิตย์หน้านี่ล่ะครับคุณท่าน"
"อืม ท่าทางเราดีใจมากนะ"
เสียงที่เรียบนิ่งทำให้ภูมิบุญหยุดอาการลิงโลด มีอะไรเจืออยู่ในน้ำเสียงเรียบนั้น
"เอ่อ ครับคุณท่าน"
"เอาเถอะจ๊ะ คนรักกันอยู่ห่างกันนานๆไม่ดีหรอก กลับมาซะได้ก็ดี คนฝั่งนี้จะได้สุขใจเสียที"
คุณอภิสรายิ้มออกมาแห้งๆ ส่วนโตโต้วางช้อนกับส้อมในมือ เม้มปากแน่น
"อ้าว อิ่มแล้วเหรอลูก"
"ครับ โต้ไม่ค่อยหิว เออภูมิ เรื่องงานของไพลิน กับโครงการที่ปราณน่ะพี่ขอดูหน่อยได้ไหม"
เสียงของโตโต้เครียดขรึมมาก ขรึมเสียจนรู้สึกเสียวแปลบไปถึงสันหลัง
"ครับ ได้ครับ เดี๋ยวภูมิเอาขึ้นไปให้ดูนะครับ"
โตโต้เดินขึ้นห้องไปแล้ว ภูมิบุญระบายลมหายใจออกมา พักหลังเวลามีงานอะไรที่ต้องคิดร่วมกันจะเอาขึ้นไปทำบนห้องของโตโต้ เขาไม่ได้ละลาบละล้วงภูมิบุญเหมือนแต่ก่อนแล้ว เหมือนคนกำลังทำใจ ภูมิบุญเองแม้จะลำบากใจแต่ก็อยากจะตัดความสัมพันธ์แบบนี้ให้ขาดไปเสียเรื่องค้างคาใจจะได้หมดไปเสียที
"นี่ครับคุณโตโต้ แบบงานที่ปราณ ส่วนเล่มนี้เป็นงานของพี่ไพลิน แต่ของพี่ไพลินเรายังไม่ได้สรุปนะครับ แต่ร่างๆเอาไว้ก่อน"
ภูมิบุญวางแฟ้มเอกสารลงตรงหน้าโตโต้ที่นั่งนิ่งอยู่ไม่ไหวติง
"ภูมิ"
เขาครางออกมาลอดออกจาคอ ภูมิบุญสะท้านไปทั้งใจ
"ครับ คุณโตโต้"
"ก่อนที่เราจะกลับไปหามัน พี่ขอกอดภูมิอีกสักครั้งได้ไหม"
เขาปราดตาขึ้นมอง ภูมิบุญสะอึกไปดวงตาที่เคลือบไปด้วยม่านน้ำตา มองฉายอกมาด้วยความร้าวรานจากภายใน ใจกระตุกหวิวไป
"อย่าเลยครับ มันไม่ดีหรอก"
พูดออกไปโดยที่ไม่ได้คิดอะไรมาก นอกจากตัดให้ขาด ทำให้จบ
"แค่กอดอีกสักครั้ง ในฐานะพี่ชายกับน้องชายก็ไม่ได้เลยเหรอภูมิ"
น้ำเสียงที่เค้นออกมามันระทมทุกข์จนรู้สึกได้ นี่เขาเจ็บปวดมากถึงเพียงนี้เชียวหรือ ภูมิบุญเม้มปากแน่นคิดไตร่ตรองอยู่ ส่วนในใจก็หวั่นไหวปลิวลอยหายไปไกลแสนไกลแล้ว
"คุณโตโต้"
"นะครับภูมิ พี่ขอกอดเราเป็นครั้งสุกท้ายได้ไหม แค่วินาทีเดียวก็ยังดี"
"พอเถอะครับ อย่าพูดเลย"
อ่อนระทวยไปทั้งใจทั้งร่างกาย ภูมิบุญเองก็โผเข้ากอดเขาทั้งน้ำตา ทำไมมันเจ็บยอกในใจเช่นนี้ ร้อยวันพันปีไม่เคยจะเห็นน้ำตาของชายผู้นี้ แล้วนี่อะไร เขาสะอื้นออกมาทันทีที่ร่างกายของภูมิบุญกอดกระชับกับร่างของเขา
"พี่รักภูมินะ พี่รักภูมิมาก เพิ่งจะรู้ตัวตอนที่พี่กำลังจะเสียภูมิไป"
เขาคร่ำครวญออกมากอดภูมิบุญแน่นจนไม่มีที่ว่างให้อากาศลอดผ่านเข้าไปได้ ตัวสั่นไหวโยนไปกับแรงสะอื้น
"พี่เสียใจ พี่เสียใจที่เคยทำไม่ดีกับภูมิ"
"คุณโตโต้"
"พี่ขอโทษ พี่ผิดเองพี่มันเลว"
"พอแล้ว คุณโตโต้ พอแล้ว"
ร้องไห้ออกมาเหมือนกัน ไม่รู้ทำไมว่าใจทำไมมันสิ้นไร้เรี่ยวแรงมากขาดนี้ กอดเขาแน่นเช่นกัน นานแสนนานกว่าที่พายุในใจจะสงบลงปล่อยให้ไออุ่นจากร่างของอีกฝ่ายถ่ายเทผ่าน เข้าสู่ร่างกายไปหล่อเลี้ยงหัวใจของตนเอง นานพอที่จะแยกออกจากกัน
"จำไว้นะภูมิ พี่จะรอเราอยู่ตรงนี้ ไม่ว่าจะยังไง"
โตโต้พูดขึ้นไม่มีน้ำตาแล้ว สายตานิ่งคมกริบ
"อย่าเลยครับ มันไม่มีทางเป็นไปได้หรอกคุณโตโต้ อย่ารอเลยครับ"
"ไม่ต้องพูดหรอกภูมิ พี่จะทำอะไรเราไม่ต้องมาสนใจหรอก ไม่ต้องมาสนใจพี่"
ไม่มีอะไรจะพุดออกไป พยายามรวบรวมกำลังใจที่จะก้าวออกมาจากห้องของเขา พยายามรวบรวมพลังทุกอย่างที่มีนำพาร่างออกมาจากห้องให้ได้ แต่มันก็ยากเหลือเกิน ดูเหมือนเรี่ยวแรงพลังกายพลังใจมันจะหายไป อ่อนแรงอ่อนล้าไม่มีแรงแม้แต่จะเดิน นี่เราเป็นอะไรไป ทำไมใจถึงหวั่นไหวไปได้มากขนาดนี้ นี่เกิดอะไรขึ้นกับเรา นี่ใจเราหวั่นไหวให้กับเขาไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ภูมิบุญตั้งคำถามให้กับตัวเองอีกครั้ง แต่มีเพียงนิ่งเงียบงันเป็นคำตอบจากหัวใจของตัวเอง
"ภูมิตกลงพี่แทนเขาจะกลับมาเมื่อไหร่ล่ะ"
พลอยถามขึ้นในวันทำงาน ภูมิบุญยิ้มออกมาทันที โตโต้ที่เดินเข้ามาพร้อมกันหน้าเจื่อนลงเดินเข้าออฟฟิศไปแล้ว
"เห็นบอกว่าพรุ่งนี้ล่ะพลอย เราดีใจจังเลย ว่าจะไปรับที่สนามบิน"
"แล้วรู้ไฟลท์เหรอภูมิ"
พลอยถามน้ำเสียงลิงโลดดีใจไปกับเพื่อนรัก
"ไม่รู้ แต่เราว่าจะลองเช็คกับทางสายการบินดู"
"ทำไมไม่ยอมบอกเนอะ กะจะเซอร์ไพรซ์กันไปถึงไหนเนี่ย"
"นั่นน่ะสิ แต่พี่แทนเขาชอบทำแบบนี้ล่ะพลอยทำให้ประหลาดใจอยู่เรื่อยล่ะ"
"แต่บ่อยๆก็ไม่ไหวนะเราว่า เดี๋ยวช็อคตายกันพอดี"
พลอยหัวเราะออกมาภูมิบุญเองก็ยิ้มออกมา ในใจมันกรีดร้องดีใจล่วงหน้าไปแล้ว แต่พอเข้าไปทำงานเห็นสีหน้าของโตโต้แล้วก็ต้องหุบสีหน้าที่ดีใจสุขใจลงเสีย เพราะเห็นใจเขามากเหมือนกัน
"พลอย เราว่าจะไปซื้อของขวัญให้พี่แทน พลอยว่าเราควรจะซื้ออะไรดี"
ปรึกษาพลอยตอนพักทานข้าวกลางวัน โตโต้บอกไม่หิวเลยไม่ได้ลงมากินข้าวด้วย ภูมิบุญกับพลอยนั่งกินข้าวอยู่ร้านอาหารตามสั่งข้างๆตึก
"เราว่าเสื้อเชิ้ตดีไหมล่ะ ไม่รู้สิคนมาจากนอกนี่เอาอะไรให้เป็นของขวัญดีล่ะ"
พลอยเองก็ไม่มั่นใจเท่าไหร่นัก
"พาเราไปเลือกหน่อยสิพลอย"
"อยากไปนะภูมิ แต่อีตาบ้านั่นจะมารับไปเจอที่บ้านอะไรก็ไม่รู้"
พาดพิงไปถึงกาย ภูมิบุญยิ้มออกมา
"จริงเหรอ งั้นไม่เป็นไร เราว่างานต่อไปต้องเป็นพลอยกับพี่กายแน่ๆ"
ภูมิบุญแซวขึ้น พลอยอายหน้าแดง
"บ้าเหรอภูมิ ถ้าอยากจะแต่งงานกับเราต้องคบกันให้ได้เก้าปีก่อนย่ะ เราไม่มีทางอ่อนยอมให้ง่ายๆหรอกเสียชื่อพลอยหมด"
"แหมนะ ให้เขารอนานเดี๋ยวคานทองก็ถามหาหรอก"
"ทีพี่แทนยังให้ภูมิรอได้เลย ทำไมเราจะให้เขารอไม่ได้"
พลอยโพล่งออกมา ภูมิบุญนิ่งเงียบไป
"อุ๊ยเราขอโทษนะภูมิ ปากไม่ดีอีกแล้ว"
"ไม่เป็นไรหรอก แหมแต่ของเราเขาก็จะกลับมาแล้วนี่ รอแค่ไหนก็เต็มใจรอ"
"จ้า ยอมจริงๆเลย"
ทั้งสองสนทนากันอยู่จนถึงเวลางานจึงกลับเข้าออฟฟิศตามปกติ สรุปแล้วภูมิบุญต้องโทรศัพท์ไปชวนบาสให้ออกมาซื้อของขวัญเป็นเพื่อน รายนั้นไม่เคยปฏิเสธ แม้เขาจะติดเรียนหรือติดอ่านหนังสือแต่สำหรับภูมิบุญแล้วเขามีเวลาให้เสมอ เพราะเขารู้แล้วว่าภูมิบุญเป็นคนให้ชีวิตใหม่แก่เขา
ชีวิตคนเราเปราะ บางยิ่งนัก ผ่านวันผ่านคืนมานานแสนนานจนความเปราะบางมันสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองจน แข็งแกร่ง ลมพัดที่ผ่านมาแต่ก่อนหนาวสะท้านยะเยือกไปถึงใจถึงจิตวิญญาณแต่มาบัดนี้ลม นั้นเพียงปัดเป่าให้ทุเลาคลายร้อนเท่านั้นเอง ชีวิตที่สมบูรณ์จริงๆแล้วคืออะไร บริวารแวดล้อม เงินทองมั่งคั่ง ความรักไม่เคยหมดสิ้นจากใจหรือ มันอาจจะจริงตามนั้นก็เป็นได้ แต่ความสมบูรณ์ของใจคือการที่ได้นอนหลับแล้วไม่ผวาตื่นฝันร้ายหรือคิดวกวน ว่าจะมีอะไรมาทำให้ใจหม่นหมองจนนอนไม่ได้ ความสมบูรณ์ของจิตใจคือการที่ใจเรารู้จักพอ เสพในสิ่งที่มี หาความสุขจากสิ่งที่มีอยู่รายรอบกายไม่ใช่หรือ
(Heroine) ที่นี่ไม่มีนายเอก ฉากเจ็ดสิบ
"ช่วยพี่เลือกหน่อยนะบาส ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องซื้ออะไรให้พี่แทนดี"
พอนัดเจอกับบาสที่หน้าซีคอนฯหลังเลิกงานบาสก็มาตามนัด ยังใส่ชุดนักเรียนอยู่ ภูมิบุญปรี่เข้าไปหายิ้มให้อย่างดีใจ
"โห อิจฉาพี่แทนจังอ่ะพี่ มีแฟนรออยู่นี่ ยังจะซื้อของฝากให้อีก"
"แหมบาส เราเองอยากได้อะไรพี่ก็ซื้อให้นี่ เดี๋ยวเรามีแฟนก็รู้เองล่ะ"
"คร้าบ งั้นซื้อของเสร็จพี่เลี้ยงข้าวผมด้วยน้า ผมอยากกินอาหารเวียตนามอ่ะ"
"ได้สิ เข้าไปข้างในกันเถอะร้อน"
ภูมิบุญบอกแล้วเดินนำเข้าไปในห้างฝั่งโรบินสัน
"พี่ไม่ซื้อเสื้อเชิ้ตล่ะพี่ สีหวานๆ"
"ไม่รู้สิบาส ดูก่อน ใจหนึ่งก็อยากให้นาฬิกา อีกใจก็อยากให้เสื้อผ้า ลองเดินตัดสินใจดูก่อน"
"อ้อ ครับอย่านานนักนะพี่ ผมหิวแล้วเนี่ย"
"คร้าบ พ่อน้องชาย แป๊บเดียวล่ะน่า"
เดินหยอกล้อกันเข้าไปในตัวห้างสรรพสินค้า ก็ตรงไปยังชั้นขายเครื่องแต่งกายชาย เดินวนอยู่รอบหนึ่งแต่ยังตัดสินใจไม่ได้สักที
"แวะยี่ห้อนี้ก่อนดีไหมบาส ท่าทางจะเข้าท่าอยู่นะ"
"ครับ"
เดินปรี่เข้าไปตรงเคาท์เตอร์หยิบเสื้อยืดขึ้นมาดูสีหวานดี
"ตัวนี้เป็นไงบา...."
ได้แต่อ้าปากค้างตะลึงงันอยู่ เพราะสายตาเหลือบไปเห็นที่คนคุ้นเคย คนที่เป็นดวงใจ ใบหน้าที่คุ้นเคยติดตรึงตาตรึงในใจเขายืนอยู่ต่อหน้า แต่พอเขาเห็นหน้าภูมิบุญท่าทางของเขาก็เหมือนกับเจอโจทก์เก่า ตาถลนออกมาหน้าซีดเผือดลงทันที
"ภูมิ"
"พี่แทน"
คนฝั่งนี้แม้จะตกใจแต่ความดีใจมันเข้ามาแทนที่แล้ว ความปลาบปลื้มปีติมันสูบฉีดผ่านเส้นเลือดขึ้นมาหล่อเลี้ยงทั่วทั้งสรรพางค์กาย ปรี่จะเข้าไปหาเขาแต่แทนทวีถอยหลังออกไปทำให้ภูมิบุญชะงักเท้าไว้ ลังเลอยู่
"ตัวเอง ตัวนี้เป็นไงบ้าง"
เสียงอื่นร้องทักมา เสียงที่ทำให้หัวใจหลุดปลิวไปไหนแล้ว เสียงที่กระชากใจออกไปทั้งดวง ภูมิบุญใจสั่นหวั่นไหวเหลือบตาไปมองตามเสียง ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งเท่าๆกันกับแทนทวีดูจากรูปร่างผิวพรรณหน้าตาแล้วเขา ดูดีมากทีเดียว สายตาที่เขาปราดมองมามันเหยียดหยันอยู่ในที
"ใครอ่ะตัวเอง"
กระตุกใจเหลือเกิน "ใคร" นี่เรากลายเป็นใครไปแล้วหรือ สมองเริ่มพร่ามัวมึนทึบประมวลผลไม่ออก กรามเริ่มขบเข้าหากันแน่นปากเริ่มเม้มแน่น มือสั่นฟันเริ่มกระทบกันดังกึกๆ
"ภูมิ ภูมิมาทำอะไรที่นี่"
"ไหนบอกจะมาพรุ่งนี้"
น้ำเสียงที่น่าเวทนาเปล่งออกไปจากลำคอ แต่น่าประหลาดไม่มีน้ำตาสักหยดออกมาเคลือบตาเหมือนทุกที
"อ้อ พี่มาก่อนน่ะภูมิ เป็นไงบ้าง สบายดีเหรอ"
ทำไมรู้สึกห่างเหินแบบนี้ ทำไมรู้สึกว่ามันไม่เหมือนเดิม นี่เขาเป็นอะไรไป นี่มันเป็นความฝันใช่ไหม
"อ้อ นี่น่ะเหรอ น้องภูมิที่แทนคุยด้วยน่ะ ตัวจริงน่ารักกว่าในกล้องอีกนะ"
เหมือนโดนฝ่ามือฟาดลงมาที่หน้าสักสิบครั้ง มันชาไปทั้งตัวเลือดที่ไหลร้อนเหมือนมันหยุดไหลไปแล้ว สภาพทุกอย่างของร่างกายมันเหมือนจะหยุดชะงักลง
"เพื่อนเหรอครับพี่แทน"
กัดฟันถามออกไปทั้งที่ใจมันรับรู้แล้ว รู้ดีแก่ใจแล้วว่าคนข้างหน้านี้เป็นใคร
"อ้อ นี่พีทแฟนพี่เองภูมิ"
"เฮ้ย พี่ทำแบบนี้ได้ยังไงวะ เลวว่ะพี่"
บาสทนยืนฟังอยู่นานพอกดโทรศัพท์ไปหาโตโต้เสร็จก็โพล่งออกมาเขาก้าวมายืนขวางหน้าของภูมิบุญเอาไว้
"อ้อ เฮอะๆ เหรอครับพี่ อ้อแฟนพี่เหรอ เฮอะๆ ดีจัง"
กลายเป็นคนบ้าไม่สมประกอบไปแล้ว ท่าทางของภูมิบุญเหมือนคนเสียจริต ยืนคว้างอยู่พยายามจะเดินหนี บาสเห็นท่าไม่ดีรีบจับข้อมือไว้
"ภูมิ พี่ขอคุยด้วยหน่อย พี่รู้ว่าภูมิรู้สึกยังไง"
"บาสพาพี่ไป"
พูดไม่เป็นคำน้ำตาเริ่มจะไหลออกมาแล้ว ไม่อยากให้ใครเห็นไม่อยากเป็นคนที่น่าอับอายในที่แห่งนี้
"หยุดเลย สัตว์ อย่าเข้ามานะ ชาติชั่ว"
บาสชี้หน้ากราดก่อนจะรีบจูงมือของภูมิบุญเดินหนีไป
"ไปสนใจทำไมตัวเอง เดี๋ยวเค้าก็รู้อยู่ดี น่าสงสาร"
"พีท"
อนาถใจแท้เด็กชายมัธยมกำลังจูงมือคนที่นับถือเป็นพี่ชายปลิวระลิ่วเดินลงบันไดเลื่อนมา ภูมิบุญเดินเหินไม่ได้อย่างปกติเขาสะดุดพื้นต่างระดับของบันไดหัวคะมำลง
"ไหวไหมพี่"
บาสถาม ภูมิบุญเม้มปากแน่นพยายามไม่ร้องไห้ออกมา ส่ายหน้า แต่เหมือนหน้ามันหนักมีหินถ่วงอยู่หัวมันหนัก มันชาไปหมด นี่อะไรกัน เกิดอะไรขึ้น
"อยู่ไหนเฮีย ผมอยู่ข้างหน้าแล้ว"
บาสรับโทรศัพท์ของโตโต้ พอออกมายืนข้างหน้าห้างบาสเหลือบไปเห็นรถของโตโต้ก็รีบจูงมือของภูมิบุญไปหาทันที
"พี่ภูมิจะไปไหน"
เดินไปไหนไม่รู้ รู้แต่ว่าจิตใจมันกระเจิดกระเจิง ใจหรือ เรายังมีใจเหลืออยู่อีกเหรอ "แฟนพี่" เขาคือแฟนแทนทวี แล้วเราล่ะ เป็นใคร เราล่ะ เรากลายเป็นใครไปแล้ว
"ภูมิ"
โตโต้ลงจากรถมาพอเห็นสภาพก็ถึงกับเข่าอ่อน ภูมิบุญเหมือนคนบ้าที่ไม่เหลือแล้วซึ่งสติ หน้าตาบูดเบี้ยวเหมือนพยายามกักเก็บอะไรไว้ภายใน ความรวดร้าวที่มันฉายออกมาทางแววตายากเกินที่จะบีบกักขังมันเอาไว้ ความปวดร้าวมันแสดงออกมาทุกอณูของร่างกาย ร่างที่สั่นไหวเหมือนหนาวปากที่สั่นฟันกระทบกันอยู่
"กลับบ้านเราภูมิ"
"พี่"
นั่นเป็นเสียงเดียวที่ออกจากปากภูมิบุญ แวบหนึ่งปลื้มปีติเหลือเกินที่ภูมิบุญยอมเรียกเขาว่าพี่ แต่ส่วนที่เหลือของหัวใจมันแหลกราญไปแล้วเพราะคนที่โผเข้ากอดต่อหน้าร่าง สั่นสะท้านไปด้วยพลังของความสูญเสียอาดูรใจ โตโต้กอดภูมิบุญไว้แน่นไม่สนใจสายตาใคร กอดไว้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ก็ต้องรีบจูงมือภูมิบุญขึ้นรถไปเพราะเสียงบีบแตรไล่ดังกึกก้องแล้ว
"เลวมากนะเฮีย เชี่ยสุดๆ อยากจะเตะปากมันสักที"
บาสสบถออกมาระหว่างทาง โตโต้เองไม่พูดอะไรออกมา ได้แต่ชำเลืองมองคนตัวเล็กที่กอดตัวเองเม้มปากแน่นอยู่ ไม่มีเสียงสะอื้นออกมา มีเพียงน้ำตาที่ไหลอาบหน้า สายตามองออกไปนอกกระจกไม่รู้ว่ามันจะเจ็บปวดมากมายเพียงใด แต่อยากให้เขารับรู้เหลือเกินว่าคนที่กำลังมองเองก็ปวดร้าวไม่น้อยเช่นกัน พอถึงบ้านภูมิบุญรีบลงจากรถเอามือปาดน้ำตาเพราะเห็นคุณอภิสรากับจันทร์นั่งคอยอยู่หน้าบ้านแล้ว พอเดินลงรถได้ก็เซถลาไป หมดแล้วซึ่งเรี่ยวแรง ความเจ็บปวดที่กักเก็บไว้มันระเบิดออกมา ภูมิบุญทรุดกายลงกับพื้นหน้าบ้าน สะอื้นออกมาปิ่มใจจะขาด ไม่มีเสียงมีแต่น้ำตากับท่าทางที่ตัวโยนสั่นไหวอยู่
"ภูมิ"
"พี่ภูมิ"
ทั้งสองยังก้าวลงจากรถไม่ทันที่จะคว้าตัวเอาไว้ร้องเสียงระงม
"ตายแล้วภูมิลูกเป็นอะไร ภูมิ"
เสียงของคุณอภิสรากับจันทร์ดังคู่กันอยู่หน้าบ้านก่อนที่จะปรี่เข้ามาดู
"ภูมิ ภูมิทำอะไรผิด ฮึกๆ"
"โธ่ลูก"
คุณอภิสราโผเข้าไปกอดร่างที่แทบจะแนบลงกับพื้น ดึงขึ้นมาจันทร์เองก็น้ำตาไหลออกมาเพราะเห็นสภาพของลูกชายแล้วทนไม่ได้ ยังไม่ได้รู้เรื่องราวอะไรก็น้ำตาไหลก่อนแล้วตามประสาหัวอกคนเป็นแม่ ส่วนคุณอภิสราเม้มปากแน่น กระตุกใจมากเช่นกันแต่ก็พยายามนิ่งเป็นเสาให้ภูมิบุญค้ำ กอดอยู่
"น้องเป็นอะไรตาโต้"
ถามเสียงขุ่นเขียว
"เอ่อ น้อง"
"ก็ไอ้เชี่ย เอ้ย แฟนพี่ภูมิน่ะครับคุณท่าน กลับมาแล้วพร้อมแฟนใหม่ เราไปเจอที่ซีคอนฯ"
บาสพูดออกมาสายตาโกรธแค้นกำหมัดแน่น
"โธ่ลูก ใจร้ายจริงๆ"
มือก็ลูบตามหลังเพราะแรงสะอื้นของภูมิบุญมันสะท้อนเข้าไปถึงทรวงอกของผู้เป็นใหญ่ในบ้าน
"คุณท่าน ภูมิเป็นใคร ภูมิเป็นใครในสายตาเขา ภูมิโง่มากเลยใช่ไหม ภูมิทำอะไรผิด ภูมิทำอะไรผิด"
คนที่เห็นภาพนี้ต่างเม้มปากแน่นอนาจใจกับสิ่งที่เห็นเบื้องหน้า ร่างของชายรูปร่างงามผิวงามจิตใจดีผู้นี้กำลังเสียจิตวิญญาณไป เสียงคร่ำครวญที่โอดครวญออกมาแม้เราเห็นเรายังรับรู้ได้ว่าเขาคงทุกข์เจ็บ ปวดทรมานแสนสาหัสสากรรจ์มากมายนัก แล้วตัวของคนที่กำลังคร่ำครวญเองเล่าเขาจะเจ็บยอกเข้าไปในจิตถึงเท่าใด ใบหน้าคมงามรูปนั้นกำลังจะจรดลงกับพื้นน้ำตาไหลหยดลงเป็นด่างดวงบนพื้นปูน แรงดึงของมารดากับคุณอภิสราก็ต้านไว้ไม่ได้ เสียใจ เจ็บใจ ปวดร้าวเหลือเกิน
"เฮียไปไหน"
บาสร้องขึ้น เพราะโตโต้ปรี่ขึ้นรถไปบาสวิ่งตามเปิดประตูรถขึ้นไปนั่งเคียงข้าง ผู้เป็นมารดาไม่ได้ร้องห้ามแต่อย่างใด เพราะลำพังคนที่อยู่ต่อหน้าก็กระชากหัวใจไปมากแล้ว ร่างที่โน้มลงไปกับแรงโน้มถ่วงของโลก ปล่อยให้ร่างของเขาติดพื้นไม่ได้ มันบีบใจเกินไปพยายามดึงรั้งขึ้นมาไว้ในอก
"ตั้งจิตให้มั่นนะลูก ตั้งจิตให้มั่น"
เสียงเหมือนพระสวดอยู่เหนือหัวดังเป็นระยะ ตอนนี้สติไม่มีเหลือแล้ว มันชาไปหมด น้ำตาที่ไหลออกมามันมากมายไม่มีหยุดหย่อน อันเสียงใดจะผ่านเข้ามาในโสตประสาทได้ในตอนนี้นั้นยากยิ่ง เพราะเจ้าตัวกำลังหน้ามืดตามัวร้าวรานใจอยู่ แม้จะเป็นเสียงทิพยืเสียงสวรรค์ก็ไม่ได้ยินแล้ว
"เฮียจะไปเอาเลือดหัวมันออก"
"ผมไปด้วย"
โตโต้กัดฟันแน่นขับรถตรงไปยังบ้านของแทนทวีทันที ตอนแรกตั้งใจจะไปหาที่ซีคอนฯแต่คิดว่าคงคลาดกัน ขับรถออกมาแล้วแต่ยังไงก็ต้องไป
"ไม่คิดเลยว่าสิ่งที่แวนพูดมันจะเลวร้ายแบบนี้"
"พี่แวนพูดอะไรเฮีย"
บาสถามสีหน้าอยากรู้อยากเห็น
"แวนบอกว่าแทนทวีอาจจะมีคนใหม่ เพราะเคยโทรไปหาที่โน่นแล้วมีคนอื่นรับสาย"
"ชาติชั่ว พี่ภูมิอุตส่าห์รอ เลวชาติ"
บาสสบถออกมา
"ใช่ เลว"
กัดฟันแน่นขบกรามจนปูดโปน
"ภูมิลูก ตั้งสติหน่อย ป้าใจจะขาด พอแล้วลูก พอแล้ว"
"ภูมิพอเถอะลูก พอแล้ว"
เสียงคร่ำครวญของผู้เป็นมารดาที่เข้ามากอดตัวอีกข้างเคียงคู่อยู่กับคุณอภิสราพยายามช่วยกันเรียกสติให้คืนกลับมาหาภูมิบุญ เพราะภูมิบุญแค่สะอื้นออกมาไม่เปล่งเสียงเหมือนกำลังกลืนความชอกช้ำใจลงไปในคอ หายใจเริ่มติดขัด ผู่ที่สวมกอดอยู่ยิ่งเห็นยิ่งร้าวรานใจ
"แม่ แม่ภูมิ ภูมิเจ็บ"
"แม่รู้ลูก พอแล้ว พอแล้ว แม่ขอร้อง พอแล้วลูก"
จะสรรหาคำใดมาบรรยายความโศกาอาดูรเบื้องหน้าถึงจะเทียบเท่าความเสียใจที่เขาได้รับ ร่างเล็กเริ่มขดงอแม้จะมีผู้ใหญ่สองท่านกอดรั้งไว้แต่แรงสะอื้น แรงสะท้อนของหัวใจมันต้านไว้ มันค้านยึดเหนี่ยวให้ร่างกำลังจะลงสู่พื้น คุณอภิสราจากที่นิ่งเข้มแข็งอยู่ก็ร้องไห้ออกมา ยิ่งเห็นภูมิบุญคร่ำครวญยิ่งเหมือนใจจะขาดตามไป อนิจจา ความเศร้าโศกของบุตรในอุทรมากเท่าใดผู้เป็นมารดาได้รับไปมากเท่าทวีคูณ
"โต้"
แวนที่กำลังเล่นกำลูกชายวัยแบเบาะอยู่หน้าบ้านหน้าซีดลงทันทีเมื่อเห็นหน้าอดีตแฟนหนุ่มบุกมาถึงหน้าบ้าน
"มันอยู่ไหนแวน"
เสียงกร้าวแข็งเปล่งออกไปสายตามองเลยข้ามหัวของแวนไป
"พี่ฝนๆ ฝากน้องเข้าไปในบ้านหน่อยค่ะ"
แวนหน้าถอดสีร้องหาคนในบ้านให้มาพาลูกหลบพายุร้ายที่คิดว่ากำลังจะกระหน่ำลงในไม่ช้า
"ใจเย็นๆนะโต้ มีอะไรค่อยพูดต่อยจากัน"
"มันอยู่ไหน"
ยังเน้นคำเดิมแต่น้ำเสียงแข็งกร้าวขึ้นมาก
"มีอะไรกันลูก"
เสียงของบุพการีของแวนดังออกมาสักพักร่างของทั้งสองก็มายืนอยู่ตรงหน้า
"สวัสดีครับ วันนี้ผมขออนุญาตินะครับ"
โตโต้ยกมือขึ้นไหว้บอกออกไปก่อนที่จะสอดส่องสายตาหาแทนทวี
"แทนยังไม่กลับเลยจ๊ะโต้"
"กลับจากไหน โกหก ไหนบอกจะกลับมาพรุ่งนี้ เลว รู้ไหมภูมิไปเจอมันมากับตา"
"หา อะไรนะ"
แวนเอามือขึ้นทาบอก บิดามารดาก็กุมจับมือกันสีหน้าไม่ต่างไปจากแวนเลยแม้แต่น้อย
"รู้กันแล้วช่วยกันปิดใช่ไหมแวน ทำไมทำแบบนี้ ไปดูภูมิสิ ไปดูว่าภูมิเป็นยังไงตอนนี้ พอใจไหม พอใจรึยัง"
เสียงตวาดดังลั่นไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนแล้ว
"โต้ ใจเย็นๆนะ แวนไม่ได้ตั้งใจจะปิดนะ"
"โกหก ทำแบบนี้กับภูมิได้ยังไง รู้ไหมว่าภูมิเขานับวันนับคืนรอ สมใจแล้วใช่ไหม เขี่ยเขาออกพ้นทางได้แล้วนี่"
สายตาจับจ้องไปที่บุพการีของแวน รายนั้นหลบสายตา แพทย์หญิงศิริกานต์เดินเข้าบ้านไปแล้ว ทรุดลงบนโซฟา แวบแรกที่เห็นหน้าบุตรชายกลับมาพรอ้มเพื่อนชายอีกคน แล้วประกาศก้องว่า "นี่แฟนผมครับแม่ เราว่าจะไปแต่งงานกันที่นิวซีแลนด์ปีหน้า" หัวใจก็สลายหายไป ตอนแรกที่คิดเอาไว้คือแค่ให้ห่างจากภูมิบุญเผื่อว่าแทนทวีจะเปลี่ยนใจมีแฟนที่เป็นอิสตรีเพศ แต่ไม่เลยคิดผิดแท้ๆ เสียภูมิบุญไปก็ชอกช้ำใจมากพออยู่แล้ว แต่ลูกชายยิ่งมาทำแบบนี้เหมือนตายทั้งเป็น
"ใจเย็นๆก่อนนะโต้พ่อขอล่ะ"
"ครับ ผมจะใจเย็นถ้าผมได้เจอหน้าไอ้ชาติชั่วนั่นก่อน"
ไม่ยอมลดราวาศอกให้เลย ยืนกระต่ายขาเดียวเกรี้ยวกราดอยู่ แวนเองน้ำตาไหลออกมาเห็นใจภูมิบุญชิงชังน้องชายตัวเองแต่จะทำยังไงได้ ยังไงๆเขาก็เป็นเลือดเป็นเชื้อของตัวเอง
"โต้ แวนเข้าใจโต้นะ แวนขอโทษแทนตาแทนด้วย"
"สายไปแล้วล่ะแวน นี่เห็นภูมิเป็นควายเหรอ ไม่รักกันแล้วหลอกเขาไว้ทำไม ภูมิทำอะไรผิดเหรอ เลวชั่วช้าที่สุด เอาอะไรทำหัวใจ"
พอดีกับเสียงรถจอดกึกลงหน้ารั้งประตูบ้าน โตโต้เบนความสนใจไปหารถคันนั้นทันที พอรู้ว่าใครก็วิ่งเข้าไปกระชากประตูรถออกลากแขนของแทนทวีออกมาจากรถ
"พลั่กๆๆๆๆ"
เสียงต่อยเข้าที่หน้านับครั้งไม่ได้
"โอ๊ย ว้ายนี่มันอะไรกัน"
ผู้ชายคนนั้นร้องว้ายออกมา แวนเองก็ร้องเสียงเดียวกันแล้วปรี่เข้าไปห้าม นายแพทย์แทนชัยก็ปรี่เข้าไปดึงตัวของโตโต้ออกมา
"สัตว์ มึงเป็นคนอยู่รึเปล่า ไอ้เชี่ย เลวยิ่งกว่าหมา สาระเลวเอ้ย"
พอโตโต้โดนดึงตัวออกมาบาสเองก็กระโดดถีบเข้าไปที่ยอดอกของแทนทวี รายนั้นกำลังพยายามพยุงตัวลุกขึ้นเลือดกบปากเปรอะตามหน้า ก็หงายหลังล้มลงไปอีก
"พอแล้ว บอกให้พอ หยุด"
นายแพทย์แทนชัยร้องออกมา บาสยืนกัดฟันแน่น
"อะไรกัน ทำไมพาลจังเลย นิสัยไม่ดี"
"หุบปากไปเลยอีตุ๊ด มึงอยากโดนเหรอ"
บาสตวาดใส่แฟนใหม่ของแทนทวีที่ก้าวลงมาประคองร่างของแทนทวีขึ้น พอขาดคำบาสก็เหวี่ยงเท้าเข้าไปที่สะเอวของเขาทันที
"โอ๊ย"
"พอแล้ว อย่ามาเป็นนักเลงแถวนี้นะ ไม่งั้นพ่อจะเรียกตำรวจแล้วนะ"
นายแพทย์แทนชัยเหลืออดร้องออกมาเสียงดัง บาสหยุดกึกลงสายตาไม่ได้กลัวแม้แต่น้อยแต่ที่หยุดเพราะเกรงใจผู้ใหญ่ โตโต้สะบัดออกจากการเกาะกุมของแวนกับนายแพทย์แทนชัย
"ไหนมึงบอกกูมาซิ มึงทำแบบนี้ได้ยังไง"
"อะไร คนเขาไม่รักกันแล้วทำแบบนี้เลยเหรอ ต่ำทรามที่สุด"
เขาคนนั้นพูดออกมาแม้สีหน้าสีตาจะหวาดกลัวอยู่ไม่น้อยก็ตาม แต่ด้วยเป็นคนที่ไม่เคยโดนใครทำร้ายแบบนี้มาก่อน จึงไม่ยอมแพ้เช่นกัน
"มึงหุบปากกูไม่ได้ถามมึง มึงว่าไงไอ้แทน"
แทนทวีหลุบตาลงไม่กล้าสบตา พอเจ็บตัวถึงคิดขึ้นมาได้ว่าเขาลืมไปว่าเขาเองก็มีภูมิบุญคอยอยู่ที่นี่ ใจใจคิดว่าจะค่อยๆบอก จากที่ห่างกันมานาน เรื่องราวหลายๆอย่างผ่านเข้ามา เขาได้แต่คิดว่าภูมิบุยต้องเข้าใจในสิ่งที่เขาทำ แต่เขาคงลืมไปว่าทุกคำพูดที่เขาเปล่งออกมา รายนั้นจดเอาไว้บันทึกเอาไว้จารไว้ในใจยากที่จะลบเลือน
"ผมขอโทษ ผมยังไม่ได้บอกภูมิ ผมว่า"
"ว่าอะไร สัตว์ มึงทำได้ยังไง ให้ภูมิเขารอปีสองปี ส่วนมึงก็ไประเริงกับอีเชี่ยนี่ มึงเอาอะไรทำหัวใจ หา"
"โต้พอเถอะพ่อขอ พ่อรู้ว่าภูมิเขารู้สึกยังไง เอาไว้มีสติแล้วค่อยมาคุยกันดีไหม พ่อขอล่ะ"
"รู้เหรอครับว่าภูมิเขารู้สึกยังไง พ่อรู้เหรอครับ พ่อเห็นเหรอว่าคนที่หาทางไปไม่เจอน่ะมันเป็นยังไง ภูมิเดินกลับเข้าบ้านยังไม่ได้เลย พ่อไปดูสิครับถ้าอยากรู้ และไม่จำเป็นต้องคุยอะไรกันแล้วทั้งนั้น ดี ตัดกันแบบนี้ล่ะตายจะได้ไม่ต้องมาเผาผี ไปบาส กลับ ผมต้องกราบขอโทษด้วยนะครับที่มาโวยวายที่นี่ แต่เข้าใจผมด้วย คนของผมทำอะไรผิด เขาสมควรได้รับการตอบแทนแบบนี้ด้วยเหรอครับ คุณพ่อ"
ประโยคสุดท้ายราบเรียบนิ่งพรอ้มกับการยกมือขึ้นไหว้ผู้เป็นใหญ่ในบ้าน นายแพทย์แทนชัยกลืนน้ำลายตัวเองลงคออย่างยากลำบากหน้าชาร้อนวูบวาบตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีคำไหนเจ็บปวดเสียดใจได้เท่านี้มาก่อน แวนเองก็สะอื้นยืนเกาะแขนบิดาอยู่ มองน้องชายอย่างหยามเหยียดก่อนจะเข้าบ้านไปด้วยแรงลากของบิดา ส่วนแพทย์หญิงศิริกานต์นั่งร้องไห้อยู่ ได้ยินทุกคำเจ็บทุกประโยคยอกใจอยู่ ทนดูไม่ได้ทนเห็นไม่ได้ รู้สึกผิดเจ็บอยู่ในใจ พอเห็นหน้าแวนก็โผเข้ากอดร่ำไห้กันอยู่สองคน
"พากันไปอยู่คอนโดได้ไหมตาแทน พ่อทำใจไม่ได้"
"พ่อ"
เป็นคำเดียวที่พูดกับบุตรชายก่อนจะจูงแขนภรรยาขึ้นห้องไปส่วนแวนก็ไปอุ้มเอาลูกชายมาจากเด็กในบ้านแล้วขึ้นห้องไปเช่นกัน ด้านภูมิบุญพอร้องไห้จนเหนื่อยไร้สิ้นซึ่งเรี่ยวแรงแล้วก็ลุกขึ้นมาได้ คุณอภิสรากับจันทร์พยุงไปนั่งในบ้าน คุณอภิสรายังลูบหัวอยู่ไม่หยุด แม้จะมีน้ำตาซึมออกมาบ้างแต่ก็ไม่สะอื้นแล้ว
"ภูมิกราบขอโทษคุณท่านนะครับ ที่ทำให้คุณท่านร้องไห้ ภูมินี่ไม่ไหวเลยจริงๆ"
ภูมิบุญก้มลงจะกราบแต่คุณอภิสราจับมือไว้เม้มปากสายหน้าน้ำตาไหลออกมา ยอกใจเหลือเกิน
"ภูมิลูก จำไว้นะ เราเจ็บแม่เรากับป้าก็เจ็บ ป้ารู้ว่าเราเสียใจ แต่มันต้องผ่านไปได้ลูก เขาไม่เห็นค่าของเราก็ช่างเขา นั่นไม่ได้แสดงว่าเราจะไม่มีค่านะ ภูมิยังมีค่าเสมอสำหรับป้ากับแม่จันทร์ของภูมิ มีค่ามาก มากจนเกินจะให้ภูมิมาทำแบบนี้ไม่ได้"
น้ำตาเจ้ากรรมไหลออกมาอีกภูมิบุญเม้มปากหนัก
"ภูมิขอโทษ มันเป็นกรรมของภูมิเอง ภูมิโง่เอง"
"อย่าลูก อย่าพูดแบบนี้ คนเราถ้าเขาจะหลอกเรา ต่อให้ฉลาดแค่ไหนเขาก็หลอก อย่าเสียใจไปเลย น้ำใจคนเรามันไม่ได้มีให้เห็นกันแค่นี้หรอก สักวันเขาจะรู้ว่าเขาได้เสียสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิตของเขาไป"
ผู้เป็นใหญ่ในบ้านก็พยายามเหลือเกินที่จะเรียกขวัญและกำลังใจคืนมาให้คนที่นั่งน้ำตาไหลอยู่เบื้องหน้า
"แม่ เป็นไงบ้างครับ"
โตโต้กลับเข้ามาพร้อมกับบาส ถามขึ้นเสียงเบาเพราะเห็นสภาพแล้วใจอ่อนระทวยไป โตโต้เข้าไปนั่งใกล้ๆจับบ่าของภูมิบุญเอาไว้ ส่วนบาสไปนั่งลงข้างๆจันทร์แล้วกอดแขนของจันทร์ไว้เพราะรายนั้นยังสะอื้นอยู่
"ถือว่าทำบุญกันมาแค่นี้ล่ะกันนะลูก อย่าไปคิดจองเวรจองกรรมกับเขาเลย"
คุณอภิสราบอกก่อนที่จะปล่อยให้ภูมิบุญกลับห้องไป ภูมิบุญกินข้าวไม่ลงพยายามแล้วไม่อยากให้ตัวเองเป็นตัวปัญหา แต่ทำไม่ได้จริงๆ แค่น้ำเปล่าเวลากลืนมันลงก็เหมือนกลืนก้อนหินดินทรายลงไปในคอ โตโต้เองให้บาสนอนที่ห้องของเขา ส่วนตัวเขาเองนอนไม่ได้ นั่งยังไม่ได้จิตใจเป็นห่วงเป็นกังวลกับคนร่างเล็กที่เพิ่งจะเดินกลับห้องไป เขาอาสาไปนอนเฝ้าภูมิบุญที่หน้าห้องเพราะกลัวว่าจะทำร้ายตัวเอง คุณอภิสราก็ไม่ว่าอะไรเพราะความในใจมันเกินที่จะพูดเปล่งออกมาเป็นคำพูดได้ โตโต้ให้อ้อยกางมุ้งให้ที่หน้าห้องของภูมิบุญแล้วเขาก็ไปนอนเฝ้าอยู่อย่างนั้น
สรรพสิ่งทั้งหลายรู้ไหมเวลาเราโดนทำร้ายได้บาดแผลมา ตอนแรกมันจะไม่เจ็บอาจจะดูชาๆเสียด้วยซ้ำ แต่อนิจจาเวลาใดที่ได้อยู่เพียงลำพัง มีสติสัมปชัญญะกลับคืนมา นิ่งพอที่จะได้คิดไตรตรองความเป็นไปเป็นมาแล้วความเจ็บปวดที่มันซ่อนตัวอยู่ในซอกหลืบของความรู้สึก ตอนนี้มันปรากฏแสดงผลออกมาแล้ว ใจที่ชาแปรเปลี่ยนเป็นปวดร้าวเจ็บยอกอยู่ในอก เสียงสะอื้นดังก้องออกไปให้คนที่นอนเฝ้าอยู่หน้าห้องเม้มปากแน่น อยากเข้าไปกอดปลอบโยนเหลือเกิน อยากเข้าไปโอบกอด ภูมิบุญซุกหน้าลงกับหมอน สะอื้นดังแว่วไม่ยอมหยุด โตโต้เองทนไม่ได้อีกต่อไป ไปขอกุญแจจากจันทร์ให้มาเปิดประตูให้
"โต้ดูภูมิเองครับแม่จันทร์"
บอกให้จันทร์คลายกังวลก่อนที่ตนเองจะก้าวเข้าไปในห้อง
"ภูมิ"
ร้องออกไปทรุดกายลงนั่งข้างๆ ภูมิบุญลุกขึ้นมาโผเข้ากอดโตโต้
"ร้องไห้พอครับ พี่เข้าใจ ร้องออกมาเถอะคนดี พี่อยู่นี่แล้ว"
"ฮึกๆๆ พี่ภูมิโง่มากใช่ไหม ภูมิโง่มากใช่ไหม"
คร่ำครวญออกมา โตโต้กอดร่างของภูมิบุญแน่นเอามือลูบตามแผ่นหลัง
"ไม่หรอกภูมิ เขานั่นล่ะที่โง่ไม่ใช่ภูมิ"
"ภูมิใจจะขาด เจ็บ เจ็บเหลือเกิน"
"ภูมิ คนดีของพี่ พี่อยู่นี่แล้วนะครับ พี่จะอยู่กับภูมิ ตรงนี้ อยู่ตรงนี้เสมอไม่ไปไหน รู้ไว้นะว่าภูมิมีพี่อยู่ทั้งคน"
อยากให้เขารับรู้จากใจ ว่ามีอีกคนที่รอเขาอยู่ ในใจก็ยินดีปรีดาที่แทนทวีทำแบบนั้น เพราะเขาเองก็คิดเอาไว้แบบนั้นเหมือนกัน คราวนี้เองที่จะไม่มีใครได้เข้าใกล้ภูมิบุญอีกนอกจากเขาคนเดียว โตโต้ยิ้มออกมาพรมจูบทั่วหน้าผากของภูมิบุญก่อนที่ภูมิบุญจะสิ้นฤทธิ์เดชนอนหลับไป
ดังหินผาเหวี่ยงไปในอากาศ ศิโรราบยอมแล้วแทบเท้านี้
จะขว้างปาอย่างไรก็ตามที แค่เธอมีน้ำใจรักเหลือให้กัน
เห็นรอยยิ้มคราใดใจจะขาด ยิ่งคมบาดกรีดลึกกลางใจฉัน
เขาคนนั้นได้ใจเธอเชยชมกัน ส่วนตัวฉันนั้นแค่เป็นคนคุ้นเคย
ได้กลิ่นนี้ทีไรใจจะขาด เหมือนมีดบาดปักใจแต่ทำเฉย
เธอไม่รู้เธอไม่เคยจะรู้เลย กลิ่นที่เคยจากนี้เขาได้มันไป
แค่เดินผ่านก็รับรู้ถึงไออุ่น แผ่ละมุนผ่านลมมาให้ใจไหว
เธอรับรู้หรือไม่ฉันปวดใจ ฉันเป็นใครเป็นได้แค่วันวาน
หงษ์หยกสวยยังระทวยกับสายลม บอระเพ็ดขมยังจำนนกับตาดตาล
ใจของคนย่อมสิ้นลมกับคำหวาน เพราะเป็นมารไม่ให้เราเห็นทางไป
พอนัดเจอกับบาสที่หน้าซีคอนฯหลังเลิกงานบาสก็มาตามนัด ยังใส่ชุดนักเรียนอยู่ ภูมิบุญปรี่เข้าไปหายิ้มให้อย่างดีใจ
"โห อิจฉาพี่แทนจังอ่ะพี่ มีแฟนรออยู่นี่ ยังจะซื้อของฝากให้อีก"
"แหมบาส เราเองอยากได้อะไรพี่ก็ซื้อให้นี่ เดี๋ยวเรามีแฟนก็รู้เองล่ะ"
"คร้าบ งั้นซื้อของเสร็จพี่เลี้ยงข้าวผมด้วยน้า ผมอยากกินอาหารเวียตนามอ่ะ"
"ได้สิ เข้าไปข้างในกันเถอะร้อน"
ภูมิบุญบอกแล้วเดินนำเข้าไปในห้างฝั่งโรบินสัน
"พี่ไม่ซื้อเสื้อเชิ้ตล่ะพี่ สีหวานๆ"
"ไม่รู้สิบาส ดูก่อน ใจหนึ่งก็อยากให้นาฬิกา อีกใจก็อยากให้เสื้อผ้า ลองเดินตัดสินใจดูก่อน"
"อ้อ ครับอย่านานนักนะพี่ ผมหิวแล้วเนี่ย"
"คร้าบ พ่อน้องชาย แป๊บเดียวล่ะน่า"
เดินหยอกล้อกันเข้าไปในตัวห้างสรรพสินค้า ก็ตรงไปยังชั้นขายเครื่องแต่งกายชาย เดินวนอยู่รอบหนึ่งแต่ยังตัดสินใจไม่ได้สักที
"แวะยี่ห้อนี้ก่อนดีไหมบาส ท่าทางจะเข้าท่าอยู่นะ"
"ครับ"
เดินปรี่เข้าไปตรงเคาท์เตอร์หยิบเสื้อยืดขึ้นมาดูสีหวานดี
"ตัวนี้เป็นไงบา...."
ได้แต่อ้าปากค้างตะลึงงันอยู่ เพราะสายตาเหลือบไปเห็นที่คนคุ้นเคย คนที่เป็นดวงใจ ใบหน้าที่คุ้นเคยติดตรึงตาตรึงในใจเขายืนอยู่ต่อหน้า แต่พอเขาเห็นหน้าภูมิบุญท่าทางของเขาก็เหมือนกับเจอโจทก์เก่า ตาถลนออกมาหน้าซีดเผือดลงทันที
"ภูมิ"
"พี่แทน"
คนฝั่งนี้แม้จะตกใจแต่ความดีใจมันเข้ามาแทนที่แล้ว ความปลาบปลื้มปีติมันสูบฉีดผ่านเส้นเลือดขึ้นมาหล่อเลี้ยงทั่วทั้งสรรพางค์กาย ปรี่จะเข้าไปหาเขาแต่แทนทวีถอยหลังออกไปทำให้ภูมิบุญชะงักเท้าไว้ ลังเลอยู่
"ตัวเอง ตัวนี้เป็นไงบ้าง"
เสียงอื่นร้องทักมา เสียงที่ทำให้หัวใจหลุดปลิวไปไหนแล้ว เสียงที่กระชากใจออกไปทั้งดวง ภูมิบุญใจสั่นหวั่นไหวเหลือบตาไปมองตามเสียง ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งเท่าๆกันกับแทนทวีดูจากรูปร่างผิวพรรณหน้าตาแล้วเขา ดูดีมากทีเดียว สายตาที่เขาปราดมองมามันเหยียดหยันอยู่ในที
"ใครอ่ะตัวเอง"
กระตุกใจเหลือเกิน "ใคร" นี่เรากลายเป็นใครไปแล้วหรือ สมองเริ่มพร่ามัวมึนทึบประมวลผลไม่ออก กรามเริ่มขบเข้าหากันแน่นปากเริ่มเม้มแน่น มือสั่นฟันเริ่มกระทบกันดังกึกๆ
"ภูมิ ภูมิมาทำอะไรที่นี่"
"ไหนบอกจะมาพรุ่งนี้"
น้ำเสียงที่น่าเวทนาเปล่งออกไปจากลำคอ แต่น่าประหลาดไม่มีน้ำตาสักหยดออกมาเคลือบตาเหมือนทุกที
"อ้อ พี่มาก่อนน่ะภูมิ เป็นไงบ้าง สบายดีเหรอ"
ทำไมรู้สึกห่างเหินแบบนี้ ทำไมรู้สึกว่ามันไม่เหมือนเดิม นี่เขาเป็นอะไรไป นี่มันเป็นความฝันใช่ไหม
"อ้อ นี่น่ะเหรอ น้องภูมิที่แทนคุยด้วยน่ะ ตัวจริงน่ารักกว่าในกล้องอีกนะ"
เหมือนโดนฝ่ามือฟาดลงมาที่หน้าสักสิบครั้ง มันชาไปทั้งตัวเลือดที่ไหลร้อนเหมือนมันหยุดไหลไปแล้ว สภาพทุกอย่างของร่างกายมันเหมือนจะหยุดชะงักลง
"เพื่อนเหรอครับพี่แทน"
กัดฟันถามออกไปทั้งที่ใจมันรับรู้แล้ว รู้ดีแก่ใจแล้วว่าคนข้างหน้านี้เป็นใคร
"อ้อ นี่พีทแฟนพี่เองภูมิ"
"เฮ้ย พี่ทำแบบนี้ได้ยังไงวะ เลวว่ะพี่"
บาสทนยืนฟังอยู่นานพอกดโทรศัพท์ไปหาโตโต้เสร็จก็โพล่งออกมาเขาก้าวมายืนขวางหน้าของภูมิบุญเอาไว้
"อ้อ เฮอะๆ เหรอครับพี่ อ้อแฟนพี่เหรอ เฮอะๆ ดีจัง"
กลายเป็นคนบ้าไม่สมประกอบไปแล้ว ท่าทางของภูมิบุญเหมือนคนเสียจริต ยืนคว้างอยู่พยายามจะเดินหนี บาสเห็นท่าไม่ดีรีบจับข้อมือไว้
"ภูมิ พี่ขอคุยด้วยหน่อย พี่รู้ว่าภูมิรู้สึกยังไง"
"บาสพาพี่ไป"
พูดไม่เป็นคำน้ำตาเริ่มจะไหลออกมาแล้ว ไม่อยากให้ใครเห็นไม่อยากเป็นคนที่น่าอับอายในที่แห่งนี้
"หยุดเลย สัตว์ อย่าเข้ามานะ ชาติชั่ว"
บาสชี้หน้ากราดก่อนจะรีบจูงมือของภูมิบุญเดินหนีไป
"ไปสนใจทำไมตัวเอง เดี๋ยวเค้าก็รู้อยู่ดี น่าสงสาร"
"พีท"
อนาถใจแท้เด็กชายมัธยมกำลังจูงมือคนที่นับถือเป็นพี่ชายปลิวระลิ่วเดินลงบันไดเลื่อนมา ภูมิบุญเดินเหินไม่ได้อย่างปกติเขาสะดุดพื้นต่างระดับของบันไดหัวคะมำลง
"ไหวไหมพี่"
บาสถาม ภูมิบุญเม้มปากแน่นพยายามไม่ร้องไห้ออกมา ส่ายหน้า แต่เหมือนหน้ามันหนักมีหินถ่วงอยู่หัวมันหนัก มันชาไปหมด นี่อะไรกัน เกิดอะไรขึ้น
"อยู่ไหนเฮีย ผมอยู่ข้างหน้าแล้ว"
บาสรับโทรศัพท์ของโตโต้ พอออกมายืนข้างหน้าห้างบาสเหลือบไปเห็นรถของโตโต้ก็รีบจูงมือของภูมิบุญไปหาทันที
"พี่ภูมิจะไปไหน"
เดินไปไหนไม่รู้ รู้แต่ว่าจิตใจมันกระเจิดกระเจิง ใจหรือ เรายังมีใจเหลืออยู่อีกเหรอ "แฟนพี่" เขาคือแฟนแทนทวี แล้วเราล่ะ เป็นใคร เราล่ะ เรากลายเป็นใครไปแล้ว
"ภูมิ"
โตโต้ลงจากรถมาพอเห็นสภาพก็ถึงกับเข่าอ่อน ภูมิบุญเหมือนคนบ้าที่ไม่เหลือแล้วซึ่งสติ หน้าตาบูดเบี้ยวเหมือนพยายามกักเก็บอะไรไว้ภายใน ความรวดร้าวที่มันฉายออกมาทางแววตายากเกินที่จะบีบกักขังมันเอาไว้ ความปวดร้าวมันแสดงออกมาทุกอณูของร่างกาย ร่างที่สั่นไหวเหมือนหนาวปากที่สั่นฟันกระทบกันอยู่
"กลับบ้านเราภูมิ"
"พี่"
นั่นเป็นเสียงเดียวที่ออกจากปากภูมิบุญ แวบหนึ่งปลื้มปีติเหลือเกินที่ภูมิบุญยอมเรียกเขาว่าพี่ แต่ส่วนที่เหลือของหัวใจมันแหลกราญไปแล้วเพราะคนที่โผเข้ากอดต่อหน้าร่าง สั่นสะท้านไปด้วยพลังของความสูญเสียอาดูรใจ โตโต้กอดภูมิบุญไว้แน่นไม่สนใจสายตาใคร กอดไว้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ก็ต้องรีบจูงมือภูมิบุญขึ้นรถไปเพราะเสียงบีบแตรไล่ดังกึกก้องแล้ว
"เลวมากนะเฮีย เชี่ยสุดๆ อยากจะเตะปากมันสักที"
บาสสบถออกมาระหว่างทาง โตโต้เองไม่พูดอะไรออกมา ได้แต่ชำเลืองมองคนตัวเล็กที่กอดตัวเองเม้มปากแน่นอยู่ ไม่มีเสียงสะอื้นออกมา มีเพียงน้ำตาที่ไหลอาบหน้า สายตามองออกไปนอกกระจกไม่รู้ว่ามันจะเจ็บปวดมากมายเพียงใด แต่อยากให้เขารับรู้เหลือเกินว่าคนที่กำลังมองเองก็ปวดร้าวไม่น้อยเช่นกัน พอถึงบ้านภูมิบุญรีบลงจากรถเอามือปาดน้ำตาเพราะเห็นคุณอภิสรากับจันทร์นั่งคอยอยู่หน้าบ้านแล้ว พอเดินลงรถได้ก็เซถลาไป หมดแล้วซึ่งเรี่ยวแรง ความเจ็บปวดที่กักเก็บไว้มันระเบิดออกมา ภูมิบุญทรุดกายลงกับพื้นหน้าบ้าน สะอื้นออกมาปิ่มใจจะขาด ไม่มีเสียงมีแต่น้ำตากับท่าทางที่ตัวโยนสั่นไหวอยู่
"ภูมิ"
"พี่ภูมิ"
ทั้งสองยังก้าวลงจากรถไม่ทันที่จะคว้าตัวเอาไว้ร้องเสียงระงม
"ตายแล้วภูมิลูกเป็นอะไร ภูมิ"
เสียงของคุณอภิสรากับจันทร์ดังคู่กันอยู่หน้าบ้านก่อนที่จะปรี่เข้ามาดู
"ภูมิ ภูมิทำอะไรผิด ฮึกๆ"
"โธ่ลูก"
คุณอภิสราโผเข้าไปกอดร่างที่แทบจะแนบลงกับพื้น ดึงขึ้นมาจันทร์เองก็น้ำตาไหลออกมาเพราะเห็นสภาพของลูกชายแล้วทนไม่ได้ ยังไม่ได้รู้เรื่องราวอะไรก็น้ำตาไหลก่อนแล้วตามประสาหัวอกคนเป็นแม่ ส่วนคุณอภิสราเม้มปากแน่น กระตุกใจมากเช่นกันแต่ก็พยายามนิ่งเป็นเสาให้ภูมิบุญค้ำ กอดอยู่
"น้องเป็นอะไรตาโต้"
ถามเสียงขุ่นเขียว
"เอ่อ น้อง"
"ก็ไอ้เชี่ย เอ้ย แฟนพี่ภูมิน่ะครับคุณท่าน กลับมาแล้วพร้อมแฟนใหม่ เราไปเจอที่ซีคอนฯ"
บาสพูดออกมาสายตาโกรธแค้นกำหมัดแน่น
"โธ่ลูก ใจร้ายจริงๆ"
มือก็ลูบตามหลังเพราะแรงสะอื้นของภูมิบุญมันสะท้อนเข้าไปถึงทรวงอกของผู้เป็นใหญ่ในบ้าน
"คุณท่าน ภูมิเป็นใคร ภูมิเป็นใครในสายตาเขา ภูมิโง่มากเลยใช่ไหม ภูมิทำอะไรผิด ภูมิทำอะไรผิด"
คนที่เห็นภาพนี้ต่างเม้มปากแน่นอนาจใจกับสิ่งที่เห็นเบื้องหน้า ร่างของชายรูปร่างงามผิวงามจิตใจดีผู้นี้กำลังเสียจิตวิญญาณไป เสียงคร่ำครวญที่โอดครวญออกมาแม้เราเห็นเรายังรับรู้ได้ว่าเขาคงทุกข์เจ็บ ปวดทรมานแสนสาหัสสากรรจ์มากมายนัก แล้วตัวของคนที่กำลังคร่ำครวญเองเล่าเขาจะเจ็บยอกเข้าไปในจิตถึงเท่าใด ใบหน้าคมงามรูปนั้นกำลังจะจรดลงกับพื้นน้ำตาไหลหยดลงเป็นด่างดวงบนพื้นปูน แรงดึงของมารดากับคุณอภิสราก็ต้านไว้ไม่ได้ เสียใจ เจ็บใจ ปวดร้าวเหลือเกิน
"เฮียไปไหน"
บาสร้องขึ้น เพราะโตโต้ปรี่ขึ้นรถไปบาสวิ่งตามเปิดประตูรถขึ้นไปนั่งเคียงข้าง ผู้เป็นมารดาไม่ได้ร้องห้ามแต่อย่างใด เพราะลำพังคนที่อยู่ต่อหน้าก็กระชากหัวใจไปมากแล้ว ร่างที่โน้มลงไปกับแรงโน้มถ่วงของโลก ปล่อยให้ร่างของเขาติดพื้นไม่ได้ มันบีบใจเกินไปพยายามดึงรั้งขึ้นมาไว้ในอก
"ตั้งจิตให้มั่นนะลูก ตั้งจิตให้มั่น"
เสียงเหมือนพระสวดอยู่เหนือหัวดังเป็นระยะ ตอนนี้สติไม่มีเหลือแล้ว มันชาไปหมด น้ำตาที่ไหลออกมามันมากมายไม่มีหยุดหย่อน อันเสียงใดจะผ่านเข้ามาในโสตประสาทได้ในตอนนี้นั้นยากยิ่ง เพราะเจ้าตัวกำลังหน้ามืดตามัวร้าวรานใจอยู่ แม้จะเป็นเสียงทิพยืเสียงสวรรค์ก็ไม่ได้ยินแล้ว
"เฮียจะไปเอาเลือดหัวมันออก"
"ผมไปด้วย"
โตโต้กัดฟันแน่นขับรถตรงไปยังบ้านของแทนทวีทันที ตอนแรกตั้งใจจะไปหาที่ซีคอนฯแต่คิดว่าคงคลาดกัน ขับรถออกมาแล้วแต่ยังไงก็ต้องไป
"ไม่คิดเลยว่าสิ่งที่แวนพูดมันจะเลวร้ายแบบนี้"
"พี่แวนพูดอะไรเฮีย"
บาสถามสีหน้าอยากรู้อยากเห็น
"แวนบอกว่าแทนทวีอาจจะมีคนใหม่ เพราะเคยโทรไปหาที่โน่นแล้วมีคนอื่นรับสาย"
"ชาติชั่ว พี่ภูมิอุตส่าห์รอ เลวชาติ"
บาสสบถออกมา
"ใช่ เลว"
กัดฟันแน่นขบกรามจนปูดโปน
"ภูมิลูก ตั้งสติหน่อย ป้าใจจะขาด พอแล้วลูก พอแล้ว"
"ภูมิพอเถอะลูก พอแล้ว"
เสียงคร่ำครวญของผู้เป็นมารดาที่เข้ามากอดตัวอีกข้างเคียงคู่อยู่กับคุณอภิสราพยายามช่วยกันเรียกสติให้คืนกลับมาหาภูมิบุญ เพราะภูมิบุญแค่สะอื้นออกมาไม่เปล่งเสียงเหมือนกำลังกลืนความชอกช้ำใจลงไปในคอ หายใจเริ่มติดขัด ผู่ที่สวมกอดอยู่ยิ่งเห็นยิ่งร้าวรานใจ
"แม่ แม่ภูมิ ภูมิเจ็บ"
"แม่รู้ลูก พอแล้ว พอแล้ว แม่ขอร้อง พอแล้วลูก"
จะสรรหาคำใดมาบรรยายความโศกาอาดูรเบื้องหน้าถึงจะเทียบเท่าความเสียใจที่เขาได้รับ ร่างเล็กเริ่มขดงอแม้จะมีผู้ใหญ่สองท่านกอดรั้งไว้แต่แรงสะอื้น แรงสะท้อนของหัวใจมันต้านไว้ มันค้านยึดเหนี่ยวให้ร่างกำลังจะลงสู่พื้น คุณอภิสราจากที่นิ่งเข้มแข็งอยู่ก็ร้องไห้ออกมา ยิ่งเห็นภูมิบุญคร่ำครวญยิ่งเหมือนใจจะขาดตามไป อนิจจา ความเศร้าโศกของบุตรในอุทรมากเท่าใดผู้เป็นมารดาได้รับไปมากเท่าทวีคูณ
"โต้"
แวนที่กำลังเล่นกำลูกชายวัยแบเบาะอยู่หน้าบ้านหน้าซีดลงทันทีเมื่อเห็นหน้าอดีตแฟนหนุ่มบุกมาถึงหน้าบ้าน
"มันอยู่ไหนแวน"
เสียงกร้าวแข็งเปล่งออกไปสายตามองเลยข้ามหัวของแวนไป
"พี่ฝนๆ ฝากน้องเข้าไปในบ้านหน่อยค่ะ"
แวนหน้าถอดสีร้องหาคนในบ้านให้มาพาลูกหลบพายุร้ายที่คิดว่ากำลังจะกระหน่ำลงในไม่ช้า
"ใจเย็นๆนะโต้ มีอะไรค่อยพูดต่อยจากัน"
"มันอยู่ไหน"
ยังเน้นคำเดิมแต่น้ำเสียงแข็งกร้าวขึ้นมาก
"มีอะไรกันลูก"
เสียงของบุพการีของแวนดังออกมาสักพักร่างของทั้งสองก็มายืนอยู่ตรงหน้า
"สวัสดีครับ วันนี้ผมขออนุญาตินะครับ"
โตโต้ยกมือขึ้นไหว้บอกออกไปก่อนที่จะสอดส่องสายตาหาแทนทวี
"แทนยังไม่กลับเลยจ๊ะโต้"
"กลับจากไหน โกหก ไหนบอกจะกลับมาพรุ่งนี้ เลว รู้ไหมภูมิไปเจอมันมากับตา"
"หา อะไรนะ"
แวนเอามือขึ้นทาบอก บิดามารดาก็กุมจับมือกันสีหน้าไม่ต่างไปจากแวนเลยแม้แต่น้อย
"รู้กันแล้วช่วยกันปิดใช่ไหมแวน ทำไมทำแบบนี้ ไปดูภูมิสิ ไปดูว่าภูมิเป็นยังไงตอนนี้ พอใจไหม พอใจรึยัง"
เสียงตวาดดังลั่นไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนแล้ว
"โต้ ใจเย็นๆนะ แวนไม่ได้ตั้งใจจะปิดนะ"
"โกหก ทำแบบนี้กับภูมิได้ยังไง รู้ไหมว่าภูมิเขานับวันนับคืนรอ สมใจแล้วใช่ไหม เขี่ยเขาออกพ้นทางได้แล้วนี่"
สายตาจับจ้องไปที่บุพการีของแวน รายนั้นหลบสายตา แพทย์หญิงศิริกานต์เดินเข้าบ้านไปแล้ว ทรุดลงบนโซฟา แวบแรกที่เห็นหน้าบุตรชายกลับมาพรอ้มเพื่อนชายอีกคน แล้วประกาศก้องว่า "นี่แฟนผมครับแม่ เราว่าจะไปแต่งงานกันที่นิวซีแลนด์ปีหน้า" หัวใจก็สลายหายไป ตอนแรกที่คิดเอาไว้คือแค่ให้ห่างจากภูมิบุญเผื่อว่าแทนทวีจะเปลี่ยนใจมีแฟนที่เป็นอิสตรีเพศ แต่ไม่เลยคิดผิดแท้ๆ เสียภูมิบุญไปก็ชอกช้ำใจมากพออยู่แล้ว แต่ลูกชายยิ่งมาทำแบบนี้เหมือนตายทั้งเป็น
"ใจเย็นๆก่อนนะโต้พ่อขอล่ะ"
"ครับ ผมจะใจเย็นถ้าผมได้เจอหน้าไอ้ชาติชั่วนั่นก่อน"
ไม่ยอมลดราวาศอกให้เลย ยืนกระต่ายขาเดียวเกรี้ยวกราดอยู่ แวนเองน้ำตาไหลออกมาเห็นใจภูมิบุญชิงชังน้องชายตัวเองแต่จะทำยังไงได้ ยังไงๆเขาก็เป็นเลือดเป็นเชื้อของตัวเอง
"โต้ แวนเข้าใจโต้นะ แวนขอโทษแทนตาแทนด้วย"
"สายไปแล้วล่ะแวน นี่เห็นภูมิเป็นควายเหรอ ไม่รักกันแล้วหลอกเขาไว้ทำไม ภูมิทำอะไรผิดเหรอ เลวชั่วช้าที่สุด เอาอะไรทำหัวใจ"
พอดีกับเสียงรถจอดกึกลงหน้ารั้งประตูบ้าน โตโต้เบนความสนใจไปหารถคันนั้นทันที พอรู้ว่าใครก็วิ่งเข้าไปกระชากประตูรถออกลากแขนของแทนทวีออกมาจากรถ
"พลั่กๆๆๆๆ"
เสียงต่อยเข้าที่หน้านับครั้งไม่ได้
"โอ๊ย ว้ายนี่มันอะไรกัน"
ผู้ชายคนนั้นร้องว้ายออกมา แวนเองก็ร้องเสียงเดียวกันแล้วปรี่เข้าไปห้าม นายแพทย์แทนชัยก็ปรี่เข้าไปดึงตัวของโตโต้ออกมา
"สัตว์ มึงเป็นคนอยู่รึเปล่า ไอ้เชี่ย เลวยิ่งกว่าหมา สาระเลวเอ้ย"
พอโตโต้โดนดึงตัวออกมาบาสเองก็กระโดดถีบเข้าไปที่ยอดอกของแทนทวี รายนั้นกำลังพยายามพยุงตัวลุกขึ้นเลือดกบปากเปรอะตามหน้า ก็หงายหลังล้มลงไปอีก
"พอแล้ว บอกให้พอ หยุด"
นายแพทย์แทนชัยร้องออกมา บาสยืนกัดฟันแน่น
"อะไรกัน ทำไมพาลจังเลย นิสัยไม่ดี"
"หุบปากไปเลยอีตุ๊ด มึงอยากโดนเหรอ"
บาสตวาดใส่แฟนใหม่ของแทนทวีที่ก้าวลงมาประคองร่างของแทนทวีขึ้น พอขาดคำบาสก็เหวี่ยงเท้าเข้าไปที่สะเอวของเขาทันที
"โอ๊ย"
"พอแล้ว อย่ามาเป็นนักเลงแถวนี้นะ ไม่งั้นพ่อจะเรียกตำรวจแล้วนะ"
นายแพทย์แทนชัยเหลืออดร้องออกมาเสียงดัง บาสหยุดกึกลงสายตาไม่ได้กลัวแม้แต่น้อยแต่ที่หยุดเพราะเกรงใจผู้ใหญ่ โตโต้สะบัดออกจากการเกาะกุมของแวนกับนายแพทย์แทนชัย
"ไหนมึงบอกกูมาซิ มึงทำแบบนี้ได้ยังไง"
"อะไร คนเขาไม่รักกันแล้วทำแบบนี้เลยเหรอ ต่ำทรามที่สุด"
เขาคนนั้นพูดออกมาแม้สีหน้าสีตาจะหวาดกลัวอยู่ไม่น้อยก็ตาม แต่ด้วยเป็นคนที่ไม่เคยโดนใครทำร้ายแบบนี้มาก่อน จึงไม่ยอมแพ้เช่นกัน
"มึงหุบปากกูไม่ได้ถามมึง มึงว่าไงไอ้แทน"
แทนทวีหลุบตาลงไม่กล้าสบตา พอเจ็บตัวถึงคิดขึ้นมาได้ว่าเขาลืมไปว่าเขาเองก็มีภูมิบุญคอยอยู่ที่นี่ ใจใจคิดว่าจะค่อยๆบอก จากที่ห่างกันมานาน เรื่องราวหลายๆอย่างผ่านเข้ามา เขาได้แต่คิดว่าภูมิบุยต้องเข้าใจในสิ่งที่เขาทำ แต่เขาคงลืมไปว่าทุกคำพูดที่เขาเปล่งออกมา รายนั้นจดเอาไว้บันทึกเอาไว้จารไว้ในใจยากที่จะลบเลือน
"ผมขอโทษ ผมยังไม่ได้บอกภูมิ ผมว่า"
"ว่าอะไร สัตว์ มึงทำได้ยังไง ให้ภูมิเขารอปีสองปี ส่วนมึงก็ไประเริงกับอีเชี่ยนี่ มึงเอาอะไรทำหัวใจ หา"
"โต้พอเถอะพ่อขอ พ่อรู้ว่าภูมิเขารู้สึกยังไง เอาไว้มีสติแล้วค่อยมาคุยกันดีไหม พ่อขอล่ะ"
"รู้เหรอครับว่าภูมิเขารู้สึกยังไง พ่อรู้เหรอครับ พ่อเห็นเหรอว่าคนที่หาทางไปไม่เจอน่ะมันเป็นยังไง ภูมิเดินกลับเข้าบ้านยังไม่ได้เลย พ่อไปดูสิครับถ้าอยากรู้ และไม่จำเป็นต้องคุยอะไรกันแล้วทั้งนั้น ดี ตัดกันแบบนี้ล่ะตายจะได้ไม่ต้องมาเผาผี ไปบาส กลับ ผมต้องกราบขอโทษด้วยนะครับที่มาโวยวายที่นี่ แต่เข้าใจผมด้วย คนของผมทำอะไรผิด เขาสมควรได้รับการตอบแทนแบบนี้ด้วยเหรอครับ คุณพ่อ"
ประโยคสุดท้ายราบเรียบนิ่งพรอ้มกับการยกมือขึ้นไหว้ผู้เป็นใหญ่ในบ้าน นายแพทย์แทนชัยกลืนน้ำลายตัวเองลงคออย่างยากลำบากหน้าชาร้อนวูบวาบตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีคำไหนเจ็บปวดเสียดใจได้เท่านี้มาก่อน แวนเองก็สะอื้นยืนเกาะแขนบิดาอยู่ มองน้องชายอย่างหยามเหยียดก่อนจะเข้าบ้านไปด้วยแรงลากของบิดา ส่วนแพทย์หญิงศิริกานต์นั่งร้องไห้อยู่ ได้ยินทุกคำเจ็บทุกประโยคยอกใจอยู่ ทนดูไม่ได้ทนเห็นไม่ได้ รู้สึกผิดเจ็บอยู่ในใจ พอเห็นหน้าแวนก็โผเข้ากอดร่ำไห้กันอยู่สองคน
"พากันไปอยู่คอนโดได้ไหมตาแทน พ่อทำใจไม่ได้"
"พ่อ"
เป็นคำเดียวที่พูดกับบุตรชายก่อนจะจูงแขนภรรยาขึ้นห้องไปส่วนแวนก็ไปอุ้มเอาลูกชายมาจากเด็กในบ้านแล้วขึ้นห้องไปเช่นกัน ด้านภูมิบุญพอร้องไห้จนเหนื่อยไร้สิ้นซึ่งเรี่ยวแรงแล้วก็ลุกขึ้นมาได้ คุณอภิสรากับจันทร์พยุงไปนั่งในบ้าน คุณอภิสรายังลูบหัวอยู่ไม่หยุด แม้จะมีน้ำตาซึมออกมาบ้างแต่ก็ไม่สะอื้นแล้ว
"ภูมิกราบขอโทษคุณท่านนะครับ ที่ทำให้คุณท่านร้องไห้ ภูมินี่ไม่ไหวเลยจริงๆ"
ภูมิบุญก้มลงจะกราบแต่คุณอภิสราจับมือไว้เม้มปากสายหน้าน้ำตาไหลออกมา ยอกใจเหลือเกิน
"ภูมิลูก จำไว้นะ เราเจ็บแม่เรากับป้าก็เจ็บ ป้ารู้ว่าเราเสียใจ แต่มันต้องผ่านไปได้ลูก เขาไม่เห็นค่าของเราก็ช่างเขา นั่นไม่ได้แสดงว่าเราจะไม่มีค่านะ ภูมิยังมีค่าเสมอสำหรับป้ากับแม่จันทร์ของภูมิ มีค่ามาก มากจนเกินจะให้ภูมิมาทำแบบนี้ไม่ได้"
น้ำตาเจ้ากรรมไหลออกมาอีกภูมิบุญเม้มปากหนัก
"ภูมิขอโทษ มันเป็นกรรมของภูมิเอง ภูมิโง่เอง"
"อย่าลูก อย่าพูดแบบนี้ คนเราถ้าเขาจะหลอกเรา ต่อให้ฉลาดแค่ไหนเขาก็หลอก อย่าเสียใจไปเลย น้ำใจคนเรามันไม่ได้มีให้เห็นกันแค่นี้หรอก สักวันเขาจะรู้ว่าเขาได้เสียสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิตของเขาไป"
ผู้เป็นใหญ่ในบ้านก็พยายามเหลือเกินที่จะเรียกขวัญและกำลังใจคืนมาให้คนที่นั่งน้ำตาไหลอยู่เบื้องหน้า
"แม่ เป็นไงบ้างครับ"
โตโต้กลับเข้ามาพร้อมกับบาส ถามขึ้นเสียงเบาเพราะเห็นสภาพแล้วใจอ่อนระทวยไป โตโต้เข้าไปนั่งใกล้ๆจับบ่าของภูมิบุญเอาไว้ ส่วนบาสไปนั่งลงข้างๆจันทร์แล้วกอดแขนของจันทร์ไว้เพราะรายนั้นยังสะอื้นอยู่
"ถือว่าทำบุญกันมาแค่นี้ล่ะกันนะลูก อย่าไปคิดจองเวรจองกรรมกับเขาเลย"
คุณอภิสราบอกก่อนที่จะปล่อยให้ภูมิบุญกลับห้องไป ภูมิบุญกินข้าวไม่ลงพยายามแล้วไม่อยากให้ตัวเองเป็นตัวปัญหา แต่ทำไม่ได้จริงๆ แค่น้ำเปล่าเวลากลืนมันลงก็เหมือนกลืนก้อนหินดินทรายลงไปในคอ โตโต้เองให้บาสนอนที่ห้องของเขา ส่วนตัวเขาเองนอนไม่ได้ นั่งยังไม่ได้จิตใจเป็นห่วงเป็นกังวลกับคนร่างเล็กที่เพิ่งจะเดินกลับห้องไป เขาอาสาไปนอนเฝ้าภูมิบุญที่หน้าห้องเพราะกลัวว่าจะทำร้ายตัวเอง คุณอภิสราก็ไม่ว่าอะไรเพราะความในใจมันเกินที่จะพูดเปล่งออกมาเป็นคำพูดได้ โตโต้ให้อ้อยกางมุ้งให้ที่หน้าห้องของภูมิบุญแล้วเขาก็ไปนอนเฝ้าอยู่อย่างนั้น
สรรพสิ่งทั้งหลายรู้ไหมเวลาเราโดนทำร้ายได้บาดแผลมา ตอนแรกมันจะไม่เจ็บอาจจะดูชาๆเสียด้วยซ้ำ แต่อนิจจาเวลาใดที่ได้อยู่เพียงลำพัง มีสติสัมปชัญญะกลับคืนมา นิ่งพอที่จะได้คิดไตรตรองความเป็นไปเป็นมาแล้วความเจ็บปวดที่มันซ่อนตัวอยู่ในซอกหลืบของความรู้สึก ตอนนี้มันปรากฏแสดงผลออกมาแล้ว ใจที่ชาแปรเปลี่ยนเป็นปวดร้าวเจ็บยอกอยู่ในอก เสียงสะอื้นดังก้องออกไปให้คนที่นอนเฝ้าอยู่หน้าห้องเม้มปากแน่น อยากเข้าไปกอดปลอบโยนเหลือเกิน อยากเข้าไปโอบกอด ภูมิบุญซุกหน้าลงกับหมอน สะอื้นดังแว่วไม่ยอมหยุด โตโต้เองทนไม่ได้อีกต่อไป ไปขอกุญแจจากจันทร์ให้มาเปิดประตูให้
"โต้ดูภูมิเองครับแม่จันทร์"
บอกให้จันทร์คลายกังวลก่อนที่ตนเองจะก้าวเข้าไปในห้อง
"ภูมิ"
ร้องออกไปทรุดกายลงนั่งข้างๆ ภูมิบุญลุกขึ้นมาโผเข้ากอดโตโต้
"ร้องไห้พอครับ พี่เข้าใจ ร้องออกมาเถอะคนดี พี่อยู่นี่แล้ว"
"ฮึกๆๆ พี่ภูมิโง่มากใช่ไหม ภูมิโง่มากใช่ไหม"
คร่ำครวญออกมา โตโต้กอดร่างของภูมิบุญแน่นเอามือลูบตามแผ่นหลัง
"ไม่หรอกภูมิ เขานั่นล่ะที่โง่ไม่ใช่ภูมิ"
"ภูมิใจจะขาด เจ็บ เจ็บเหลือเกิน"
"ภูมิ คนดีของพี่ พี่อยู่นี่แล้วนะครับ พี่จะอยู่กับภูมิ ตรงนี้ อยู่ตรงนี้เสมอไม่ไปไหน รู้ไว้นะว่าภูมิมีพี่อยู่ทั้งคน"
อยากให้เขารับรู้จากใจ ว่ามีอีกคนที่รอเขาอยู่ ในใจก็ยินดีปรีดาที่แทนทวีทำแบบนั้น เพราะเขาเองก็คิดเอาไว้แบบนั้นเหมือนกัน คราวนี้เองที่จะไม่มีใครได้เข้าใกล้ภูมิบุญอีกนอกจากเขาคนเดียว โตโต้ยิ้มออกมาพรมจูบทั่วหน้าผากของภูมิบุญก่อนที่ภูมิบุญจะสิ้นฤทธิ์เดชนอนหลับไป
ดังหินผาเหวี่ยงไปในอากาศ ศิโรราบยอมแล้วแทบเท้านี้
จะขว้างปาอย่างไรก็ตามที แค่เธอมีน้ำใจรักเหลือให้กัน
เห็นรอยยิ้มคราใดใจจะขาด ยิ่งคมบาดกรีดลึกกลางใจฉัน
เขาคนนั้นได้ใจเธอเชยชมกัน ส่วนตัวฉันนั้นแค่เป็นคนคุ้นเคย
ได้กลิ่นนี้ทีไรใจจะขาด เหมือนมีดบาดปักใจแต่ทำเฉย
เธอไม่รู้เธอไม่เคยจะรู้เลย กลิ่นที่เคยจากนี้เขาได้มันไป
แค่เดินผ่านก็รับรู้ถึงไออุ่น แผ่ละมุนผ่านลมมาให้ใจไหว
เธอรับรู้หรือไม่ฉันปวดใจ ฉันเป็นใครเป็นได้แค่วันวาน
หงษ์หยกสวยยังระทวยกับสายลม บอระเพ็ดขมยังจำนนกับตาดตาล
ใจของคนย่อมสิ้นลมกับคำหวาน เพราะเป็นมารไม่ให้เราเห็นทางไป
วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553
(Heroine) ที่นี่ไม่มีนายเอก ฉากหกสิบแปด
ก่อนวันงานสองวันภูมิบุญก็ประจำอยู่ที่เขาค้อกับพลอย มีบาสลาโรงเรียนมาช่วยงานด้วย ส่วนโตโต้อยู่จัดการงานที่กรุงเทพฯ สถานที่พร้อมแล้วตกแต่งไว้อย่างสวยงาม ดอกไม้สดสั่งไว้แล้ว เทียนหอมผ้าพริ้วลมต่างๆถูกเตรียมไว้ไม่มีขาดตกบกพร่อง
"ดอกไม้นี่มาก่อนคืนวันงานทันใช่ไหมภูมิ"
พลอยถามขึ้นหลังจากที่ทำงานมาทั้งวันมานั่งพักอยู่ศาลากลางรีสอร์ทที่เพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่เพื่องานนี้โดยเฉพาะ มีบาสนั่งกินน้ำผลไม้ปั่นอยู่ใกล้ๆ
"อืม เราว่าน่าจะทัน ให้พนักงานที่รีสอร์ทเขาช่วย แบบเอาไปให้เขาแล้ว"
ภูมิบุญยังเดินรอบศาลาอยู่คอยหยิบนั่นจับนี่อยู่ ผ้าสีขาวกับสีน้ำตาลทองปลิวไสวต้องลมอยู่ทั่วบริเวณเช่นกัน
"พักบ้างเถอะภูมิ เดี๋ยวค่อยไปลุยต่อ ทำยังกะงานของตัวเองเลยนะ"
"ไม่ได้หรอกพลอย งานแรกนี่เดี๋ยวจะเสียชื่อ"
"แหม ไม่หรอกภูมิแค่เห็นแบบก็เริ่ดแล้ว หาที่ไหนไม่ได้หรอก ซุ้มดอกไม้อีก หวานซะ"
พลอยแซวแล้วยื่นแก้วน้ำสัปปะรดปั่นให้ภูมิบุญ
"สวยดีนะพี่ ผมว่าสวยกว่าเขาทำในโรงแรมอีก ฉากหลังมันก็สวย"
บาสพูดขึ้นบ้าง
"แบบน่ะมันสวย แต่ทำออกมาจริงมันก็ไม่ได้ตามแบบร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกนะบาส"
"เหรอครับ ทำไมแบบนั้นล่ะพี่"
บาสสงสัยเดินออกไปจากที่นั่งไปยืนใกล้ๆภูมิบุญแหงนมองผ้าที่ปลิวอยู่
"ก็แบบน่ะเป็นรูปแบบที่เราร่างขึ้นจากจิตนการ ของจริงบางอย่างมันก็ไม่ได้ตามจินตนาการเสมอไปหรอก จริงไหม"
บาสพนักหน้าแล้วยิ้มแห้งๆ
"แล้วเทียนนี่เอาตั้งพื้นเหรอพี่ ผมว่าห้อยจะดีกว่าไหมเอาแก้วใส่มันจะได้เห็นแต่ไกล"
บาสพูดขึ้นลอยๆแต่ภูมิบุญหันขวับทันที
"จริงสิ บาสขอบใจมาก พี่ไปตามช่างรีสอร์ก่อนนะ"
ตาวาวขึ้นมาวิ่งเข้าไปในรีสอร์ท สักพักก็ตามช่างของทางรีสอร์ทออกมาสองคน
"อ้อ ได้ครับคุณภูมิ เดี๋ยวผมเอาลวดมาห้อยให้ครับ จะเอาประมาณไหนดีครับ แค่ตรงศาลาหรือว่าทั่วๆบริเวณ"
ช่างถามขึ้นภูมิบุญมองไปรอบๆบริเวณแล้วบอกนายช่างไป
"ช่วยพี่ได้เยอะจริงๆเลยนะบาส เดี๋ยววันนี้พี่เลี้ยงข้าวเต็มที่เลย"
"เก่งมากบาส พี่เองยังคิดไม่ถึงเลย"
พลอยร้องออกมาแล้วมายืนเรียงกันมองช่างทำงานอยู่อย่างขะมักเขม้น
"แหมพี่ชมผมเกินไปแล้ว แต่ผมว่ากินที่นี่ดีไหมอ่ะ ผมอยากดูเขาทำด้วย อยากเห็นตอนเราจุดเทียน"
"อืม ก็ดีนะ เดี๋ยวพี่จะได้สั่งเขาทำอาหารให้ อยากกินอะไรว่ามาเลยบาสเต็มที่"
ภูมิบุญจับบ่าของบาสแล้วยิ้มอย่างพอใจ พอช่างออกมาห้อยเทียนให้ก็ช่วยกันทำ บาสเองดูชอบใจกับการปีนป่ายขึ้นไปติดลวดบนต้นไม้เตี้ยๆ ส่วนภูมิบุญก็ช่วยติดที่ศาลา คอยดูตำแหน่งช่วยกันกับพลอย ตะวันคล้อยจวนจะลับขอบฟ้าแล้ว แสงสีแดงส้มสาดทั่วฝืนผ้าทางทิศประจิม พอฟ้าเริ่มมืดทั้งสามคนก็ตื่นเต้นกับการเอาเทียนหอมออกมาเรียงใส่แก้วที่ช่างติดห้อยไว้เรียบร้อยแล้ว แยกย้ายกันจุดเทียนที่ห้อยอยู่รอบบริเวณ พอแสงเทียนสาดส่องแสงอาทิตย์ก็อ่อนแรงอัสดงไปแล้ว ระยิบระยับดังแก้วห้อยระย้าอยู่ตามที่ต่างๆทั่วบริเวณ
"อ่า พี่ สวยมาก"
บาสทิ้งของในมือลงทั้งหมด ยืนอ้าปากค้าง พลอยเองก็ทำเหมือนกัน
"สวยมาก สวยมากจริงๆ"
แต่ไม่มีเสียงใดจากปากของภูมิบุญ ทำไมกันนะยิ่งเจอสิ่งสวยๆงามๆ ทำไมจิตใจมันถึงกลับห่อเหี่ยวไร้เรี่ยวแรง จุกยอกอยู่ในอกแบบนี้
"เอ๊ะ ใครมาอ่ะ รถคุ้นๆ"
พลอยร้องออกมาเพราะเห็นรถยนต์ยุโรปหรูสีดำมาจอดอยู่หน้ารีสอร์ทไม่ขับไปที่จอดรถที่ทางรีสอร์ทเตรียมไว้ให้
"ใครกันน่ะ"
พลอยยังติดใจชะเง้อคอไปดู
"ภูมิ"
พอเห็นเงาของคนที่กำลังเดินเข้ามาก็ถึงกับอ้าปากค้างร้องเสียงหลง ภูมิบุญหันไปมองตามเสียงของพลอย
"พี่แทน"
พอเห็นร่างของชายที่ก้าวลงจากรถเดินปรี่ตรงเข้ามาหาก็ปล่อยเทียนในมือลงอ้าปากค้างเช่นกัน
"ภูมิ ทำไมครับเจอหน้าพี่ทำเหมือนเห็นผีเลย"
แทนทวีพูดยิ้มๆแล้วเดินตรงเข้ามาจับมือของภูมิบุญ
"นี่ภูมิฝันไปใช่ไหม นี่ไม่จริงใช่ไหม"
ร้องออกมาน้ำตาเอ่อนองหน้า ตายังเบิกโพลงอยู่ บาสเองยังงงๆอยู่แต่พอได้ยินภูมิบุญร้องเรียกให้รู้ว่าเป็นใครก็พอจะเข้าใจเดินไปหาพลอย
"แฟนพี่ภูมินี่"
พลอยพยักหน้าแล้วดึงมือของบาสเข้าไปในรีสอร์ท
"เรื่องจริงครับ พี่มาเซอร์ไพรซ์เราไง"
"พี่แทน"
ร้องไห้ออกมาสุดที่จะกลั้น โผเข้ากอดแทนทวี รายนั้นก็อ้าแขนรับโอบกอดไว้แน่น
"คิดถึงเหลือเกินภูมิ พี่คิดถึงภูมิเหลือเกิน"
"ภูมิก็คิดถึงพี่แทน คิดถึงมาก"
"พี่ลงจากเครื่องมาก็ตรงมานี่เลยนะ ยังไม่ได้ไปไหนเลย"
"แล้วไหนบอกจะไม่มา"
"พี่ ก็อำเราไง รู้นะว่าภูมิเสียใจแต่พี่อยากจะทำให้เราประหลาดใจ พี่สาวตัวเองแต่งงานทั้งทีมาไม่ได้ก็แปลกล่ะ เหนื่อยมากนะนั่งเครื่องพี่ยังไม่ได้นอนเลย แต่พอเห็นหน้าภูมิแล้วพี่หายเหนื่อยเลยนะ"
แทนทวีกอดภูมิบุญจูบตามผมทั่วศรีษะ ภูมิบุญเองก็กอดร่างของแทนทวีแน่นเช่นกัน สูดเอากลิ่นกายของเขาเข้าไปในปอด กลิ่นที่คุ้นเคยและจางหายไปนานตอนนี้กลิ่นมันอยู่ตรงหน้าแล้วกลิ่นของคนที่เขารัก หัวใจที่ห่อเหี่ยวแฟบไปมันพองโตขึ้นมาหัวใจที่เต้นแรงสูบฉีดเลือดขึ้นมา เลี้ยงที่ใบหน้าจนแดงระเรื่อ กอดกันอยู่อย่างนั้นนานแสนนานปล่อยความในใจออกมาพรั่งพรูก่อนที่ภูมิบุญจะดึงแขนของแทนทวีไปนั่งที่ศาลามีเทียนหอมห้อยระย้าส่องแสงระยิบระยับอยู่ ตอนนี้เองที่เห็นว่ามันสวย สวยงามบาดตาบาดใจ หัวใจล่องลอยไปแล้ว รักที่คอยอยู่ คนไกลที่เฝ้าคอยทุกวัน นับทุกนาทีให้เพียงเจอหน้าเขาอีกสักครา ตอนนี้เขานั่งอยู่ข้างหน้าแล้ว ภูมิบุญยังมีน้ำตาคลออยู่ที่ตา
"ทำไมร้องไห้ล่ะภูมิ ไม่ดีใจเหรอที่เจอพี่"
แทนทวีถามยกนิ้วขึ้นปากน้ำตา
"ดีใจ ดีใจมาก นึกว่าพี่จะไม่มา"
พูดไม่เป็นคำภูมิบุญยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าเขาแผ่วเบา ทุกอย่างยังเหมือนเดิม หน้าตาของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป จะเปลี่ยนก็แค่เขาทำสีผมให้อ่อนลงกับเจาะหูทั้งสองข้าง ภูมิบุญเม้มปากสัมผัสหน้าของเขาเหมือนกับว่านี่มันไม่ใช่เรื่องจริง
"พี่อยู่นี่แล้วครับภูมิ รู้ไหมพี่ใจจะขาดรู้สึกไม่อยากจากภูมิไปไหนเลย ยิ่งเจอยิ่งรัก ยิ่งเห็นหน้าภูมิพี่ยิ่งไม่อยากกลับไป"
แทนทวียิ้มออกมามองหน้าจ้องตาสื่อความในใจ
"พี่รักภูมิมากนะ รักไม่เคยเปลี่ยน ภูมิคือคนเดียวที่พี่รัก และจะรักตลอดไป"
เอ่ยคำมั่นออกมาอีกครา ภูมิบุญเอานิ้วปิดปากของเขาไว้
"อย่าพูดเลยครับพี่แทน ภูมิรู้ว่าพี่แทนรักภูมิ ภูมิก็รักพี่แทนคนเดียว รักคนเดียวเสมอมา"
ถ้ามองเข้าไปในศาลามีคนสองคนนั่งคลอเคลียกันอยู่ คนหนึ่งร่างหนาใหญ่กำลังเกาะกุมมือของคนตัวเล็กกว่า แสงเทียนระยับที่ทอแสงวามวับอยู่ระยิบระยับแสงนวลของเทียนที่ห้อยอยู่รายรอบทำให้ภาพนี้น่าดูที่สุด บาสเองออกมาแอบยืนดูอยู่กดชัตเตอร์กล้องไว้หลายภาพ
"พี่จะรีบเรียนให้จบ แล้วพี่จะกลับมาหาภูมิ พี่สัญญา พี่ไม่อยากฝึกงานที่โน่นแล้ว พี่อยู่ไม่ได้หรอกถ้าไม่มีภูมิ พี่อยู่ไม่ได้"
น้ำเสียงหนักแน่นจริงจังมันกระตุกหัวใจของภูมิบุญยิ่งนัก เม้มปากแน่นหัวใจละลายอ่อนระทวยไป
"ขอบคุณภูมินะที่รอพี่ ที่ภูมิยังมั่นคงในรักของเรา"
"พี่แทน ภูมิรักพี่แทนมากนะ และภูมิไม่มีทางเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะยังไง"
"คนดีของพี่"
แทนทวีดึงตัวของภูมิบุญเข้ามากระชับกอดไว้ในอกลูบหัวอยู่ ส่วนภูมิบุญก็สะอื้นออกมา ไม่ได้เสียใจแต่มันตื้นตันใจเหลือเกิน มันสุขใจ ความสุขที่มันล้นออกมาทางตา ใครว่าน้ำตาเป็นเพื่อนของเราได้เฉพาะยามเหงาหรือเศร้าใจเท่านั้น เวลาที่เราเปี่ยมสุขน้ำตามันก็ไหลออกมา ตื้นตันใจเหลือเกิน สุขใจจนอยากจะหยุดเวลาเอาไว้แค่ตรงนี้ อยากหยุดมันไว้ไม่ให้เดินต่อไป
ความสุขทางใจที่หายไปนานแสนนานมันหวนกลับคืนมาอีกครา แทนทวีอยู่ช่วยงานภูมิบุญที่เขาค้อนับจากวันนั้น จนถึงวันงานจริงแวนกับพอลพร้อมทั้งญาติก็มาล่วงหน้าก่อนหนึ่งวัน
"แหม มันอุบไว้นะภูมิ มันไม่ให้พี่บอกเรา มันบอกกะจะมาเซอร์ไพรซ์"
พอแวนเห็นหน้าภูมิบุญกับแทนทวีที่ยืนเคียงข้างกันก็แซวออกไป ภูมิบุญยิ้มเต็มดวงหน้า
"ไม่เป็นไรหรอกครับพี่แวน ยังไงพี่แทนก็มา แค่นี้ก็ดีใจแล้วครับ"
"เห็นไหมตาแทน น้องภูมิน่ารักแสนดีขนาดนี้ แกยังจะใจดำปล่อยให้น้องเขารอนานๆนะ"
"แหมพี่แวน ผมอยากไปที่ไหนล่ะ พ่อกับแม่โน่น"
แทนทวีบุ้ยปากไปทางบุพการีที่กำลังลงจากรถมา พอได้ยินอย่างนั้นแพทย์หญิงศิริกานต์ก็ถึงกับหน้าเปลี่ยนสี
"ที่แม่ทำก็เพื่ออนาคตของเรานั่นล่ะตาแทน มาว่าแม่อีกอะไรกัน"
"แหมแม่ ผมล้อเล่น อย่างน้อยก็รู้ว่าภูมิเขายังรอผมอยู่"
แวนอ้าปากจะพูดเหน็บเอาสักทีแต่ก็หุบปากลงไม่พูดอะไรออกมา
"พี่แวนครับ ภูมิมีอะไรจะเซอร์ไพรซ์พี่แวนด้วยนะครับ"
"หือ อะไรจ๊ะภูมิ"
"เรื่องเทียนน่ะครับ ไม่มีในแผนงานแต่ภูมิลองทำแล้ว สวยมากคิดว่าพี่แวนกับพี่พอลน่าจะชอบ"
"อ้อ ที่ห้อยอยู่เนี่ยเหรอ เข้าใจคิดนะ ขอบใจมากนะภูมิ ถ้าไม่ได้ภูมิงานพี่คงไม่ออกมาแบบนี้แน่ๆ"
แวนเข้ามาจับแขนของภูมิบุญยิ้มให้อย่างจริงใจ
"ไม่เป็นไรครับ ถือว่าเป็นของขวัญวันแต่งงานให้พี่แวนกับพี่พอล"
รื้นน้ำตาไหลออกมา แวนต้องกระพริบตาถี่ๆไล่มันไป นี่น่ะหรือคนที่เธอเคยเกลียดคิดทำร้าย นี่น่ะหรือคนที่เธอเคยแม้แต่ไม่อยากจะเห็นหน้า
"ภูมิ ขอบใจมาก"
แทนความในใจแวนโผเข้ากอดภูมิบุญ เม้มปากแน่น พอลเองก็เข้ามากล่าวคำขอบคุณก่อนที่จะแยกย้ายกันไปเตรียมตัว
"มาด้วยเหรอ นึกว่าจะมีใหม่ไม่ยอมมา"
เสียงทักที่ห้วนแข็งดังมาจากข้างหลัง โตโต้มาถึงทีหลังใคร มีคุณอภิสรากับจันทร์มาอีกคัน สายตาของโตโต้ปราดมองหน้าแทนทวีอยู่ไม่ถึงวินาที แต่ก็หันไปจ้องหน้าภูมิบุญ ในแววตานั้นมันอยากเกินที่จะอ่าน ทั้งขุ่นเคืองใจ ไม่พอใจ ปวดร้าวมันสุมรุมกันอยู่ ภูมิบุญทำหน้าไม่ถูกแต่ก็บอกกับตัวเองว่าเขาทำถูกแล้ว ให้เขาตัดใจเสียทีจะได้หมดเรื่องกันไป
"มาสิพี่ พี่สาวผมแต่งทั้งที อีกอย่างผมก็มาหาแฟนผมด้วย ใครทิ้งไปก็โง่เต็มทีแล้ว คนน่ารักนิสัยดีอย่างภูมิ หาไม่ได้ง่ายๆนะครับ"
"เหรอ ยังคิดว่าภูมิเป็นแฟนนายอยู่เหรอ"
"คุณโตโต้"
ภูมิบุญปรามขึ้น โตโต้หันมามองแล้วเม้มปากกัดกรามแน่นก่อนที่จะเดินหนีไป ภูมิบุญเองก็ไม่ได้สนใจอะไรเขามากนักเพราะคุณอภิสรากำลังเดินมา
"นั่งรถไกลมันปวดเมื่อยไปหมด เป็นไงบ้างลูกงานเตรียมงานเรียบร้อยดีไหม"
"ครับคุณท่าน คุณท่านจะให้เขามานวดให้ไหมครับ ภูมิจะได้บอกพนักงานเขาให้ ถือว่าทดลองสปาของเราไปในตัว"
"เอาไหมจันทร์ตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรทำนี่นะ"
"อุ๊ย คุณท่านทำเถอะค่ะ จันทร์จะเดินดูรอบๆ ไม่ได้มาเสียนาน"
"เธอไม่ทำชั้นก็ไม่ทำ อะไรกัน ตอนนั่งอยู่ในรถเห็นขยับยุกยิก จะมาบอกไม่เมื่อยเหรอ"
คุณอภิสราทำเสียงเข้ม ภูมิบุญยิ้มออกมาจึงเดินไปหามารดาของตน
"ทำเป็นเพื่อนคุณท่านสิครับแม่ นะครับช่วยติชมให้ด้วย"
ภูมิบุญเข้าไปอ้อนจันทร์รายนั้นคิดอยู่นานถึงพยักหน้าตอบรับ แทนทวียกมือไหว้ทักทายคุณอภิสราแล้วคุยกันอยู่พักใหญ่ ทั้งสองจึงแยกย้ายไปเข้าห้องพัก ส่วนภูมิบุญกับแทนทวีก็ไปช่วยเขาเตรียมงาน
"ภูมิๆ ไปอาบน้ำเถอะ จะสี่โมงแล้วเดี๋ยวแขกมาจะไม่มีเวลา"
พลอยเดินออกมาตามภูมิบุญ
"ไปอาบน้ำหน่อยก็ดีนะภูมิ เห็นกรำงานแต่เช้าแล้ว หน้าหมองไปนะเนี่ย"
แทนทวีบอกแล้วเอามือขึ้นแตะตามแก้ม
"แหมพี่แทนขา หวานตลอดเลยน้า"
พลอยแซวออกมา แทนทวียิ้มอายๆ
"ไม่ได้หรอกพลอย พี่ไม่ได้เจอภูมิเขาบ่อยๆนี่ ต้องหวานให้คุ้ม"
แทนทวีตอบกลับไป ภูมิบุญหัวใจเต้นแรง ทุกอย่างมันช่างสวยงามเหลือเกิน พอแยกกันไปอาบน้ำชะระร่างกายเสร็จก็ออกมารอรับแขก ภูมิบุญพักห้องเดียวกับบาส ส่วนพลอยพักคนเดียวรอฝ้ายมาถึงค่อยพักกับฝ้ายเพราะโต้งไม่ว่างมางานด้วย ส่วนโตโต้พักคนเดียว สีหน้าสีตาไม่ค่อยปลื้มกับงานเท่าไหร่เห็นอะไรก็ขัดหูขัดตาไปหมด
"หล่อเชียวนะจ๊ะบาส"
พลอยแซวบาสที่ใส่เสื้อผ้าที่ภูมิบุญซื้อให้ เสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงแสล็คกับแจ็กเก็ตสีเทาอ่อนๆ
"แหมพี่พลอย อยู่มาตั้งนานเพิ่งจะเห็นว่าผมหล่อเหรอ"
"เอาใหญ่นะเรา เห็นนานแล้วจ้า แต่ไม่อยากชมเดี๋ยวเหลิง"
"อ่านะคนเรา พี่ภูมิเขาซื้อให้อ่ะพี่"
"แขกเริ่มมาแล้ว เราไปดูพี่แวนก่อนนะว่าเสร็จหรือยัง"
ภูมิบุญบอกก่อนจะเดินกลับเข้าไปในรีสอร์ท แวนยังแต่งตัวไม่เสร็จแต่พอลเสร็จแล้ว พอลจึงเดินตามภูมิบุญออกมารับแขกระหว่างที่รอแวนแต่งตัว
"งานน่ารักมากเลยภูมิ พี่ชอบจริงๆเลย ค่ำๆใช่ไหมถึงจะจุดเทียน"
"ครับ รอตะวันตกดินก็จุดได้เลยครับ"
"ไอเดียใครเนี่ย เจ๋งดีนะ"
"บาสครับ น้องเขาคิดขึ้นมาเมื่อวานเองนะครับพี่พอล"
"จริงดิ เก่งนะเรา"
พอลหันไปชมบาสที่ยืนอยู่ข้างๆภูมิบุญรายนั้นยิ้มออกมา
"บาสเขาชอบถ่ายรูปด้วยนะครับ เออบาสเราไปเดินถ่ายรูปเล่นๆก่อนก็ได้นะเดี๋ยวจะเบื่อเสียก่อน"
"ไม่เบื่อหรอกพี่ เดี๋ยวผมเป็นตากล้องจำเป็นให้พี่ละกัน พี่พลอยมาๆเป็นนางแบบให้ผมหน่อย"
บาสหยิบกล้องขึ้นมา พลอยเองก็ไม่รอช้าเข้ามาโพสต์ท่าให้บาสชักรูปทันที พอแขกเหรื่อเข้ามาในงาน ส่วนมากเป็นเพื่อนของแวนกับพอล มีญาติบ้างแต่ไม่มากเพราะญาติมีงานไปแล้วเมื่อวานที่บ้าน เสียงทักทายจอแจอยู่ทั่วบริเวณงาน รถที่เข้ามาในงานมีแต่รถหรูหราราคาแพงทั้งนั้น ภูมิบุญยืนเคียงข้างกับแทนทวีมีพลอยขนาบอยู่อีกข้างอยู่หน้างานให้แขกเซนต์ชื่ออวยพรให้คู่บ่าวสาว พอฝ้ายมาฝ้ายก็มาติดดอกไม้ให้แขกช่วยพลอย
"จัดงานได้น่ารักมากภูมิ เข้าใจทำนะ"
ฝ้ายชมเพราะตั้งแต่ทางเข้าในงานแม้แต่ลานจอดรถเองก็มีช่อดอกไม้ปักอยู่ตามเสา มีเชือกสีทองคล้องอยู่เป็นสาย เสาไม้สีขาวที่ทำขึ้นมาตรงปลายมีช่อดอกไม้ติดอยู่ มีระย้าพวงชมพูห้อยลงมามีเทียนหอมอยู่ตรงโคนเสา ทางเข้าเป็นซุ้มดอกไม้หลากหลายชนิด หลากหลายสีระย้าที่ร้อยดอกรักสลับกับกุหลาบระโยงระยางอยู่มีเทียนหอมราย เรียงตามทางเข้ามา เสาขนาดเล็กเหมือนท่อนไม้ไผ่ย้อมสีน้ำตาลทองที่แวนชอบตรงปลายไม้มีผ้าสองสีสะบัดไปตามแรงลมที่เอื่อยๆมีดอกไม้ที่ร้อยห้อยพันกันลงมาด้วย พอถึงเวลาจุดเทียน พนักงานก็ช่วยกันจุดเทียนหอมตามจุดต่างๆ บาสเองก็ไปช่วยเขาทำด้วย พอแสงเทียนส่องสว่างขึ้นพร้อมๆกัน เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นทันที
"เจ๋งว่ะ"
"สวยมากแวน สวยจริงๆ"
เสียงชมอยู่ไม่ขาดปาก ภูมิบุญยิ้มออกมา พลอยเองก็ดูเป็นสุข คนที่จะดูมีความสุขมากกว่าใครก็คือบาสเพราะเขาคือต้นคิดและสิ่งที่เขาคิดมีคนให้ความสำคัญกับมัน โตโต้เองมองอยู่ไกลๆ คอยมองตามหลังภูมิบุญอยู่ตลอดเวลา ยิ่งเห็นเขาสองคนอยู่ด้วยกันยิ่งสะกิดใจเม้มปากหงุดหงิดไปเสีย
"เก่งมากจ๊ะภูมิ ป้าดีใจมากนะที่เราทำออกมาได้ดีมากๆ"
"ขอบพระคุณ คุณท่านนะครับที่ให้โอกาสกับภูมิ"
คุณอภิสราเดินเข้ามาชมถึงตัวก่อนจะแยกออกไปคุยกับแพทย์หญิงศิริกานต์
"ภูมิจ๊ะ ทางนี้หน่อย"
แพทย์หญิงศิริกานต์ร้องเรียก ภูมิบุญเดินค้อมตัวเข้าไปหา
"ขอบใจมากนะลูก ขอบใจมาก"
พอภูมิบุญนั่งลงใกล้ๆแพทย์หญิงศิริกานต์ก็น้ำตาไหลออกมาลูบหัวภูมิบุญอยู่ รายนั้นถึงกับตกใจเพราะไม่คิดว่าแพทย์หญิงศิริกานต์จะร้องไห้ออกมาได้
"ภูมิยินดีครับ"
พอถึงเวลาที่แวนขึ้นไปกล่าวขอบคุณแขกที่มาในงาน แวนก็สอดส่ายสายตามองหาภูมิบุญ
"ขอบคุณเพื่อนๆพี่ๆทุกคนนะคะ ที่อุตส่าห์ขับรถมาไกลจากกรุงเทพฯ ขอบคุณมาก งานวันนี้เป็นไงบ้างคะ อาหารถูกปากไหม หวังว่าทุกคนคงชอบงานของแวนนะคะ ขอบคุณพอลนะคะที่ยอมแต่งงานกับแวน"
เสียงหัวเราะดังขึ้นมาเพราะแวนทำสีหน้าสีตาทะเล้นใส่
"แวนเป็นคนเอาแต่ใจตัวเองมานานแล้ว คิดว่าตัวเองต้องได้ทุกอย่างที่เราอยากได้ เคยทำอะไรไม่ดีมามากมาย แต่พอลก็ยังรักและยอมแต่งงานกับแวน ขอบคุณมากนะคะ"
น้ำตาปริ่มออกมาพอลโอบว่าที่ภรรยา เสียงปรบมือดังกึกก้อง
"อ้อ งานวันนี้ที่เพื่อนๆชมว่าสวย ต้องขอบคุณน้องภูมินะคะ เป็นคนดำเนินงานเองทั้งหมด ภูมิ พี่ขอบใจเรามากนะ พี่ขอโทษเราด้วยที่ผ่านมาพี่เคยทำไม่ดีไว้กับเรา พี่เพิ่งรู้ว่าเราเป็นคนน่ารักมากแค่ไหน ขอบใจมาก"
ทุกคนหันมาทาง ภูมิบุญที่ยืนอยู่เคียงข้างแทนทวี ภูมิบุญเองก็เม้มปากตื้นตันอยู่ในใจ พอทุกคนกล่าวเสร็จก็มีอาหารเลี้ยงตามเคาท์เตอร์ที่จัดไว้ แขกบางคนก็ขอตัวกลับก่อนเพราะไม่อยากจะค้างอาจจะมีธุระหรือจุดประสงค์อย่าง อื่น บางส่วนที่สนิทมากๆก็ค้าง
"รู้สึกดีจังเลยนะภูมิ พี่เพิ่งรู้นะว่าที่นี่มันสวยขนาดนี้ คราวหลังเรามากันสองคนนะ"
แทนทวีเดินมาประชิดด้านหลังเอามือโอบไว้ที่บั้นเอว
"เห็นดาวด้วยนะครับ"
"อืม สวยมาก พี่มีความสุขจังเลยครับภูมิ ที่จริงอยู่ไหนก็ได้นะที่มีภูมิกับพี่สองคน"
"พี่แทน อยากให้พี่แทนรีบกลับมาจังเลย"
"พี่เองก็อยากจะกลับนะ แต่อีกไม่กี่เดือนก็จบแล้วภูมิ พี่ไม่อยากอยู่นักหรอก แต่สัญญากับพอ่แม่ไว้ ทนเอาหน่อยนะภูมิ"
"ครับ ภูิรอพี่แทนอยู่ทุกวัน ไม่มีวันไหนที่ภูมิจะไม่คิดถึงพี่"
"พี่ก็เหมือนกันครับ พี่คิดถึงภูมิคนเดียว เพราะภูมิพี่ถึงอดทนอยู่ได้ เพราะภูมินะ รู้ไหม"
ทั้งสองกอดกันอยู่ใต้เงาของดวงดาราที่ทอแสงระยับอยู่ทั่วท้องฟ้า อากาสเย็นสบายไม่หนาวมากไม่ร้อนมาก ถ้าหากว่าคนที่เรารอคอยหวนกลับมาคืนใจ สุขไหนมันจะยิ่งไปกว่า แค่ได้เห็นเขาอีกสักครั้ง คนที่ครอบครองหัวใจ คนที่เป็นเจ้าของดวงใจ
คราใดแหงนหน้าขึ้นฟ้า นั่นจันทราแสงจันทราใช่ไหม
คราใดมองเงาในน้ำใส ฤานั่นใช่แสงดาราฤๅสาดส่อง
คราใดจ้องมองนัยน์ตานวลน้อง ดุจดังสองดารานภากาศ
คราใดเหินห่างเหมือนอาภาษ จวนจะขาดลมหายใจอยู่รอนรอน
"ดอกไม้นี่มาก่อนคืนวันงานทันใช่ไหมภูมิ"
พลอยถามขึ้นหลังจากที่ทำงานมาทั้งวันมานั่งพักอยู่ศาลากลางรีสอร์ทที่เพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่เพื่องานนี้โดยเฉพาะ มีบาสนั่งกินน้ำผลไม้ปั่นอยู่ใกล้ๆ
"อืม เราว่าน่าจะทัน ให้พนักงานที่รีสอร์ทเขาช่วย แบบเอาไปให้เขาแล้ว"
ภูมิบุญยังเดินรอบศาลาอยู่คอยหยิบนั่นจับนี่อยู่ ผ้าสีขาวกับสีน้ำตาลทองปลิวไสวต้องลมอยู่ทั่วบริเวณเช่นกัน
"พักบ้างเถอะภูมิ เดี๋ยวค่อยไปลุยต่อ ทำยังกะงานของตัวเองเลยนะ"
"ไม่ได้หรอกพลอย งานแรกนี่เดี๋ยวจะเสียชื่อ"
"แหม ไม่หรอกภูมิแค่เห็นแบบก็เริ่ดแล้ว หาที่ไหนไม่ได้หรอก ซุ้มดอกไม้อีก หวานซะ"
พลอยแซวแล้วยื่นแก้วน้ำสัปปะรดปั่นให้ภูมิบุญ
"สวยดีนะพี่ ผมว่าสวยกว่าเขาทำในโรงแรมอีก ฉากหลังมันก็สวย"
บาสพูดขึ้นบ้าง
"แบบน่ะมันสวย แต่ทำออกมาจริงมันก็ไม่ได้ตามแบบร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกนะบาส"
"เหรอครับ ทำไมแบบนั้นล่ะพี่"
บาสสงสัยเดินออกไปจากที่นั่งไปยืนใกล้ๆภูมิบุญแหงนมองผ้าที่ปลิวอยู่
"ก็แบบน่ะเป็นรูปแบบที่เราร่างขึ้นจากจิตนการ ของจริงบางอย่างมันก็ไม่ได้ตามจินตนาการเสมอไปหรอก จริงไหม"
บาสพนักหน้าแล้วยิ้มแห้งๆ
"แล้วเทียนนี่เอาตั้งพื้นเหรอพี่ ผมว่าห้อยจะดีกว่าไหมเอาแก้วใส่มันจะได้เห็นแต่ไกล"
บาสพูดขึ้นลอยๆแต่ภูมิบุญหันขวับทันที
"จริงสิ บาสขอบใจมาก พี่ไปตามช่างรีสอร์ก่อนนะ"
ตาวาวขึ้นมาวิ่งเข้าไปในรีสอร์ท สักพักก็ตามช่างของทางรีสอร์ทออกมาสองคน
"อ้อ ได้ครับคุณภูมิ เดี๋ยวผมเอาลวดมาห้อยให้ครับ จะเอาประมาณไหนดีครับ แค่ตรงศาลาหรือว่าทั่วๆบริเวณ"
ช่างถามขึ้นภูมิบุญมองไปรอบๆบริเวณแล้วบอกนายช่างไป
"ช่วยพี่ได้เยอะจริงๆเลยนะบาส เดี๋ยววันนี้พี่เลี้ยงข้าวเต็มที่เลย"
"เก่งมากบาส พี่เองยังคิดไม่ถึงเลย"
พลอยร้องออกมาแล้วมายืนเรียงกันมองช่างทำงานอยู่อย่างขะมักเขม้น
"แหมพี่ชมผมเกินไปแล้ว แต่ผมว่ากินที่นี่ดีไหมอ่ะ ผมอยากดูเขาทำด้วย อยากเห็นตอนเราจุดเทียน"
"อืม ก็ดีนะ เดี๋ยวพี่จะได้สั่งเขาทำอาหารให้ อยากกินอะไรว่ามาเลยบาสเต็มที่"
ภูมิบุญจับบ่าของบาสแล้วยิ้มอย่างพอใจ พอช่างออกมาห้อยเทียนให้ก็ช่วยกันทำ บาสเองดูชอบใจกับการปีนป่ายขึ้นไปติดลวดบนต้นไม้เตี้ยๆ ส่วนภูมิบุญก็ช่วยติดที่ศาลา คอยดูตำแหน่งช่วยกันกับพลอย ตะวันคล้อยจวนจะลับขอบฟ้าแล้ว แสงสีแดงส้มสาดทั่วฝืนผ้าทางทิศประจิม พอฟ้าเริ่มมืดทั้งสามคนก็ตื่นเต้นกับการเอาเทียนหอมออกมาเรียงใส่แก้วที่ช่างติดห้อยไว้เรียบร้อยแล้ว แยกย้ายกันจุดเทียนที่ห้อยอยู่รอบบริเวณ พอแสงเทียนสาดส่องแสงอาทิตย์ก็อ่อนแรงอัสดงไปแล้ว ระยิบระยับดังแก้วห้อยระย้าอยู่ตามที่ต่างๆทั่วบริเวณ
"อ่า พี่ สวยมาก"
บาสทิ้งของในมือลงทั้งหมด ยืนอ้าปากค้าง พลอยเองก็ทำเหมือนกัน
"สวยมาก สวยมากจริงๆ"
แต่ไม่มีเสียงใดจากปากของภูมิบุญ ทำไมกันนะยิ่งเจอสิ่งสวยๆงามๆ ทำไมจิตใจมันถึงกลับห่อเหี่ยวไร้เรี่ยวแรง จุกยอกอยู่ในอกแบบนี้
"เอ๊ะ ใครมาอ่ะ รถคุ้นๆ"
พลอยร้องออกมาเพราะเห็นรถยนต์ยุโรปหรูสีดำมาจอดอยู่หน้ารีสอร์ทไม่ขับไปที่จอดรถที่ทางรีสอร์ทเตรียมไว้ให้
"ใครกันน่ะ"
พลอยยังติดใจชะเง้อคอไปดู
"ภูมิ"
พอเห็นเงาของคนที่กำลังเดินเข้ามาก็ถึงกับอ้าปากค้างร้องเสียงหลง ภูมิบุญหันไปมองตามเสียงของพลอย
"พี่แทน"
พอเห็นร่างของชายที่ก้าวลงจากรถเดินปรี่ตรงเข้ามาหาก็ปล่อยเทียนในมือลงอ้าปากค้างเช่นกัน
"ภูมิ ทำไมครับเจอหน้าพี่ทำเหมือนเห็นผีเลย"
แทนทวีพูดยิ้มๆแล้วเดินตรงเข้ามาจับมือของภูมิบุญ
"นี่ภูมิฝันไปใช่ไหม นี่ไม่จริงใช่ไหม"
ร้องออกมาน้ำตาเอ่อนองหน้า ตายังเบิกโพลงอยู่ บาสเองยังงงๆอยู่แต่พอได้ยินภูมิบุญร้องเรียกให้รู้ว่าเป็นใครก็พอจะเข้าใจเดินไปหาพลอย
"แฟนพี่ภูมินี่"
พลอยพยักหน้าแล้วดึงมือของบาสเข้าไปในรีสอร์ท
"เรื่องจริงครับ พี่มาเซอร์ไพรซ์เราไง"
"พี่แทน"
ร้องไห้ออกมาสุดที่จะกลั้น โผเข้ากอดแทนทวี รายนั้นก็อ้าแขนรับโอบกอดไว้แน่น
"คิดถึงเหลือเกินภูมิ พี่คิดถึงภูมิเหลือเกิน"
"ภูมิก็คิดถึงพี่แทน คิดถึงมาก"
"พี่ลงจากเครื่องมาก็ตรงมานี่เลยนะ ยังไม่ได้ไปไหนเลย"
"แล้วไหนบอกจะไม่มา"
"พี่ ก็อำเราไง รู้นะว่าภูมิเสียใจแต่พี่อยากจะทำให้เราประหลาดใจ พี่สาวตัวเองแต่งงานทั้งทีมาไม่ได้ก็แปลกล่ะ เหนื่อยมากนะนั่งเครื่องพี่ยังไม่ได้นอนเลย แต่พอเห็นหน้าภูมิแล้วพี่หายเหนื่อยเลยนะ"
แทนทวีกอดภูมิบุญจูบตามผมทั่วศรีษะ ภูมิบุญเองก็กอดร่างของแทนทวีแน่นเช่นกัน สูดเอากลิ่นกายของเขาเข้าไปในปอด กลิ่นที่คุ้นเคยและจางหายไปนานตอนนี้กลิ่นมันอยู่ตรงหน้าแล้วกลิ่นของคนที่เขารัก หัวใจที่ห่อเหี่ยวแฟบไปมันพองโตขึ้นมาหัวใจที่เต้นแรงสูบฉีดเลือดขึ้นมา เลี้ยงที่ใบหน้าจนแดงระเรื่อ กอดกันอยู่อย่างนั้นนานแสนนานปล่อยความในใจออกมาพรั่งพรูก่อนที่ภูมิบุญจะดึงแขนของแทนทวีไปนั่งที่ศาลามีเทียนหอมห้อยระย้าส่องแสงระยิบระยับอยู่ ตอนนี้เองที่เห็นว่ามันสวย สวยงามบาดตาบาดใจ หัวใจล่องลอยไปแล้ว รักที่คอยอยู่ คนไกลที่เฝ้าคอยทุกวัน นับทุกนาทีให้เพียงเจอหน้าเขาอีกสักครา ตอนนี้เขานั่งอยู่ข้างหน้าแล้ว ภูมิบุญยังมีน้ำตาคลออยู่ที่ตา
"ทำไมร้องไห้ล่ะภูมิ ไม่ดีใจเหรอที่เจอพี่"
แทนทวีถามยกนิ้วขึ้นปากน้ำตา
"ดีใจ ดีใจมาก นึกว่าพี่จะไม่มา"
พูดไม่เป็นคำภูมิบุญยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าเขาแผ่วเบา ทุกอย่างยังเหมือนเดิม หน้าตาของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป จะเปลี่ยนก็แค่เขาทำสีผมให้อ่อนลงกับเจาะหูทั้งสองข้าง ภูมิบุญเม้มปากสัมผัสหน้าของเขาเหมือนกับว่านี่มันไม่ใช่เรื่องจริง
"พี่อยู่นี่แล้วครับภูมิ รู้ไหมพี่ใจจะขาดรู้สึกไม่อยากจากภูมิไปไหนเลย ยิ่งเจอยิ่งรัก ยิ่งเห็นหน้าภูมิพี่ยิ่งไม่อยากกลับไป"
แทนทวียิ้มออกมามองหน้าจ้องตาสื่อความในใจ
"พี่รักภูมิมากนะ รักไม่เคยเปลี่ยน ภูมิคือคนเดียวที่พี่รัก และจะรักตลอดไป"
เอ่ยคำมั่นออกมาอีกครา ภูมิบุญเอานิ้วปิดปากของเขาไว้
"อย่าพูดเลยครับพี่แทน ภูมิรู้ว่าพี่แทนรักภูมิ ภูมิก็รักพี่แทนคนเดียว รักคนเดียวเสมอมา"
ถ้ามองเข้าไปในศาลามีคนสองคนนั่งคลอเคลียกันอยู่ คนหนึ่งร่างหนาใหญ่กำลังเกาะกุมมือของคนตัวเล็กกว่า แสงเทียนระยับที่ทอแสงวามวับอยู่ระยิบระยับแสงนวลของเทียนที่ห้อยอยู่รายรอบทำให้ภาพนี้น่าดูที่สุด บาสเองออกมาแอบยืนดูอยู่กดชัตเตอร์กล้องไว้หลายภาพ
"พี่จะรีบเรียนให้จบ แล้วพี่จะกลับมาหาภูมิ พี่สัญญา พี่ไม่อยากฝึกงานที่โน่นแล้ว พี่อยู่ไม่ได้หรอกถ้าไม่มีภูมิ พี่อยู่ไม่ได้"
น้ำเสียงหนักแน่นจริงจังมันกระตุกหัวใจของภูมิบุญยิ่งนัก เม้มปากแน่นหัวใจละลายอ่อนระทวยไป
"ขอบคุณภูมินะที่รอพี่ ที่ภูมิยังมั่นคงในรักของเรา"
"พี่แทน ภูมิรักพี่แทนมากนะ และภูมิไม่มีทางเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะยังไง"
"คนดีของพี่"
แทนทวีดึงตัวของภูมิบุญเข้ามากระชับกอดไว้ในอกลูบหัวอยู่ ส่วนภูมิบุญก็สะอื้นออกมา ไม่ได้เสียใจแต่มันตื้นตันใจเหลือเกิน มันสุขใจ ความสุขที่มันล้นออกมาทางตา ใครว่าน้ำตาเป็นเพื่อนของเราได้เฉพาะยามเหงาหรือเศร้าใจเท่านั้น เวลาที่เราเปี่ยมสุขน้ำตามันก็ไหลออกมา ตื้นตันใจเหลือเกิน สุขใจจนอยากจะหยุดเวลาเอาไว้แค่ตรงนี้ อยากหยุดมันไว้ไม่ให้เดินต่อไป
ความสุขทางใจที่หายไปนานแสนนานมันหวนกลับคืนมาอีกครา แทนทวีอยู่ช่วยงานภูมิบุญที่เขาค้อนับจากวันนั้น จนถึงวันงานจริงแวนกับพอลพร้อมทั้งญาติก็มาล่วงหน้าก่อนหนึ่งวัน
"แหม มันอุบไว้นะภูมิ มันไม่ให้พี่บอกเรา มันบอกกะจะมาเซอร์ไพรซ์"
พอแวนเห็นหน้าภูมิบุญกับแทนทวีที่ยืนเคียงข้างกันก็แซวออกไป ภูมิบุญยิ้มเต็มดวงหน้า
"ไม่เป็นไรหรอกครับพี่แวน ยังไงพี่แทนก็มา แค่นี้ก็ดีใจแล้วครับ"
"เห็นไหมตาแทน น้องภูมิน่ารักแสนดีขนาดนี้ แกยังจะใจดำปล่อยให้น้องเขารอนานๆนะ"
"แหมพี่แวน ผมอยากไปที่ไหนล่ะ พ่อกับแม่โน่น"
แทนทวีบุ้ยปากไปทางบุพการีที่กำลังลงจากรถมา พอได้ยินอย่างนั้นแพทย์หญิงศิริกานต์ก็ถึงกับหน้าเปลี่ยนสี
"ที่แม่ทำก็เพื่ออนาคตของเรานั่นล่ะตาแทน มาว่าแม่อีกอะไรกัน"
"แหมแม่ ผมล้อเล่น อย่างน้อยก็รู้ว่าภูมิเขายังรอผมอยู่"
แวนอ้าปากจะพูดเหน็บเอาสักทีแต่ก็หุบปากลงไม่พูดอะไรออกมา
"พี่แวนครับ ภูมิมีอะไรจะเซอร์ไพรซ์พี่แวนด้วยนะครับ"
"หือ อะไรจ๊ะภูมิ"
"เรื่องเทียนน่ะครับ ไม่มีในแผนงานแต่ภูมิลองทำแล้ว สวยมากคิดว่าพี่แวนกับพี่พอลน่าจะชอบ"
"อ้อ ที่ห้อยอยู่เนี่ยเหรอ เข้าใจคิดนะ ขอบใจมากนะภูมิ ถ้าไม่ได้ภูมิงานพี่คงไม่ออกมาแบบนี้แน่ๆ"
แวนเข้ามาจับแขนของภูมิบุญยิ้มให้อย่างจริงใจ
"ไม่เป็นไรครับ ถือว่าเป็นของขวัญวันแต่งงานให้พี่แวนกับพี่พอล"
รื้นน้ำตาไหลออกมา แวนต้องกระพริบตาถี่ๆไล่มันไป นี่น่ะหรือคนที่เธอเคยเกลียดคิดทำร้าย นี่น่ะหรือคนที่เธอเคยแม้แต่ไม่อยากจะเห็นหน้า
"ภูมิ ขอบใจมาก"
แทนความในใจแวนโผเข้ากอดภูมิบุญ เม้มปากแน่น พอลเองก็เข้ามากล่าวคำขอบคุณก่อนที่จะแยกย้ายกันไปเตรียมตัว
"มาด้วยเหรอ นึกว่าจะมีใหม่ไม่ยอมมา"
เสียงทักที่ห้วนแข็งดังมาจากข้างหลัง โตโต้มาถึงทีหลังใคร มีคุณอภิสรากับจันทร์มาอีกคัน สายตาของโตโต้ปราดมองหน้าแทนทวีอยู่ไม่ถึงวินาที แต่ก็หันไปจ้องหน้าภูมิบุญ ในแววตานั้นมันอยากเกินที่จะอ่าน ทั้งขุ่นเคืองใจ ไม่พอใจ ปวดร้าวมันสุมรุมกันอยู่ ภูมิบุญทำหน้าไม่ถูกแต่ก็บอกกับตัวเองว่าเขาทำถูกแล้ว ให้เขาตัดใจเสียทีจะได้หมดเรื่องกันไป
"มาสิพี่ พี่สาวผมแต่งทั้งที อีกอย่างผมก็มาหาแฟนผมด้วย ใครทิ้งไปก็โง่เต็มทีแล้ว คนน่ารักนิสัยดีอย่างภูมิ หาไม่ได้ง่ายๆนะครับ"
"เหรอ ยังคิดว่าภูมิเป็นแฟนนายอยู่เหรอ"
"คุณโตโต้"
ภูมิบุญปรามขึ้น โตโต้หันมามองแล้วเม้มปากกัดกรามแน่นก่อนที่จะเดินหนีไป ภูมิบุญเองก็ไม่ได้สนใจอะไรเขามากนักเพราะคุณอภิสรากำลังเดินมา
"นั่งรถไกลมันปวดเมื่อยไปหมด เป็นไงบ้างลูกงานเตรียมงานเรียบร้อยดีไหม"
"ครับคุณท่าน คุณท่านจะให้เขามานวดให้ไหมครับ ภูมิจะได้บอกพนักงานเขาให้ ถือว่าทดลองสปาของเราไปในตัว"
"เอาไหมจันทร์ตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรทำนี่นะ"
"อุ๊ย คุณท่านทำเถอะค่ะ จันทร์จะเดินดูรอบๆ ไม่ได้มาเสียนาน"
"เธอไม่ทำชั้นก็ไม่ทำ อะไรกัน ตอนนั่งอยู่ในรถเห็นขยับยุกยิก จะมาบอกไม่เมื่อยเหรอ"
คุณอภิสราทำเสียงเข้ม ภูมิบุญยิ้มออกมาจึงเดินไปหามารดาของตน
"ทำเป็นเพื่อนคุณท่านสิครับแม่ นะครับช่วยติชมให้ด้วย"
ภูมิบุญเข้าไปอ้อนจันทร์รายนั้นคิดอยู่นานถึงพยักหน้าตอบรับ แทนทวียกมือไหว้ทักทายคุณอภิสราแล้วคุยกันอยู่พักใหญ่ ทั้งสองจึงแยกย้ายไปเข้าห้องพัก ส่วนภูมิบุญกับแทนทวีก็ไปช่วยเขาเตรียมงาน
"ภูมิๆ ไปอาบน้ำเถอะ จะสี่โมงแล้วเดี๋ยวแขกมาจะไม่มีเวลา"
พลอยเดินออกมาตามภูมิบุญ
"ไปอาบน้ำหน่อยก็ดีนะภูมิ เห็นกรำงานแต่เช้าแล้ว หน้าหมองไปนะเนี่ย"
แทนทวีบอกแล้วเอามือขึ้นแตะตามแก้ม
"แหมพี่แทนขา หวานตลอดเลยน้า"
พลอยแซวออกมา แทนทวียิ้มอายๆ
"ไม่ได้หรอกพลอย พี่ไม่ได้เจอภูมิเขาบ่อยๆนี่ ต้องหวานให้คุ้ม"
แทนทวีตอบกลับไป ภูมิบุญหัวใจเต้นแรง ทุกอย่างมันช่างสวยงามเหลือเกิน พอแยกกันไปอาบน้ำชะระร่างกายเสร็จก็ออกมารอรับแขก ภูมิบุญพักห้องเดียวกับบาส ส่วนพลอยพักคนเดียวรอฝ้ายมาถึงค่อยพักกับฝ้ายเพราะโต้งไม่ว่างมางานด้วย ส่วนโตโต้พักคนเดียว สีหน้าสีตาไม่ค่อยปลื้มกับงานเท่าไหร่เห็นอะไรก็ขัดหูขัดตาไปหมด
"หล่อเชียวนะจ๊ะบาส"
พลอยแซวบาสที่ใส่เสื้อผ้าที่ภูมิบุญซื้อให้ เสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงแสล็คกับแจ็กเก็ตสีเทาอ่อนๆ
"แหมพี่พลอย อยู่มาตั้งนานเพิ่งจะเห็นว่าผมหล่อเหรอ"
"เอาใหญ่นะเรา เห็นนานแล้วจ้า แต่ไม่อยากชมเดี๋ยวเหลิง"
"อ่านะคนเรา พี่ภูมิเขาซื้อให้อ่ะพี่"
"แขกเริ่มมาแล้ว เราไปดูพี่แวนก่อนนะว่าเสร็จหรือยัง"
ภูมิบุญบอกก่อนจะเดินกลับเข้าไปในรีสอร์ท แวนยังแต่งตัวไม่เสร็จแต่พอลเสร็จแล้ว พอลจึงเดินตามภูมิบุญออกมารับแขกระหว่างที่รอแวนแต่งตัว
"งานน่ารักมากเลยภูมิ พี่ชอบจริงๆเลย ค่ำๆใช่ไหมถึงจะจุดเทียน"
"ครับ รอตะวันตกดินก็จุดได้เลยครับ"
"ไอเดียใครเนี่ย เจ๋งดีนะ"
"บาสครับ น้องเขาคิดขึ้นมาเมื่อวานเองนะครับพี่พอล"
"จริงดิ เก่งนะเรา"
พอลหันไปชมบาสที่ยืนอยู่ข้างๆภูมิบุญรายนั้นยิ้มออกมา
"บาสเขาชอบถ่ายรูปด้วยนะครับ เออบาสเราไปเดินถ่ายรูปเล่นๆก่อนก็ได้นะเดี๋ยวจะเบื่อเสียก่อน"
"ไม่เบื่อหรอกพี่ เดี๋ยวผมเป็นตากล้องจำเป็นให้พี่ละกัน พี่พลอยมาๆเป็นนางแบบให้ผมหน่อย"
บาสหยิบกล้องขึ้นมา พลอยเองก็ไม่รอช้าเข้ามาโพสต์ท่าให้บาสชักรูปทันที พอแขกเหรื่อเข้ามาในงาน ส่วนมากเป็นเพื่อนของแวนกับพอล มีญาติบ้างแต่ไม่มากเพราะญาติมีงานไปแล้วเมื่อวานที่บ้าน เสียงทักทายจอแจอยู่ทั่วบริเวณงาน รถที่เข้ามาในงานมีแต่รถหรูหราราคาแพงทั้งนั้น ภูมิบุญยืนเคียงข้างกับแทนทวีมีพลอยขนาบอยู่อีกข้างอยู่หน้างานให้แขกเซนต์ชื่ออวยพรให้คู่บ่าวสาว พอฝ้ายมาฝ้ายก็มาติดดอกไม้ให้แขกช่วยพลอย
"จัดงานได้น่ารักมากภูมิ เข้าใจทำนะ"
ฝ้ายชมเพราะตั้งแต่ทางเข้าในงานแม้แต่ลานจอดรถเองก็มีช่อดอกไม้ปักอยู่ตามเสา มีเชือกสีทองคล้องอยู่เป็นสาย เสาไม้สีขาวที่ทำขึ้นมาตรงปลายมีช่อดอกไม้ติดอยู่ มีระย้าพวงชมพูห้อยลงมามีเทียนหอมอยู่ตรงโคนเสา ทางเข้าเป็นซุ้มดอกไม้หลากหลายชนิด หลากหลายสีระย้าที่ร้อยดอกรักสลับกับกุหลาบระโยงระยางอยู่มีเทียนหอมราย เรียงตามทางเข้ามา เสาขนาดเล็กเหมือนท่อนไม้ไผ่ย้อมสีน้ำตาลทองที่แวนชอบตรงปลายไม้มีผ้าสองสีสะบัดไปตามแรงลมที่เอื่อยๆมีดอกไม้ที่ร้อยห้อยพันกันลงมาด้วย พอถึงเวลาจุดเทียน พนักงานก็ช่วยกันจุดเทียนหอมตามจุดต่างๆ บาสเองก็ไปช่วยเขาทำด้วย พอแสงเทียนส่องสว่างขึ้นพร้อมๆกัน เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นทันที
"เจ๋งว่ะ"
"สวยมากแวน สวยจริงๆ"
เสียงชมอยู่ไม่ขาดปาก ภูมิบุญยิ้มออกมา พลอยเองก็ดูเป็นสุข คนที่จะดูมีความสุขมากกว่าใครก็คือบาสเพราะเขาคือต้นคิดและสิ่งที่เขาคิดมีคนให้ความสำคัญกับมัน โตโต้เองมองอยู่ไกลๆ คอยมองตามหลังภูมิบุญอยู่ตลอดเวลา ยิ่งเห็นเขาสองคนอยู่ด้วยกันยิ่งสะกิดใจเม้มปากหงุดหงิดไปเสีย
"เก่งมากจ๊ะภูมิ ป้าดีใจมากนะที่เราทำออกมาได้ดีมากๆ"
"ขอบพระคุณ คุณท่านนะครับที่ให้โอกาสกับภูมิ"
คุณอภิสราเดินเข้ามาชมถึงตัวก่อนจะแยกออกไปคุยกับแพทย์หญิงศิริกานต์
"ภูมิจ๊ะ ทางนี้หน่อย"
แพทย์หญิงศิริกานต์ร้องเรียก ภูมิบุญเดินค้อมตัวเข้าไปหา
"ขอบใจมากนะลูก ขอบใจมาก"
พอภูมิบุญนั่งลงใกล้ๆแพทย์หญิงศิริกานต์ก็น้ำตาไหลออกมาลูบหัวภูมิบุญอยู่ รายนั้นถึงกับตกใจเพราะไม่คิดว่าแพทย์หญิงศิริกานต์จะร้องไห้ออกมาได้
"ภูมิยินดีครับ"
พอถึงเวลาที่แวนขึ้นไปกล่าวขอบคุณแขกที่มาในงาน แวนก็สอดส่ายสายตามองหาภูมิบุญ
"ขอบคุณเพื่อนๆพี่ๆทุกคนนะคะ ที่อุตส่าห์ขับรถมาไกลจากกรุงเทพฯ ขอบคุณมาก งานวันนี้เป็นไงบ้างคะ อาหารถูกปากไหม หวังว่าทุกคนคงชอบงานของแวนนะคะ ขอบคุณพอลนะคะที่ยอมแต่งงานกับแวน"
เสียงหัวเราะดังขึ้นมาเพราะแวนทำสีหน้าสีตาทะเล้นใส่
"แวนเป็นคนเอาแต่ใจตัวเองมานานแล้ว คิดว่าตัวเองต้องได้ทุกอย่างที่เราอยากได้ เคยทำอะไรไม่ดีมามากมาย แต่พอลก็ยังรักและยอมแต่งงานกับแวน ขอบคุณมากนะคะ"
น้ำตาปริ่มออกมาพอลโอบว่าที่ภรรยา เสียงปรบมือดังกึกก้อง
"อ้อ งานวันนี้ที่เพื่อนๆชมว่าสวย ต้องขอบคุณน้องภูมินะคะ เป็นคนดำเนินงานเองทั้งหมด ภูมิ พี่ขอบใจเรามากนะ พี่ขอโทษเราด้วยที่ผ่านมาพี่เคยทำไม่ดีไว้กับเรา พี่เพิ่งรู้ว่าเราเป็นคนน่ารักมากแค่ไหน ขอบใจมาก"
ทุกคนหันมาทาง ภูมิบุญที่ยืนอยู่เคียงข้างแทนทวี ภูมิบุญเองก็เม้มปากตื้นตันอยู่ในใจ พอทุกคนกล่าวเสร็จก็มีอาหารเลี้ยงตามเคาท์เตอร์ที่จัดไว้ แขกบางคนก็ขอตัวกลับก่อนเพราะไม่อยากจะค้างอาจจะมีธุระหรือจุดประสงค์อย่าง อื่น บางส่วนที่สนิทมากๆก็ค้าง
"รู้สึกดีจังเลยนะภูมิ พี่เพิ่งรู้นะว่าที่นี่มันสวยขนาดนี้ คราวหลังเรามากันสองคนนะ"
แทนทวีเดินมาประชิดด้านหลังเอามือโอบไว้ที่บั้นเอว
"เห็นดาวด้วยนะครับ"
"อืม สวยมาก พี่มีความสุขจังเลยครับภูมิ ที่จริงอยู่ไหนก็ได้นะที่มีภูมิกับพี่สองคน"
"พี่แทน อยากให้พี่แทนรีบกลับมาจังเลย"
"พี่เองก็อยากจะกลับนะ แต่อีกไม่กี่เดือนก็จบแล้วภูมิ พี่ไม่อยากอยู่นักหรอก แต่สัญญากับพอ่แม่ไว้ ทนเอาหน่อยนะภูมิ"
"ครับ ภูิรอพี่แทนอยู่ทุกวัน ไม่มีวันไหนที่ภูมิจะไม่คิดถึงพี่"
"พี่ก็เหมือนกันครับ พี่คิดถึงภูมิคนเดียว เพราะภูมิพี่ถึงอดทนอยู่ได้ เพราะภูมินะ รู้ไหม"
ทั้งสองกอดกันอยู่ใต้เงาของดวงดาราที่ทอแสงระยับอยู่ทั่วท้องฟ้า อากาสเย็นสบายไม่หนาวมากไม่ร้อนมาก ถ้าหากว่าคนที่เรารอคอยหวนกลับมาคืนใจ สุขไหนมันจะยิ่งไปกว่า แค่ได้เห็นเขาอีกสักครั้ง คนที่ครอบครองหัวใจ คนที่เป็นเจ้าของดวงใจ
คราใดแหงนหน้าขึ้นฟ้า นั่นจันทราแสงจันทราใช่ไหม
คราใดมองเงาในน้ำใส ฤานั่นใช่แสงดาราฤๅสาดส่อง
คราใดจ้องมองนัยน์ตานวลน้อง ดุจดังสองดารานภากาศ
คราใดเหินห่างเหมือนอาภาษ จวนจะขาดลมหายใจอยู่รอนรอน
วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2553
(Heroine) ที่นี่ไม่มีนายเอก ฉากหกสิบเจ็ด
กลางเดือนตุลาคม อากาศที่แปรเปลี่ยนในช่วงปลายฝนต้นหนาวไม่ร้อนมากไม่หนาวมากมีสายฝนโปรยปรายมาตลอดช่วงก่อนหน้านี้ ภูมิบุญเองกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมงานแต่งงานให้กับแวน แผนงานทุกอย่างเขาเป็นคนร่างเอง โดยร่างแล้วเอาไปเสนอแวน รายนั้นเห็นดีเห็นงามด้วยทุกอย่าง
"ภูมิว่างานมีตอนกลางคืน ชุดนี้เป็นยังไงบ้างครับพี่แวน ไม่เทอะทะไป ส่วนชุดของพี่พอลก็สบายๆ เพราะเห็นพี่แวนบอกว่าแขกที่จะไปที่เขาค้อส่วนมากเป็นเพื่อนๆกันใช่ไหมครับ"
"ไหนจ๊ะภูมิ อืม น่ารักดีนะ สวยๆ พี่ชอบอะไรสบายๆแบบนี้ล่ะจ๊ะ"
"ถ้าพี่แวนชอบผมจะได้นัดทางร้านเขาเอาชุดเข้ามาให้ลองนะครับ"
"ภูมิเหนื่อยแย่เลยนะ วิ่งงานให้พี่อยู่คนเดียว"
"ไม่ หรอกครับพี่แวน สนุกดีออก พรุ่งนี้ภูมิก็ว่าจะไปเขาค้อนะครับ ไปดูเขาเตรียมสถานที่ เพราะเราสร้างศาลาตรงกลางรีสอร์ทขึ้นมาใหม่ กลัวว่าจะเสร็จไม่ทัน"
ภูมิบุญเล่ารายละเอียดให้แวนฟังอย่างเป็นสุข นี่คืองานชิ้นแรกของเขาที่ลงมือทำเองทุกอย่าง ลงมาเต็มตัว โตโต้เองก็ปล่อยให้ภูมิบุญจัดการได้เต็มที่ ส่วนงานที่เชียงใหม่หินกับทีมก็เร่งมือกันเต็มที่เช่นกัน ภูมิบุญเองก็คอยเป็นที่ปรึกษาให้หิน เพราะโตโต้จะเป็นคนดูทั้งหมด แต่ไม่ได้ให้คำปรึกษาอะไร
"ไปถึงไหนแล้วครับคุณหิน"
เอ่ยถามขึ้นเมื่อเจอหน้าที่บริษัท ภูมิบุญไม่ค่อยนั่งที่ออฟฟิศแล้ว เดินไปแผนกต่างๆเวลาที่ตนต้องการเอกสารหรือข้อมูล ไม่ได้เรียกให้คนมาพบแล้ว
"อ้อ น้องภูมิ ตอนนี้เรากำลังเร่งมือเรื่องการปรับปรุงสถานที่น่ะครับ เกือบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว เหลือทัชอัพอีกนิดหน่อย น้องภูมิมาพอดีเลย วันก่อนพี่ไปเชียงใหม่มาได้ตัวอย่างผ้ามา เป็นผ้าฝ้ายสีนวล แต่มันพริ้วลมดีเหลือเกิน เลยเอามาให้น้องภูมิดู เพราะคราวก่อนที่เราเลือกเอาไว้มันไม่พริ้วลมอย่างนี้นะครับ"
"นิ่มดีครับคุณหิน แล้วเรื่องราคาล่ะครับ"
"ไม่ต้องห่วงครับเพราะมันเบากว่า ราคาจึงถูกลงมาก"
"ดีครับ งั้นเราเปลี่ยนเป็นใช้ผ้าตัวนี้แทนก็แล้วกัน"
เรื่องที่ทำงานผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ทัศนคติของพนักงานหลังการอบรมดีขึ้นมาก มีการพึ่งพาอาศัยกัน ไม่ดูถูกดูแคลนเพราะฉะนั้นการทำงานจึงลื่นไหลไปได้ด้วยดี
"บาส เก็บของเสร็จยัง เดี๋ยวเย็นนี้พี่ไปรับนะ"
ภูมิบุญกดโทรศัพท์ไปหาบาส ตอนนี้เขาเป็นเด็กดีขึ้นมากอยู่ในโอวาทไม่ก้าวร้าวเกเรเหมือนก่อน ภูมิบุญตั้งใจจะพาบาสไปเขาค้อด้วย เพราะหลังจากเหตุการณ์ร้ายๆก็ไม่ได้พาเขาออกไปเที่ยวไหนเลย
"เสร็จแล้วพี่ ตื่นเต้นจังเลยอ่ะ ผมไม่เคยไปเลยนะเขาค้อ"
"เอาเสื้อหนาวไปด้วยนะ พี่ว่าอากาศน่าจะเย็น อย่าลืมกล้องล่ะ"
โตโต้เองก็ติดสอยห้อยตามไปทุกงานไม่เคยปล่อยให้ภูมิบุญไปไหนมาไหนคนเดียว เพราะถึงแม้ว่าภูมิบุญอยากจะไปคนเดียว ไม่อยากให้โตโต้ไปด้วย แต่รายนั้นก็เข้าหามารดาของตนอ้อนวอนเพราะรู้ว่าภูมิบุญไม่อยากขัดใจมารดาของตนและเขาก็ทำสำเร็จทุกครั้งไปจนภูมิบุญไม่อยากที่จะห้ามอีก
"แวะกินอะไรกันก่อนไหมภูมิ หิวไหมบาส"
โตโต้เอี้ยวคอมาถามบาสที่นั่งอยู่เบาะหลัง แล้วค่อยหันไปมองหน้าคนที่นั่งข้างๆ
"ก็ดีครับพี่ ผมยังไม่ได้กินไรเลยอ่ะ รีบจัดของ"
"งั้นเราแวะตรงปั้มแถวรังสิตดีไหมครับคุณโตโต้ จะได้ซื้อของกินขึ้นมาติดไว้บนรถด้วย"
"อืม ดีเหมือนกัน"
โตโต้ยิ้มอย่างอารมณ์ดี ขับรถมุ่งหน้าออกจากรุงเทพฯ
"พี่ภูมิๆ"
"หือ มีอะไรครับบาส"
บาสสะกิดแขนภูมิบุญเมื่อรถจอดที่ปั๊มขนาดใหญ่ชานเมือง
"ผมถามอะไรหน่อยสิ พี่จะโกรธไหม"
"อะไรครับ"
"พี่ภูมิเป็นแฟนกับพี่โตโต้เหรอครับ"
เขาโพล่งออกมา ภูมิบุญถึงกับหน้าชาไป ร้อนวูบวาบขึ้นมาทันที
"มะ ไม่ครับบาส พี่มีแฟนอยู่แล้ว คุณโตโต้เขาเป็นเจ้านาย"
ตอบออกไปตะกุกตะกัก ไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าทำไม
"เหรอครับ แต่ผมว่าท่าทางที่พี่โตโต้แสดงออกมาเหมือนว่าพี่ภูมิเป็นแฟนเขาเลยนะ"
"ไม่หรอกบาส พี่รักแฟนพี่คนเดียว อย่าสงสัยเลย"
"ครับพี่ แฟนพี่นี่โชคดีจังนะครับ"
เขาพูดออกมาเสียงอ่อยๆ
"อ้าว ทำไมล่ะบาส พี่ไม่เห็นจะมีอะไรดีตรงไหนเลย"
"ใครบอก ผมว่าพี่ภูมินิสัยดีจะตาย น่ารักอีกตะหาก"
"บ้าเหรอบาส อย่าบอกนะว่าเราก็เป็นเกย์อีกคน"
"ไม่ๆพี่ แต่ผมพูดอย่างที่เห็น ผมไม่ได้ชอบผู้ชายผมยังคิดเลยว่าพี่น่ารัก"
"แก่แดดแล้วนะเรา ไม่เอาแล้ว ไปๆไปหาข้าวกิน เราจะเอาอะไรป่ะเดี๋ยวพี่ซื้อไปเก็บบนรถ"
ภูมิบุญพูดออกไปอย่างอารมณ์ดี พอดีโตโต้ก็เดินมาสมทบ ภูมิบุญแยกไปซื้อของโดยให้บาสกับโตโต้เดินไปที่ร้านขายอาหารก่อน
"บาส เราช่วยพี่หน่อยดิ"
"ครับพี่ มีอะไรให้ผมช่วยครับ"
โตโต้ทำท่ากระซิบกระซาบ สายตาก็คอยมองดูภูมิบุญ
"ทำให้พี่ภูมิเขาชอบพี่ได้ไหม ช่วยหน่อย พี่ตามจนท้อแล้วเนี่ย"
"อิอิ ผมว่าแล้ว เมื่อกี๊ผมก็ถามพี่ภูมิ ว่าเป็นแฟนกับพี่แน่ๆ แต่พี่ภูมิเขาบอกมีแฟนอยู่แล้ว"
"ฮึ แฟนน่ะอยู่ห่างกันมันจะเหมือนเดินเร้อพี่ว่า ป่านนี้ไม่ใช่มันมีใหม่ไปสามสี่คนแล้วเหรอ"
"แล้วแฟนพี่ภูมิเป็นใครอ่ะพี่"
"ก็พี่ชายพี่แวนไง"
"หา จริงเหรอครับ หน้าตาเป็นยังไงอ่ะหล่อไหมล่ะครับ"
"หล่ออะไรล่ะบาส ขี้เหร่กว่าพี่อีกนะ"
โตโต้พูดออกไปไม่ตรงกับความเป้นจริง ทั้งสองซุบซิบกันอยู่สักพักภูมิบุญก็เดินกลับมาพร้อมถุงใส่ของพะรุงพะรัง
กว่าจะมาถึงเขาค้อก็เกือบตีสองเข้าไปแล้ว โตโต้ยังเบิกตากว้างสายตาจับจ้องถนนอยู่ ง่วงเหมือนกันแต่เพราะคนที่นั่งมาข้างๆเองก็ไม่ยอมหลับตา เพราะคอยนั่งคุยเป็นเพื่อนตลอดทาง ส่วนบาสหลับไปแล้ว
"ไม่เคยขับรถมาที่นี่ตอนกลางคืนเลยนะเนี่ย"
โตโต้พูดออกมา
"มองไม่ค่อยเห็นถนนเหรอครับ"
"เปล่า แปลกๆดี ถนนโล่งดีนะพี่ว่า อากาศก็เย็นดี"
พอถึงที่รีสอร์ทก็พากันเข้าไปพักผ่อน บาสเองยังงัวเงียอยู่ ส่วนภูมิบุญก็เข้านอนที่ห้องของตัวเองแล้ว โตโต้เองก็แยกไปนอนเหมือนกัน
"บาสๆ มาดูหมอกเร็ว"
พอเช้าภูมิบุญตื่นก่อนใครเข้าไปปลุกบาสในห้องเพราะออกมาเจอหมอกลงหนาเต็มพื้นที่มองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากไอสีขาวๆลอยกระจายอยู่ทั่วบริเวณ
"หือ หมอกเหรอพี่"
"อืม เยอะมากเราไม่เคยเห็นแน่ๆ"
บาสงัวเงียตื่นขึ้นแล้วลุกออกมาตามภูมิบุญ
"โห เยอะมากพี่ ไม่เคยเห็นหมอกเยอะแบบนี้มาก่อน"
"สวยใช่ไหม"
"กล้องๆ ไปเอากล้องก่อนนะพี่"
บาสวิ่งกลับเข้าไปเอากล้องที่เตรียมมาพอออกมาก็สนุกสนานกับการถ่ายรูป แอบถ่ายภูมิบุญด้วยเพราะรายนั้นไม่ค่อยชอบถ่ายรูป ทั้งสามนอนค้างอีกหนึ่งคืนที่เขาค้อแล้วค่อยกลับมาที่กรุงเทพฯ
"ทางภูมิพร้อมทุกอย่างแล้วนะครับพี่แวน ตอนนี้เหลือแต่รอวัน อันนี้เป็นสไลด์เอามาให้พี่แวนดูก่อน"
หลายสัปดาห์ผ่านไปงานที่เตรียมก็ลุล่วงไปได้ด้วยดี ภูมิบุญเอางานที่ตัวเองทำมานำเสนอแวนกับพอล
"อืม เยี่ยมเลยครับน้องภูมิ สวยจริงๆ เรียบๆแต่ดูดีนะ"
พอลพูดขึ้น
"เก่งมากเลยภูมิ ไม่น่าเชื่อนะว่าจะทำออกมาสวยขนาดนี้ ตอนนี้ก็ตั้งตารอแต่วันงานสินะ"
"ขอบคุณครับ นี่เป็นงานแรก ภูมิไม่อยากให้พี่แวนกับพี่พอลเสียหน้า"
"ไม่นะภูมิ แบบนี้ได้หน้าสิไม่ว่า สวยมาก นายแทนมาเจอต้องชมไม่หยุดปากแน่ๆ"
"ครับ"
ไม่รู้ทำไมหัวใจอยู่ๆก็เต้นแรงขึ้นมา หลุบตาลงต่ำเพราะคิดไปถึงวันงานทีไรในใจมันก็คิดไปถึงแต่แทนทวี
"ตาแทนมาแน่จ๊ะภูมิ ไม่ต้องห่วง"
แวนเหมือนรู้ทันพูดออกมา ภูมิบุญอายหน้าแดงขึ้นมาทันที
"เอ่อ ครับ มาวันไหนนะครับพี่แวน"
"พี่ว่าน่าจะมาก่อนวันงานสองวันนะ เพราะเห็นบอกว่ายังติดเรียนอยู่มาอยู่นานไม่ได้"
แค่นี้ก็พอใจแล้ว ดีใจมากแล้ว แค่วันเดียว ชั่วโมงเดียวก็เป็นสุขใจแล้ว ขอแค่ได้เห็นหน้าคนที่รัก คนที่รอคอยมานานแค่นั้นก็พอใจแล้วจริงๆ แค่สักเสี้ยววินาทีขอให้ได้กลิ่นของลมหายใจนั้น ได้สัมผัสมือที่ห่างหายจากการเกาะกุมไปนานแสนนาน แค่นั้นจริงๆ
"พี่แทน พี่แทนจะมาวันไหนนะครับ"
ภูมิบุญพิมพ์ข้อความลงไปบนหน้าจอคอมพิวเตอร์
"หือ ใครบอกพี่จะกลับ พี่ไม่ได้กลับนะภูมิ"
"อย่ามาอำกันสิครับพี่แทน พี่แวนบอกหมดแล้ว"
"หือ พี่บอกพี่แวนไปแล้วนี่ว่าพี่ติดสอบ ไปไม่ได้"
"อย่าล้อเล่นเลยครับพี่แทน ภูมิอยากเจอพี่แทนมากนะ"
"พี่ก็อยากเจอภูมิมากนะ แต่พี่กลับไม่ได้จริงๆ พี่ไม่ได้อำนะภูมิ"
ตอนแรกคิดว่าเขาล้อเล่นแต่พอย้ำหลายๆทีเข้า ภูมิบุญเองที่สะอึกจุกอยู่ในอก ใจเต้นแรงร้อนรนขึ้นมาทันที
"ภูมิ อย่าโกรธพี่นะ พี่ไปไม่ได้จริงๆ"
หัวใจที่พองโตก่อนหน้านี้มันเหี่ยวแฟบลงทันใด เหมือนลูกโป่งมีคนเอาเข็มไปเจาะให้อากาศภายในออกมา เหลือไว้เพียงความเหี่ยวเฉาของตัวลูกโป่งเอง เสียใจจังเลย เจ็บยอกอยู่ในใจ
"ไม่เป็นไรครับ"
พยายามจะพิมพ์ข้อความที่ตัดพ้อเสียดแทงใจเขาเช่นกัน แต่พิมพ์แล้วลบ พิมพ์แล้วลบทำอยู่อย่างนั้น หัวใจมันอ่อนล้าไปแล้ว ความห่อเหี่ยวมันเข้ามาปกคลุมหัวใจแล้ว ที่วาดหวังไว้มันพังทลายลง หัวใจที่กำลังพองโตมันบอบสลายไป น้ำตาคลอออกมา
"ภูมิ ภูมิ ยังอยู่ไหม พี่ขอโทษนะ"
ข้อความเดิมๆซ้ำไปซ้ำมา ได้แต่จ้องมองด้วยม่านน้ำตา แต่ไม่มีปฏิกริยาโต้ตอบแต่อย่างใด เจ็บ ร้าวอยู่ในใจ พยายามทนนั่งมองข้อความฝ่ายเดียวของแทนทวี ยิ่งเห็นยิ่งชอกช้ำใจ ยิ่งเห็นยิ่งปวดแปลบเข้าไปในใจ ไม่มีเรี่ยวแรง ไม่รู้จะเริ่มเรียบเรียงคำพูดจากตรงไหน ไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่มองด้วยน้ำตา
"ภูมิ พี่ขอโทษจริงๆนะ ถ้าภูมิไม่ตอบงั้นพี่ไปก่อนนะครับ"
เขาไปแล้ว น่าประหลาดตอนเขาออนไลน์อยู่ไม่คุย แต่พอเขาออกจากระบบไปกลับหวั่นในใจร้องไห้ออกมาซุกหน้าอยู่กับโต๊ะหมดอาลัย ตายอยากขึ้นมาทันที ใจคนเราหนอยากที่จะหาคำอธิบายจำกัดความ ปากไปอย่างหนึ่งใจคิดไปอย่างหนึ่ง ความร้าวรานมันจะไปไหนเสีย แต่ก็มีเวลาให้เศร้าโศกเสียใจเพียงเท่านี้ จะคร่ำครวญตีอกชกตัวประโยชน์อะไรหามีไม่
ภูมิบุญไม่มีเวลามานั่งตรมอกอยู่นานนักเพราะยิ่งวันงานงวดใกล้เข้ามา เขาเองด้วยความที่เป็นแม่งาน ไหนจะวิ่งขึ้นวิ่งลงเขาค้อกับกรุงเทพฯ เวลาส่วนมากใช้ไปกับการเตรียมงาน แก้นั่นทำนี่อยู่โตโต้เองก็คอยจับผิดเรื่องสีหน้าสีตาอยู่ตลอดเวลาเพราะฉะนั้นภูมิบุญจึงพยายามทำตัวให้เป็นปกติให้ได้มากที่สุด
"พลอยเดี๋ยวตอนเย็นพาเราไปดูของที่ร้านขายเทียนหน่อยนะ เราว่าจะเพิ่มเทียนหอมตอนกลางคืน พลอยว่าเข้าท่าไหม"
ภูมิบุญเดินออกมาหาพลอยที่โต๊ะ
"อืม เข้าท่านะภูมิ โรแมนติกดีจัง ว่าแต่มันไม่มีลมเหรอภูมิ"
"ไม่หรอกพลอย มีแต่หมอก เราทดลองดูแล้วสวยดี"
"อืม ไปสิ ร้านไหนล่ะ"
"ก็แถวบ้านเรานี่ล่ะ เราโทรติดต่อไว้แล้ว"
พลอยเห็นดีเห็นงามด้วย ที่ชวนพลอยเพราะว่าพลอยมีรถขับเองแล้ว แม้จะมีกายคอยรับคอยส่งแต่พลอยเองก็อยากจะมีอะไรเป็นของตัวเอง แม้กระนั้นกายเองก็ไปดักรออยู่ที่บ้านประจำ หรือไม่ก็ไปรับมาจากที่บ้านเลย อาทิตย์หนึ่งพลอยขับรถมาเองแค่ไม่กี่วันรวมถึงวันนี้ด้วยเพราะกายติดประชุม
"เอากลิ่นนี้ไหมภูมิ หอมดีนะ กลิ่นอะไรคะพี่"
พลอยเอาเทียนหอมสีสันสวยงามขนาดกระทัดรัดกระจุ๋มกระจิ๋มน่ารัก
"กลิ่นดอกโมกค่ะ มีกลิ่นแอปเปิ้ลเขียวด้วยนะคะน้อง หอมสดชื่นดีเหมือนกัน"
"คือผมเอาไปใช้ในงานแต่งน่ะครับพี่ อยากได้กลิ่นที่มันออกหวานๆ โรแมนติกๆหน่อย"
ภูมิบุญบอกออกไปพลางหยิบกลิ่นนั้นกลิ่นนี้เอามาดมตามที่พลอยยื่นให้
"งั้นลองเป็นโรสแมรี่ ผสมกับลาเวนเดอร์ดีไหมคะ ถ้าจุดพร้อมกันกลิ่นมันจะหวานโรแมนติกดีนะคะ"
"เหรอครับ พี่รบกวนลองจุดให้ผมดมดูได้ไหมครับ"
พอทางร้านจุดเทียนให้ทดลองดมดูก็ชอบใจกันใหญ่
"เอาอันนี้ล่ะครับ ผมอยากจะได้สักอย่างละห้าร้อย พี่ส่งให้ได้ไหมครับ"
"ห้าร้อย"
เจ้าของร้านอุทานออกมาทำหน้าดีใจ
"ครับ ที่อยู่ตามนี้นะครับ ผมต้องวางมัดจำก่อนเท่าไหร่ครับ"
ภูมิบุญยื่นที่อยู่ให้ พอเข้าไปคุยรายละเอียดกับทางร้านก็เดินออกมาสมทบกับพลอย
"ภูมิ ภูมิ นั่นภูมิใช่ไหม"
เสียงทักดังมาจากนอกร้าน ภูมิบุญเงยหน้าขึ้นมอง
"พี่ทัน"
ภูมิบุญเบิกตาโพลง นานมากแล้วที่ไม่ได้ติดต่อกับทัน แปลกใจที่เจอประหลาดใจที่เขายังอยากจะเข้ามาทักทาย
"สวัสดีครับพี่ทัน ไม่เจอตั้งนานพี่ทันสบายดีเหรอครับ"
ภูมิบุญยกมือไหว้ก่อน พลอยเองเชิดหน้าอยู่ไม่ทำตามเพราะไม่ชอบขี้หน้าอยู่มาก
"ครับ พี่สบายดี ภูมิมาซื้อเทียนหอมเหรอครับ พอดีพี่ผ่านมาทำธุระแถวนี้พอดี"
"ครับ เอาไปใช้ในงานแต่งน่ะครับ"
"หือใครแต่งงานครับ อย่าบอกนะว่าเรา เรายังน่ารักเหมือนเดิมนะภูมิ ว่างไหมไปนั่งกินกาแฟกับพี่ก่อนไหม"
"ไม่ว่างค่ะ เดี๋ยวเราจะกลับแล้ว"
พลอยโพล่งขึ้น ภูมิบุญรีบเอามือสะกิด
"ว่างครับพี่ทัน พี่สาวพี่แทนน่ะครับจะแต่งงานพอดีภูมเป็นคนดูแลเรื่องงานให้เลยกะจะมาดูเทียนหน่อยพลอยงั้นพลอยกลับบ้านไปก่อนนะ ขอบใจมาก"
"จะดีเหรอภูมิ ไว้ใจไม่ได้นะไอ้นี่"
พลอยกระซิบบอกสายตาก็เหลือบไปมองทัน
"เอาน่าพลอย มันผ่านมานานแล้ว เขาคงไม่เป็นเหมือนเดิมหรอก"
ภูมิบุญบอกออกไปแล้วยิ้มให้ทัน พลอยทำหน้าประหลับประเหลือกไม่พอใจ แต่ก็ยอมจากไปแต่โดยดี
"เป็นไงเรา ดูโตขึ้นเยอะเลยนะ พี่นึกว่านักธุรกิจที่ไหน"
"แหม พี่ทันครับพูดเกินไป พี่ทันเองก็ยังดูดีอยู่นะครับ เราไม่เจอกันนานเท่าไหร่แล้วนะ"
"สามปีได้แล้วมั้งตั้งแต่"
ไม่พูดออกมาแต่กลับหันไปหาพนักงานเรียกมาสั่งกาแฟ ภูมิบุญไม่คิดติดใจอะไรแล้ว ไม่อยากได้ยินเรื่องราวต่างๆในวันวาน
"แล้วพี่ทันทำอะไรอยู่ครับตอนนี้ช่วยที่บ้านอยู่หรือเปล่า"
"ครับ พี่ก็ทำงานให้ที่บ้านนั่นล่ะภูมิ ช่วงนี้คอนโดขึ้นเยอะพี่เลยไม่ว่างเลย "
"ดีแล้วครับ ทำงานเยอะๆจะได้ไม่มีเวลามาคิดฟุ้งซ่าน"
หัวเราะออกไปเบาๆ ทันกลับมองจ้องหน้าตาหวาน
"ไม่อยากจะเชื่อนะ ว่าพี่เคยเกลียดเรามาก่อน"
อยู่ๆก็พูดขึ้นภูมิบุญทำหน้าไม่ถูกปรับไม่ทัน
"ครับ อย่าพูดถึงมันเลยครับพี่ทัน มันผ่านมาแล้ว"
"เนอะ เวลาเราโตขึ้นอะไรหลายๆอย่างมันก็เปลี่ยนไป พี่เคยทำเรื่องไม่ดีกับภูมิเยอะมาก เยอะจนไม่รู้ว่าจะขอให้ยกโทษให้ยังไงดี"
เสียงเครียดเม้มปากแน่น ภูมิบุญเองเริ่มที่จะอึดอัดขึ้นมา
"บางอย่างมันเปลี่ยนไปนะภูมิ แต่อย่างหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือความรู้สึกที่มีต่อภูมิ"
"เกลียดภูมิน่ะเหรอครับพี่ทัน ยังเกลียดภูมิอยู่เหรอ"
สวนไปทันที ทันถึงกลับหัวเราะออกมา
"บ้าเหรอภูมิ นี่เราไม่รู้ตัวจริงๆเหรอว่าที่พี่ทำไปทั้งหมดเพราะอะไร"
"ครับ"
แม้จะรู้ดีว่าเขาจะพูดอะไรออกมาแต่ภูมิบุญก็อยากจะได้ยินจากปากของเขา
"เพราะพี่ชอบเราไงภูมิ รู้สึกยังไงก็ยังรู้สึกอย่างนั้น"
เขาหวังจะให้ภูมิบุญเขินในสิ่งที่พูดออกมา
"น่าเสียดายนะครับ พี่ทันน่าจะมาเจอภูมิก่อนพี่แทน"
พูดออกไปหน้าตาเฉย ทันหน้าเจื่อนลงทันที
"นั่นสินะ ไอ้แทนมันโชคดี"
พอถึงเวลานี้ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมาตั้งแง่โกรธเคืองเหลียดกัน ถึงแม้จะไม่ชอบหน้าเท่าไรนัก แต่เอาเถอะวันหนึ่งข้างหน้าชายผู้นี้อาจจะเป็นประโยชน์ หรืเอื้ออะไรหลายอย่างที่หาจากใครทั่วไปไม่ได้ให้กับภูมิบุญก้เป็นได้ ภูมิบุญมีแนวทางคิดของตัวเองก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับบ้าน โดยทันขับรถไปส่งภูมิบุญที่หน้าบ้าน
จะหักห้ามสิ่งใดในโลกา ฤๅจะมาหนักเท่าหักห้ามจิต
จะตัดสิ่งใดไม่ให้คิด เท่าดวงจิตตัดยากลำบากแสน
อันเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ฤๅจะคดดั่งใจเราจะเทียบแทน
แม้ลมปากจะหวานหูไม่รู้หาย แท้ก็สายธาราที่ไหลไป
ด้วยไฟรักสุมใจเผาไหม้จิต หยุดไม่คิดยิ่งหมองระทมไหม้
ดังน้ำค้างเหือดแห้งกลางดินทราย เหลือเพียงสายน้ำตาอยู่กลางใจ
"ภูมิว่างานมีตอนกลางคืน ชุดนี้เป็นยังไงบ้างครับพี่แวน ไม่เทอะทะไป ส่วนชุดของพี่พอลก็สบายๆ เพราะเห็นพี่แวนบอกว่าแขกที่จะไปที่เขาค้อส่วนมากเป็นเพื่อนๆกันใช่ไหมครับ"
"ไหนจ๊ะภูมิ อืม น่ารักดีนะ สวยๆ พี่ชอบอะไรสบายๆแบบนี้ล่ะจ๊ะ"
"ถ้าพี่แวนชอบผมจะได้นัดทางร้านเขาเอาชุดเข้ามาให้ลองนะครับ"
"ภูมิเหนื่อยแย่เลยนะ วิ่งงานให้พี่อยู่คนเดียว"
"ไม่ หรอกครับพี่แวน สนุกดีออก พรุ่งนี้ภูมิก็ว่าจะไปเขาค้อนะครับ ไปดูเขาเตรียมสถานที่ เพราะเราสร้างศาลาตรงกลางรีสอร์ทขึ้นมาใหม่ กลัวว่าจะเสร็จไม่ทัน"
ภูมิบุญเล่ารายละเอียดให้แวนฟังอย่างเป็นสุข นี่คืองานชิ้นแรกของเขาที่ลงมือทำเองทุกอย่าง ลงมาเต็มตัว โตโต้เองก็ปล่อยให้ภูมิบุญจัดการได้เต็มที่ ส่วนงานที่เชียงใหม่หินกับทีมก็เร่งมือกันเต็มที่เช่นกัน ภูมิบุญเองก็คอยเป็นที่ปรึกษาให้หิน เพราะโตโต้จะเป็นคนดูทั้งหมด แต่ไม่ได้ให้คำปรึกษาอะไร
"ไปถึงไหนแล้วครับคุณหิน"
เอ่ยถามขึ้นเมื่อเจอหน้าที่บริษัท ภูมิบุญไม่ค่อยนั่งที่ออฟฟิศแล้ว เดินไปแผนกต่างๆเวลาที่ตนต้องการเอกสารหรือข้อมูล ไม่ได้เรียกให้คนมาพบแล้ว
"อ้อ น้องภูมิ ตอนนี้เรากำลังเร่งมือเรื่องการปรับปรุงสถานที่น่ะครับ เกือบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว เหลือทัชอัพอีกนิดหน่อย น้องภูมิมาพอดีเลย วันก่อนพี่ไปเชียงใหม่มาได้ตัวอย่างผ้ามา เป็นผ้าฝ้ายสีนวล แต่มันพริ้วลมดีเหลือเกิน เลยเอามาให้น้องภูมิดู เพราะคราวก่อนที่เราเลือกเอาไว้มันไม่พริ้วลมอย่างนี้นะครับ"
"นิ่มดีครับคุณหิน แล้วเรื่องราคาล่ะครับ"
"ไม่ต้องห่วงครับเพราะมันเบากว่า ราคาจึงถูกลงมาก"
"ดีครับ งั้นเราเปลี่ยนเป็นใช้ผ้าตัวนี้แทนก็แล้วกัน"
เรื่องที่ทำงานผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ทัศนคติของพนักงานหลังการอบรมดีขึ้นมาก มีการพึ่งพาอาศัยกัน ไม่ดูถูกดูแคลนเพราะฉะนั้นการทำงานจึงลื่นไหลไปได้ด้วยดี
"บาส เก็บของเสร็จยัง เดี๋ยวเย็นนี้พี่ไปรับนะ"
ภูมิบุญกดโทรศัพท์ไปหาบาส ตอนนี้เขาเป็นเด็กดีขึ้นมากอยู่ในโอวาทไม่ก้าวร้าวเกเรเหมือนก่อน ภูมิบุญตั้งใจจะพาบาสไปเขาค้อด้วย เพราะหลังจากเหตุการณ์ร้ายๆก็ไม่ได้พาเขาออกไปเที่ยวไหนเลย
"เสร็จแล้วพี่ ตื่นเต้นจังเลยอ่ะ ผมไม่เคยไปเลยนะเขาค้อ"
"เอาเสื้อหนาวไปด้วยนะ พี่ว่าอากาศน่าจะเย็น อย่าลืมกล้องล่ะ"
โตโต้เองก็ติดสอยห้อยตามไปทุกงานไม่เคยปล่อยให้ภูมิบุญไปไหนมาไหนคนเดียว เพราะถึงแม้ว่าภูมิบุญอยากจะไปคนเดียว ไม่อยากให้โตโต้ไปด้วย แต่รายนั้นก็เข้าหามารดาของตนอ้อนวอนเพราะรู้ว่าภูมิบุญไม่อยากขัดใจมารดาของตนและเขาก็ทำสำเร็จทุกครั้งไปจนภูมิบุญไม่อยากที่จะห้ามอีก
"แวะกินอะไรกันก่อนไหมภูมิ หิวไหมบาส"
โตโต้เอี้ยวคอมาถามบาสที่นั่งอยู่เบาะหลัง แล้วค่อยหันไปมองหน้าคนที่นั่งข้างๆ
"ก็ดีครับพี่ ผมยังไม่ได้กินไรเลยอ่ะ รีบจัดของ"
"งั้นเราแวะตรงปั้มแถวรังสิตดีไหมครับคุณโตโต้ จะได้ซื้อของกินขึ้นมาติดไว้บนรถด้วย"
"อืม ดีเหมือนกัน"
โตโต้ยิ้มอย่างอารมณ์ดี ขับรถมุ่งหน้าออกจากรุงเทพฯ
"พี่ภูมิๆ"
"หือ มีอะไรครับบาส"
บาสสะกิดแขนภูมิบุญเมื่อรถจอดที่ปั๊มขนาดใหญ่ชานเมือง
"ผมถามอะไรหน่อยสิ พี่จะโกรธไหม"
"อะไรครับ"
"พี่ภูมิเป็นแฟนกับพี่โตโต้เหรอครับ"
เขาโพล่งออกมา ภูมิบุญถึงกับหน้าชาไป ร้อนวูบวาบขึ้นมาทันที
"มะ ไม่ครับบาส พี่มีแฟนอยู่แล้ว คุณโตโต้เขาเป็นเจ้านาย"
ตอบออกไปตะกุกตะกัก ไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าทำไม
"เหรอครับ แต่ผมว่าท่าทางที่พี่โตโต้แสดงออกมาเหมือนว่าพี่ภูมิเป็นแฟนเขาเลยนะ"
"ไม่หรอกบาส พี่รักแฟนพี่คนเดียว อย่าสงสัยเลย"
"ครับพี่ แฟนพี่นี่โชคดีจังนะครับ"
เขาพูดออกมาเสียงอ่อยๆ
"อ้าว ทำไมล่ะบาส พี่ไม่เห็นจะมีอะไรดีตรงไหนเลย"
"ใครบอก ผมว่าพี่ภูมินิสัยดีจะตาย น่ารักอีกตะหาก"
"บ้าเหรอบาส อย่าบอกนะว่าเราก็เป็นเกย์อีกคน"
"ไม่ๆพี่ แต่ผมพูดอย่างที่เห็น ผมไม่ได้ชอบผู้ชายผมยังคิดเลยว่าพี่น่ารัก"
"แก่แดดแล้วนะเรา ไม่เอาแล้ว ไปๆไปหาข้าวกิน เราจะเอาอะไรป่ะเดี๋ยวพี่ซื้อไปเก็บบนรถ"
ภูมิบุญพูดออกไปอย่างอารมณ์ดี พอดีโตโต้ก็เดินมาสมทบ ภูมิบุญแยกไปซื้อของโดยให้บาสกับโตโต้เดินไปที่ร้านขายอาหารก่อน
"บาส เราช่วยพี่หน่อยดิ"
"ครับพี่ มีอะไรให้ผมช่วยครับ"
โตโต้ทำท่ากระซิบกระซาบ สายตาก็คอยมองดูภูมิบุญ
"ทำให้พี่ภูมิเขาชอบพี่ได้ไหม ช่วยหน่อย พี่ตามจนท้อแล้วเนี่ย"
"อิอิ ผมว่าแล้ว เมื่อกี๊ผมก็ถามพี่ภูมิ ว่าเป็นแฟนกับพี่แน่ๆ แต่พี่ภูมิเขาบอกมีแฟนอยู่แล้ว"
"ฮึ แฟนน่ะอยู่ห่างกันมันจะเหมือนเดินเร้อพี่ว่า ป่านนี้ไม่ใช่มันมีใหม่ไปสามสี่คนแล้วเหรอ"
"แล้วแฟนพี่ภูมิเป็นใครอ่ะพี่"
"ก็พี่ชายพี่แวนไง"
"หา จริงเหรอครับ หน้าตาเป็นยังไงอ่ะหล่อไหมล่ะครับ"
"หล่ออะไรล่ะบาส ขี้เหร่กว่าพี่อีกนะ"
โตโต้พูดออกไปไม่ตรงกับความเป้นจริง ทั้งสองซุบซิบกันอยู่สักพักภูมิบุญก็เดินกลับมาพร้อมถุงใส่ของพะรุงพะรัง
กว่าจะมาถึงเขาค้อก็เกือบตีสองเข้าไปแล้ว โตโต้ยังเบิกตากว้างสายตาจับจ้องถนนอยู่ ง่วงเหมือนกันแต่เพราะคนที่นั่งมาข้างๆเองก็ไม่ยอมหลับตา เพราะคอยนั่งคุยเป็นเพื่อนตลอดทาง ส่วนบาสหลับไปแล้ว
"ไม่เคยขับรถมาที่นี่ตอนกลางคืนเลยนะเนี่ย"
โตโต้พูดออกมา
"มองไม่ค่อยเห็นถนนเหรอครับ"
"เปล่า แปลกๆดี ถนนโล่งดีนะพี่ว่า อากาศก็เย็นดี"
พอถึงที่รีสอร์ทก็พากันเข้าไปพักผ่อน บาสเองยังงัวเงียอยู่ ส่วนภูมิบุญก็เข้านอนที่ห้องของตัวเองแล้ว โตโต้เองก็แยกไปนอนเหมือนกัน
"บาสๆ มาดูหมอกเร็ว"
พอเช้าภูมิบุญตื่นก่อนใครเข้าไปปลุกบาสในห้องเพราะออกมาเจอหมอกลงหนาเต็มพื้นที่มองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากไอสีขาวๆลอยกระจายอยู่ทั่วบริเวณ
"หือ หมอกเหรอพี่"
"อืม เยอะมากเราไม่เคยเห็นแน่ๆ"
บาสงัวเงียตื่นขึ้นแล้วลุกออกมาตามภูมิบุญ
"โห เยอะมากพี่ ไม่เคยเห็นหมอกเยอะแบบนี้มาก่อน"
"สวยใช่ไหม"
"กล้องๆ ไปเอากล้องก่อนนะพี่"
บาสวิ่งกลับเข้าไปเอากล้องที่เตรียมมาพอออกมาก็สนุกสนานกับการถ่ายรูป แอบถ่ายภูมิบุญด้วยเพราะรายนั้นไม่ค่อยชอบถ่ายรูป ทั้งสามนอนค้างอีกหนึ่งคืนที่เขาค้อแล้วค่อยกลับมาที่กรุงเทพฯ
"ทางภูมิพร้อมทุกอย่างแล้วนะครับพี่แวน ตอนนี้เหลือแต่รอวัน อันนี้เป็นสไลด์เอามาให้พี่แวนดูก่อน"
หลายสัปดาห์ผ่านไปงานที่เตรียมก็ลุล่วงไปได้ด้วยดี ภูมิบุญเอางานที่ตัวเองทำมานำเสนอแวนกับพอล
"อืม เยี่ยมเลยครับน้องภูมิ สวยจริงๆ เรียบๆแต่ดูดีนะ"
พอลพูดขึ้น
"เก่งมากเลยภูมิ ไม่น่าเชื่อนะว่าจะทำออกมาสวยขนาดนี้ ตอนนี้ก็ตั้งตารอแต่วันงานสินะ"
"ขอบคุณครับ นี่เป็นงานแรก ภูมิไม่อยากให้พี่แวนกับพี่พอลเสียหน้า"
"ไม่นะภูมิ แบบนี้ได้หน้าสิไม่ว่า สวยมาก นายแทนมาเจอต้องชมไม่หยุดปากแน่ๆ"
"ครับ"
ไม่รู้ทำไมหัวใจอยู่ๆก็เต้นแรงขึ้นมา หลุบตาลงต่ำเพราะคิดไปถึงวันงานทีไรในใจมันก็คิดไปถึงแต่แทนทวี
"ตาแทนมาแน่จ๊ะภูมิ ไม่ต้องห่วง"
แวนเหมือนรู้ทันพูดออกมา ภูมิบุญอายหน้าแดงขึ้นมาทันที
"เอ่อ ครับ มาวันไหนนะครับพี่แวน"
"พี่ว่าน่าจะมาก่อนวันงานสองวันนะ เพราะเห็นบอกว่ายังติดเรียนอยู่มาอยู่นานไม่ได้"
แค่นี้ก็พอใจแล้ว ดีใจมากแล้ว แค่วันเดียว ชั่วโมงเดียวก็เป็นสุขใจแล้ว ขอแค่ได้เห็นหน้าคนที่รัก คนที่รอคอยมานานแค่นั้นก็พอใจแล้วจริงๆ แค่สักเสี้ยววินาทีขอให้ได้กลิ่นของลมหายใจนั้น ได้สัมผัสมือที่ห่างหายจากการเกาะกุมไปนานแสนนาน แค่นั้นจริงๆ
"พี่แทน พี่แทนจะมาวันไหนนะครับ"
ภูมิบุญพิมพ์ข้อความลงไปบนหน้าจอคอมพิวเตอร์
"หือ ใครบอกพี่จะกลับ พี่ไม่ได้กลับนะภูมิ"
"อย่ามาอำกันสิครับพี่แทน พี่แวนบอกหมดแล้ว"
"หือ พี่บอกพี่แวนไปแล้วนี่ว่าพี่ติดสอบ ไปไม่ได้"
"อย่าล้อเล่นเลยครับพี่แทน ภูมิอยากเจอพี่แทนมากนะ"
"พี่ก็อยากเจอภูมิมากนะ แต่พี่กลับไม่ได้จริงๆ พี่ไม่ได้อำนะภูมิ"
ตอนแรกคิดว่าเขาล้อเล่นแต่พอย้ำหลายๆทีเข้า ภูมิบุญเองที่สะอึกจุกอยู่ในอก ใจเต้นแรงร้อนรนขึ้นมาทันที
"ภูมิ อย่าโกรธพี่นะ พี่ไปไม่ได้จริงๆ"
หัวใจที่พองโตก่อนหน้านี้มันเหี่ยวแฟบลงทันใด เหมือนลูกโป่งมีคนเอาเข็มไปเจาะให้อากาศภายในออกมา เหลือไว้เพียงความเหี่ยวเฉาของตัวลูกโป่งเอง เสียใจจังเลย เจ็บยอกอยู่ในใจ
"ไม่เป็นไรครับ"
พยายามจะพิมพ์ข้อความที่ตัดพ้อเสียดแทงใจเขาเช่นกัน แต่พิมพ์แล้วลบ พิมพ์แล้วลบทำอยู่อย่างนั้น หัวใจมันอ่อนล้าไปแล้ว ความห่อเหี่ยวมันเข้ามาปกคลุมหัวใจแล้ว ที่วาดหวังไว้มันพังทลายลง หัวใจที่กำลังพองโตมันบอบสลายไป น้ำตาคลอออกมา
"ภูมิ ภูมิ ยังอยู่ไหม พี่ขอโทษนะ"
ข้อความเดิมๆซ้ำไปซ้ำมา ได้แต่จ้องมองด้วยม่านน้ำตา แต่ไม่มีปฏิกริยาโต้ตอบแต่อย่างใด เจ็บ ร้าวอยู่ในใจ พยายามทนนั่งมองข้อความฝ่ายเดียวของแทนทวี ยิ่งเห็นยิ่งชอกช้ำใจ ยิ่งเห็นยิ่งปวดแปลบเข้าไปในใจ ไม่มีเรี่ยวแรง ไม่รู้จะเริ่มเรียบเรียงคำพูดจากตรงไหน ไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่มองด้วยน้ำตา
"ภูมิ พี่ขอโทษจริงๆนะ ถ้าภูมิไม่ตอบงั้นพี่ไปก่อนนะครับ"
เขาไปแล้ว น่าประหลาดตอนเขาออนไลน์อยู่ไม่คุย แต่พอเขาออกจากระบบไปกลับหวั่นในใจร้องไห้ออกมาซุกหน้าอยู่กับโต๊ะหมดอาลัย ตายอยากขึ้นมาทันที ใจคนเราหนอยากที่จะหาคำอธิบายจำกัดความ ปากไปอย่างหนึ่งใจคิดไปอย่างหนึ่ง ความร้าวรานมันจะไปไหนเสีย แต่ก็มีเวลาให้เศร้าโศกเสียใจเพียงเท่านี้ จะคร่ำครวญตีอกชกตัวประโยชน์อะไรหามีไม่
ภูมิบุญไม่มีเวลามานั่งตรมอกอยู่นานนักเพราะยิ่งวันงานงวดใกล้เข้ามา เขาเองด้วยความที่เป็นแม่งาน ไหนจะวิ่งขึ้นวิ่งลงเขาค้อกับกรุงเทพฯ เวลาส่วนมากใช้ไปกับการเตรียมงาน แก้นั่นทำนี่อยู่โตโต้เองก็คอยจับผิดเรื่องสีหน้าสีตาอยู่ตลอดเวลาเพราะฉะนั้นภูมิบุญจึงพยายามทำตัวให้เป็นปกติให้ได้มากที่สุด
"พลอยเดี๋ยวตอนเย็นพาเราไปดูของที่ร้านขายเทียนหน่อยนะ เราว่าจะเพิ่มเทียนหอมตอนกลางคืน พลอยว่าเข้าท่าไหม"
ภูมิบุญเดินออกมาหาพลอยที่โต๊ะ
"อืม เข้าท่านะภูมิ โรแมนติกดีจัง ว่าแต่มันไม่มีลมเหรอภูมิ"
"ไม่หรอกพลอย มีแต่หมอก เราทดลองดูแล้วสวยดี"
"อืม ไปสิ ร้านไหนล่ะ"
"ก็แถวบ้านเรานี่ล่ะ เราโทรติดต่อไว้แล้ว"
พลอยเห็นดีเห็นงามด้วย ที่ชวนพลอยเพราะว่าพลอยมีรถขับเองแล้ว แม้จะมีกายคอยรับคอยส่งแต่พลอยเองก็อยากจะมีอะไรเป็นของตัวเอง แม้กระนั้นกายเองก็ไปดักรออยู่ที่บ้านประจำ หรือไม่ก็ไปรับมาจากที่บ้านเลย อาทิตย์หนึ่งพลอยขับรถมาเองแค่ไม่กี่วันรวมถึงวันนี้ด้วยเพราะกายติดประชุม
"เอากลิ่นนี้ไหมภูมิ หอมดีนะ กลิ่นอะไรคะพี่"
พลอยเอาเทียนหอมสีสันสวยงามขนาดกระทัดรัดกระจุ๋มกระจิ๋มน่ารัก
"กลิ่นดอกโมกค่ะ มีกลิ่นแอปเปิ้ลเขียวด้วยนะคะน้อง หอมสดชื่นดีเหมือนกัน"
"คือผมเอาไปใช้ในงานแต่งน่ะครับพี่ อยากได้กลิ่นที่มันออกหวานๆ โรแมนติกๆหน่อย"
ภูมิบุญบอกออกไปพลางหยิบกลิ่นนั้นกลิ่นนี้เอามาดมตามที่พลอยยื่นให้
"งั้นลองเป็นโรสแมรี่ ผสมกับลาเวนเดอร์ดีไหมคะ ถ้าจุดพร้อมกันกลิ่นมันจะหวานโรแมนติกดีนะคะ"
"เหรอครับ พี่รบกวนลองจุดให้ผมดมดูได้ไหมครับ"
พอทางร้านจุดเทียนให้ทดลองดมดูก็ชอบใจกันใหญ่
"เอาอันนี้ล่ะครับ ผมอยากจะได้สักอย่างละห้าร้อย พี่ส่งให้ได้ไหมครับ"
"ห้าร้อย"
เจ้าของร้านอุทานออกมาทำหน้าดีใจ
"ครับ ที่อยู่ตามนี้นะครับ ผมต้องวางมัดจำก่อนเท่าไหร่ครับ"
ภูมิบุญยื่นที่อยู่ให้ พอเข้าไปคุยรายละเอียดกับทางร้านก็เดินออกมาสมทบกับพลอย
"ภูมิ ภูมิ นั่นภูมิใช่ไหม"
เสียงทักดังมาจากนอกร้าน ภูมิบุญเงยหน้าขึ้นมอง
"พี่ทัน"
ภูมิบุญเบิกตาโพลง นานมากแล้วที่ไม่ได้ติดต่อกับทัน แปลกใจที่เจอประหลาดใจที่เขายังอยากจะเข้ามาทักทาย
"สวัสดีครับพี่ทัน ไม่เจอตั้งนานพี่ทันสบายดีเหรอครับ"
ภูมิบุญยกมือไหว้ก่อน พลอยเองเชิดหน้าอยู่ไม่ทำตามเพราะไม่ชอบขี้หน้าอยู่มาก
"ครับ พี่สบายดี ภูมิมาซื้อเทียนหอมเหรอครับ พอดีพี่ผ่านมาทำธุระแถวนี้พอดี"
"ครับ เอาไปใช้ในงานแต่งน่ะครับ"
"หือใครแต่งงานครับ อย่าบอกนะว่าเรา เรายังน่ารักเหมือนเดิมนะภูมิ ว่างไหมไปนั่งกินกาแฟกับพี่ก่อนไหม"
"ไม่ว่างค่ะ เดี๋ยวเราจะกลับแล้ว"
พลอยโพล่งขึ้น ภูมิบุญรีบเอามือสะกิด
"ว่างครับพี่ทัน พี่สาวพี่แทนน่ะครับจะแต่งงานพอดีภูมเป็นคนดูแลเรื่องงานให้เลยกะจะมาดูเทียนหน่อยพลอยงั้นพลอยกลับบ้านไปก่อนนะ ขอบใจมาก"
"จะดีเหรอภูมิ ไว้ใจไม่ได้นะไอ้นี่"
พลอยกระซิบบอกสายตาก็เหลือบไปมองทัน
"เอาน่าพลอย มันผ่านมานานแล้ว เขาคงไม่เป็นเหมือนเดิมหรอก"
ภูมิบุญบอกออกไปแล้วยิ้มให้ทัน พลอยทำหน้าประหลับประเหลือกไม่พอใจ แต่ก็ยอมจากไปแต่โดยดี
"เป็นไงเรา ดูโตขึ้นเยอะเลยนะ พี่นึกว่านักธุรกิจที่ไหน"
"แหม พี่ทันครับพูดเกินไป พี่ทันเองก็ยังดูดีอยู่นะครับ เราไม่เจอกันนานเท่าไหร่แล้วนะ"
"สามปีได้แล้วมั้งตั้งแต่"
ไม่พูดออกมาแต่กลับหันไปหาพนักงานเรียกมาสั่งกาแฟ ภูมิบุญไม่คิดติดใจอะไรแล้ว ไม่อยากได้ยินเรื่องราวต่างๆในวันวาน
"แล้วพี่ทันทำอะไรอยู่ครับตอนนี้ช่วยที่บ้านอยู่หรือเปล่า"
"ครับ พี่ก็ทำงานให้ที่บ้านนั่นล่ะภูมิ ช่วงนี้คอนโดขึ้นเยอะพี่เลยไม่ว่างเลย "
"ดีแล้วครับ ทำงานเยอะๆจะได้ไม่มีเวลามาคิดฟุ้งซ่าน"
หัวเราะออกไปเบาๆ ทันกลับมองจ้องหน้าตาหวาน
"ไม่อยากจะเชื่อนะ ว่าพี่เคยเกลียดเรามาก่อน"
อยู่ๆก็พูดขึ้นภูมิบุญทำหน้าไม่ถูกปรับไม่ทัน
"ครับ อย่าพูดถึงมันเลยครับพี่ทัน มันผ่านมาแล้ว"
"เนอะ เวลาเราโตขึ้นอะไรหลายๆอย่างมันก็เปลี่ยนไป พี่เคยทำเรื่องไม่ดีกับภูมิเยอะมาก เยอะจนไม่รู้ว่าจะขอให้ยกโทษให้ยังไงดี"
เสียงเครียดเม้มปากแน่น ภูมิบุญเองเริ่มที่จะอึดอัดขึ้นมา
"บางอย่างมันเปลี่ยนไปนะภูมิ แต่อย่างหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือความรู้สึกที่มีต่อภูมิ"
"เกลียดภูมิน่ะเหรอครับพี่ทัน ยังเกลียดภูมิอยู่เหรอ"
สวนไปทันที ทันถึงกลับหัวเราะออกมา
"บ้าเหรอภูมิ นี่เราไม่รู้ตัวจริงๆเหรอว่าที่พี่ทำไปทั้งหมดเพราะอะไร"
"ครับ"
แม้จะรู้ดีว่าเขาจะพูดอะไรออกมาแต่ภูมิบุญก็อยากจะได้ยินจากปากของเขา
"เพราะพี่ชอบเราไงภูมิ รู้สึกยังไงก็ยังรู้สึกอย่างนั้น"
เขาหวังจะให้ภูมิบุญเขินในสิ่งที่พูดออกมา
"น่าเสียดายนะครับ พี่ทันน่าจะมาเจอภูมิก่อนพี่แทน"
พูดออกไปหน้าตาเฉย ทันหน้าเจื่อนลงทันที
"นั่นสินะ ไอ้แทนมันโชคดี"
พอถึงเวลานี้ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมาตั้งแง่โกรธเคืองเหลียดกัน ถึงแม้จะไม่ชอบหน้าเท่าไรนัก แต่เอาเถอะวันหนึ่งข้างหน้าชายผู้นี้อาจจะเป็นประโยชน์ หรืเอื้ออะไรหลายอย่างที่หาจากใครทั่วไปไม่ได้ให้กับภูมิบุญก้เป็นได้ ภูมิบุญมีแนวทางคิดของตัวเองก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับบ้าน โดยทันขับรถไปส่งภูมิบุญที่หน้าบ้าน
จะหักห้ามสิ่งใดในโลกา ฤๅจะมาหนักเท่าหักห้ามจิต
จะตัดสิ่งใดไม่ให้คิด เท่าดวงจิตตัดยากลำบากแสน
อันเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ฤๅจะคดดั่งใจเราจะเทียบแทน
แม้ลมปากจะหวานหูไม่รู้หาย แท้ก็สายธาราที่ไหลไป
ด้วยไฟรักสุมใจเผาไหม้จิต หยุดไม่คิดยิ่งหมองระทมไหม้
ดังน้ำค้างเหือดแห้งกลางดินทราย เหลือเพียงสายน้ำตาอยู่กลางใจ
วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553
(Heroine) ที่นี่ไม่มีนายเอก ฉากหกสิบหก
วันทำบุญบ้านคุณอภิสราเชิญนายแพทย์แทนชัยกับแพทย์หญิงศิริกานต์มาด้วยเนื่องจากช่วงหลังเห็นกริยาท่าทีของแวนเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอีกทั้งภูมิบุญเองก็ชอบพออยู่กับบุตรชายเพียงคนเดียวกับท่านทั้งสอง ส่วนแขกคนอื่นๆโตโต้ก็เชิญเพื่อนมาสองสามคน ภูมิบุญเองก็เชิญฝ้ายกับโต้ง ก้องกับไพลิน แล้วก็พลอยมาร่วมทำบุญบ้านครั้งนี้ด้วยแต่กายมาไม่ได้เพราะต้องไปดูงานต่างประเทศสองวัน ก่อนถึงวันทำบุญภูมิบุญก็ง่วนอยู่กับการเตรียมงานเพราะไม่ได้จ้างใครเรื่องทำกับข้าว จัดเตรียมอาสนะสำหรับพระสงฆ์ใบตองห่อและรองอาหาร ดอกไม้ในการทำบุญล้วนแล้วแต่ทำขึ้นมาเอง ดอกไม้ภูมิบุญกับคุณอภิสราช่วยกันจัดทำมีบัวขาวกับกล้วยไม้สีขาวมีจำปีกับรักเสียบไม้ รวมถึงใบตองด้วย ส่วนเรื่องอาหารในครัวอ้อยกับจันทร์เป็นคนจัดการ โตโต้เองก็มานั่งดูภูมิบุญกับคุณอภิสราพับใบตองอยู่อยากทำบ้างพยายามทำอยู่ หลายอันแต่ไม่เข้าท่าจึงได้แต่มองดูอยู่ห่างๆ
"ภูมินี่เก่งนะ ทำประณีตบรรจง ป้าสู้ไม่ได้เลย"
คุณอภิสราเอ่ยขึ้นหลังจากเฝ้ามองดูภูมิบุญพับกระทงอยู่
"ไม่หรอกครับคุณท่าน ภูมิเองก็ทำไม่เก่งหรอกครับ แต่อาศัยทำบ่อยๆ"
"พี่เขาก็ทำออกบ่อย ไหนตาโต้ทำไปกี่อันแล้วนะ ไม่เห็นรายนั้นได้เรื่องสักอันเลยนี่ลูก"
คุณอภิสราหัวเราะออกมา โตโต้เองก็ยิ้มอายๆ พอถึงวันงานแขกก็มาถึงงานแต่เช้าแวนกับพอลมาถึงพร้อมกับพลอย พลอยเองพอมาถึงก็ปรี่เข้าไปช่วยในครัวทันทีเพราะคุ้นเคยกันดี ส่วนพอลกับแวนก็นั่งคุยกันอยู่กับโตโต้
"พี่ฝ้าย พี่โต้ง สวัสดีครับ ขอบคุณนะครับที่สละเวลามา"
"ไม่เสียเวลาเลยจ๊ะ เรื่องงานบุญนี่ขอให้บอก เราดูโตขึ้นเยอะเลยนะภูมิ"
ฝ้ายยิ้มอย่างดีใจที่ได้เจอหน้าของภูมิบุญ
"อ้าวฝ้าย ทำไมไปว่าน้องเขาแก่ขึ้นล่ะเดี๋ยวภูมิก็น้อยใจหรอก"
"บ้าเหรอโต้ง โตขึ้นนี่ดูจากแววตาท่าทางหรอก บ้าน้องภูมิยังหน้าอ่อนเหมือนเดิมนั่นล่ะจ๊ะอย่าไปฟังพี่โต้งนะภูมิ"
ทั้งสามหัวเราะอย่างอารมณ์ดีไม่ได้ถือสาหาความแต่อย่างใด พอเชิญแขกเข้าไปในบ้านก็ออกมารับไพลินกับก้องที่ตามๆกันมา ไพลินเองก็มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ก้องเองก็ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย พอบุพการีของแทนทวีมาถึงภูมิบุญก็ออกไปรับถึงหน้าบ้าน
"ขอบพระคุณคุณท่านทั้งสองนะครับที่มา เชิญด้านในก่อนครับ"
กริยาท่าทางของภูมิบุญกระตุกใจแพทย์หญิงศิริกานต์เป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ได้แต่เก็บเงียบไว้ในใจ
"อะไรกันภูมิ จนป่านนี้ยังเรียกคุณท่านอยู่อีกเหรอ พ่อบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเรียกเลยคุณท่งคุณท่านเนี่ย เรียกพ่อเถอะลูก"
"ครับ คุณพ่อกับคุณแม่สบายดีนะครับ ภูมิไม่ค่อยมีเวลาว่างเข้าไปเยี่ยมเลย ว่าจะทำแกงส้มปลาช่อนไปฝากอยู่แต่หาโอกาสไม่ได้สักที"
ภูมิบุญนิ่งคิดก่อนจะพูดออกไป นายแพทย์แทนชัยหัวเราะร่าเริงอย่างอารมณ์ดี พ อเชิญเข้าบ้านคุณอภิสรากับโตโต้ก็ออกมาต้อนรับอีกทีหนึ่ง โตโต้เองมีสีหน้าเจื่อนๆนิดหน่อยคงเพราะเคยคบหากับบุตรีของทั้งสองคน แต่ก็ชักสีหน้าให้เป็นปกติดังเดิม
"ขอบคุณมากนะคะ คุณหมอที่เสียเวลามาทำบุญบ้านกับดิฉัน เชิญนั่งก่อนเลยค่ะ เดี๋ยวพระก็มาถึงแล้ว"
"บ้านเราอยู่แค่นี้เองครับคุณอภิสรา แต่ก็ไม่เคยแวะมาเยี่ยมเยียนสักที"
"นั่นสินะคะ คงเพราะรั้วบ้านมันใหญ่โตไป บางทีมันก็กักขังเรามากเกินไปเหมือนกันนะ แทนที่จะเปิดรับออกมาเจอเพื่อนบ้าน เจอสิ่งดีๆบ้าง ใช่ไหมคะคุณหมอ"
สีหน้าของแพทย์หญิงศิริกานต์เจื่อนลงทำหน้าลำบากใจอยู่ แต่ยังไม่มีใครทันสังเกตุ พอพระมาถึงภูมิบุญก็เตรียมของกับพลอย ส่วนโตโต้ พอลและก้องก็ออกไปรับพระสงฆ์เข้ามาในบ้าน นิมนต์มาเก้ารูปเพื่อความเป็นศิริมงคล พอพระเริ่มทำพิธีทุกคนก็นั่งพนมมือเรียงรายกันอยู่ พอเสร็จคุณอภิสรา โตโต้และภูมิบุญก็ไปประเคนภัตตราหาร ภูมิบุญคอยส่งของให้คุณอภิสราอยู่ด้านหลัง ท่าทางที่คล่องแคล่วรู้งานสร้างความประทับใจแก่คนที่เฝ้ามองดูอยู่
"ภูมินี่เอาการเอางานดีจังนะคะคุณ"
แพทย์หญิงศิริกานต์เอ่ยขึ้นเบาๆข้างผู้เป็นสามี
"นั่นสินะ ใครได้ไปเป็นลูกภูมิใจหน้าบานเลยล่ะ"
ผู้เป็นสามีเอ่ยขึ้นไม่รู้ว่าคำพูดของตนจะไปเสียดแทงใจของภรรยา นั่นสินะเพชรอยู่ในมือแล้วแท้ๆแต่ตนเองกับตั้งแง่กีดกันคนทั้งสอง เรื่องราวที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ทำใจไว้แล้วหรือยัง แพทย์หญิงศิริกานต์ตั้งคำถามให้กับตัวเอง เพราะอย่างที่เธอคาดไว้ว่ารู้จักบุตรชายของตนดีว่าเป็นคนยังไง ถ้าเขาเป็นไปอย่างที่คิดเตรียมใจไว้แล้วจริงๆเหรอ
พอเลี้ยงพระเสร็จท่านก็ให้พรภูมิบุญนั่งอยู่ข้างๆคุณอภิสราเอามือแตะที่แขนเพราะกำลังกรวดน้ำ โตโต้เองก็แตะแขนมารดาของตนอีกข้างภาพเบื้องหน้านี้มันช่างน่าดูเสียนี่กระไร ฝั่งขวาเป็นบุตรชายตัวใหญ่ท่าทางเก้ๆกังๆไม่ถนัด แต่ฝั่งซ้ายเป็นเด็กในเรือนของตน รูปร่างเล็กสมส่วนผิวสีน้ำผึ้งขับกับแสงไฟยิ่งทำให้ชวนมอง ท่าทางดูปราดเปรียวคล่องแคล่ว
"เสียดาย"
"หือ อะไรนะคุณ"
นายแพทย์แทนชัยกระซิบถามภรรยาเสียงเบาเพราะพิธียังไม่จบ แพทย์หญิงศิริกานต์ส่ายหน้าทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ พอเสร็จงานพรกลับวัดไปแล้วก็เลี้ยงข้าวแขก
"ตามสบายเลยนะคะ วันนี้มีขนมจีนน้ำยาปลาช่อน จันทร์เขาโชว์ฝีมือเองเลย เชิญค่ะเชิญ"
เสียงคุณอภิสราเชื้อเชิญแขกให้นั่งรับประทานอาหารตามอัธยาศัย ภูมิบุญเองก็คอยดูแลแขกเหรื่อไม่ให้ขาดตกบกพร่อง
"เป็นไงบ้างครับพี่ฝ้าย ทานได้ไหมครับ"
"อื้ม อร่อยมากเลยภูมิ น้ำยาข้นมาก รสชาติกลมกล่อมที่สุด พี่ต้องขอเบิ้นแล้วล่ะ"
ฝ้ายที่กำลังเคี้ยวผักอยู่ตอบพลางหัวเราะร่าเริง ส่วนโต้งเองก็กำลังสนใจกับรายการอาหารอย่างอื่นอยู่
"น่ากินทั้งนั้นเลยนะภูมิ ทำประณีตมากเลยอ่ะ ใบตองห่อเอยแกะสลักเอย"
"ท่าน่ากินพี่โต้งก็ทานเยอะๆนะครับ แม่เขาจะได้ไม่เสียใจ"
ภูมิบุญเดินไปดูทางแวนรายนั้นไม่ค่อยคุ้นกับอาหารเผ็ดๆ เท่าไหร่นักแต่อาหารก็มีอยู่หลายชิดทั้งแกง ผัดทอด นึ่ง อาหารที่ยกออกมาแต่ละอย่างทำให้พลอยตีมือก้องเอาไว้แทบไม่ทัน
"บอกแฟนตัวเองหน่อยสิพี่ไพลิน ดูกิน ก้องตายอดตายอยากมาจากไหนอ่ะ"
"โหย ไม่ได้หรอกพลอย ของดีๆอร่อยๆทั้งนั้น ไม่กินเดี๋ยวแม่จันทร์เขาจะเสียใจ"
"เข้าใจพูดเนอะ"
"แล้วนายกายอะไรนั่นไม่มาหรอกเหรอจ๊ะ แม่น้องสาวตัวดี"
ไพลินได้ทียอกย้อนพลอย รายนั้นทำหน้าไม่ถูก
"ไม่ว่างมาค่ะ"
"ต๊าย ออกตัวแล้วเหรอว่าคบกัน แหมยอมๆตั้งแต่แรกๆก็สิ้นเรื่องแล้วนะ"
"พี่ไพลิน"
"อย่าไปว่าพลอยเขาเลยครับพี่ไพลิน ดีใจจังที่เพื่อนขายออกแล้ว"
"แหมภูมิ ขายองขายออกอะไรล่ะ อย่างเราน่ะใครเขาจะมาเอา"
"นั่นสินะพลอย ฮ่าๆ ห้าวๆอย่างพลอยคิดไม่ถึงเลยนะว่าจะมีคนมอง"
"นายก้อง เกินไปแล้วย่ะ ห้าวๆอย่างเราแต่สวยนะจ๊ะจะบอก"
"จ้า แม่สวย วันก่อนเห็นนอนเลยไม่ล้างหน้าล้างตา ตื่นขึ้นมามาสคาร่าเต็มเบ้าตานี่ได้ข่าว"
ไพลินเผาน้องสาวชนิดเผาขน
"พี่ไพลิน"
ถลึงตาเขียวใส่พี่สาว ทุกคนหัวเราะขึ้นทันที ภูมิบุญเองก็หัวเราะออกมาเพราะคิดภาพตาม ไม่รู้ตัวหรอกว่าถูกใครหลายคนเฝ้ามองอยู่ เคยเห็นภูมิบุญหัวเราะสักครั้งไหม ไม่เคยเลย นานแสนนานจะมีก็เพียงรอยยิ้มที่เหือดแห้งแต่กระนั้นก็ยังยากที่จะเห็น แต่วันนี้เขาเปล่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างสดใส ใครกันนะที่มาทำให้เขาหยุดหัวเราะไปเสีย รอยยิ้มนี้ เสียงหัวเราะแบบนี้ มันช่างชวนให้น่ามอง ไรฟันขาวเรียงเป็นระเบียบรอยยิ้มที่ดวงหน้าสีหน้าแววตาดูมีความสุข ใครกันนะที่มาทำให้มันหม่นหมองลง โต้โต้นั่งมองอยู่ไกลๆแวนเองกับพอลก็หันมามอง คุณอภิสราถึงกับยิ้มออกมาพึงใจกับสิ่งที่ได้เห็น
"เวลาภูมิยิ้มนี่น่ามองนะจันทร์ ทำไมไม่ค่อยยิ้มให้เห็นเลย มันถึงเวลาซะทีนะที่ภูมิเขาจะมีความสุข เจอเรื่องร้ายๆมามากพอแล้ว"
คุณอภิสราเอ่ยขึ้นกับจันทร์รายนั้นก็ยิ้มออกมา แค่รอยยิ้มของคนๆเดียวสร้างความสุขให้คนได้มากมายหลายคน แค่รอยยิ้มจากคนที่ตรมทุกข์มาตลอดเกือบทั้งชีวิต มันเป็นเหมือนสายฝนกลางทะเลทราย ชื่นฉ่ำหัวใจเหลือเกิน
"ว่างๆก็ไปเยี่ยมแม่บ้างนะจ๊ะภูมิ ยังคิดถึงแกงส้มของภูมิอยู่เลยนะ"
พอออกมาส่งแขกหน้าบ้านแพทย์หญิงศิริกานต์ก็พูดขึ้น
"ครับ คุณ เอ่อ คุณแม่ ถ้าภูมิว่างเดี๋ยวภูมิเข้าไปเยี่ยมนะครับ"
"นั่นสิลูก บ้านเราอยู่ใกล้กันแค่นี้เอง"
"ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะแม่ น้องภูมิไปเยี่ยมบ้านเราบ่อยแน่ๆ เพราะงานแต่งของแวนก็ได้ภูมินี่ล่ะค่ะเป็นแม่งานให้"
แวนเสริมขึ้นยืนเรียงรายกันอยู่ทั้งครอบครัว
"จริงเหรอลูก ดีๆ"
นายแพทย์แทนชัยเอ่ยขึ้นทั้งสองเข้ามาลูบหัวของภูมิบุญอย่างเอ็นดู เป็นครั้งแรกที่ภูมิบุญรู้สึกโล่งใจ เข้าข้างตัวเองไปว่าพ่อแม่ของแทนทวีก็ชอบตนเช่นกัน
"พี่แทนครับ วันนี้ภูมิมีความสุขที่สุดเลย"
พอมีเวลาส่วนตัวหลังจากเก็บข้าวของช่วยทางบ้านเสร็จก็เปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์
"ดีแล้วครับภูมิ พี่อยากให้ภูมิมีความสุขมากๆนะ เพราะถ้าภูมิมีความสุขพี่เองก็มีความสุข"
"วันนี้ภูมิได้กล้องมาแล้วนะครับพี่แทน อยากเห็นหน้าภูมิไหม"
"อยากสิภูมิ ไหนๆ"
พอเชื่อมต่อกับกล้องได้ก็ส่งคำเชิญไปให้แทนทวีเปิดกล้องของตนดู
"ภูมิ"
"ครับพี่แทน"
"ภูมิ น่ารักเหมือนเดิมนะ น่ารักมาก"
"แหมพี่แทนครับ ก็คนๆเดิมนะ พี่แทนก็ยังหล่อเหมือนเดิมนะครับ"
"พี่ดีใจจังครับที่ได้เห็นหน้าภูมิ มีความสุขที่สุด"
ทั้งสองสนทนากันอยู่นานพอสมควรกำลังใจที่ส่งมอบให้กันสร้างความสุขให้แต่ละฝ่าย ภูมิเป็นรู้สึกเป็นสุขใจมากที่สุดวันหนึ่ง ไม่มีอะไรคั่งค้างในใจ ปมต่างๆดูเหมือนจะถูกคลี่คลายหมดแล้ว พอไปทำงานก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานอย่างเดียว เพราะโปรเจ็กต์ที่เชียงใหม่ได้กำหนดวันที่จัดงานแล้ว คือปลายปี ส่วนงานแต่งงานของแวนก็อีกแค่เดือนกว่าๆ ภูมิบุญจึงรีบลงมือทำงานอย่างเต็มที่ พอเลิกงานก็ให้โตโต้พาไปเจอบาสทุกวัน รายนั้นดีขึ้นมากแล้วไปโรงเรียนได้ตามปกติ แม้สีหน้าแววตาจะยังไม่สดใสร่าเริงเหมือนเดิมแต่ก็ดูดีขึ้นมาก
"วันนี้เป็นไงบ้างบาส เรียนเหนื่อยไหม"
ภูมิบุญถามขึ้นระหว่างทางกลับบ้าน เพราะต้องรับบาสไปทานข้าวที่บ้านด้วยทุกวัน คุณอภิสราเองก็เอ็นดูบาสพอสมควร แม้จะไม่มากเท่าไหร่แต่ก็ไม่แสดงออกอะไรมากนัก ด้วยความที่บาสเป็นคนแข็งๆพูดน้อย แต่คุณอภิสราเองก็เห็นใจในสิ่งที่เขาเผชิญมา
"แหมพี่ ผมแค่ไปนั่งเรียนไม่เหนื่อยหรอกครับ พี่สองคนล่ะ งานยุ่งไหม"
"ยุ่งดิบาส ช่วงนี้งานเปิดตัวที่เชียงใหม่กำลังยุ่งเชียว"
"เชียงใหม่เหรอครับ"
บาสหันไปทางต้นเสียง โตโต้สายตายังมองถนนเบื้องหน้าอยู่
"อยากไปไหมบาส เดี๋ยวคราวหน้าถ้าพี่ขึ้นไปดูงานแล้วตรงกับวันหยุดของเราเดี๋ยวพี่พาไป"
ภูมิบุญเอี้ยวคอมายิ้มให้
"จริงนะพี่ ผมอยากไปครับ แม่เคยสัญญาว่าจะพาไปตั้งแต่ปีที่แล้ว"
น้ำเสียงอ่อยลงอย่างเห็นได้ชัดสายตาหลุบต่ำลง ภูมิบุญกับโตโต้มองหน้ากัน
"นี่ไงครับเดี๋ยวพี่สองคนจะพาไป เขาค้อด้วยเป็นไงเคยไปไหม สวยนะ"
โตโต้พูดออกมา บาสค่อยมีสีหน้าดีขึ้น
"ขอบคุณครับพี่ ขอบคุณมาก"
บาสยิ้มขึ้นมาในใจลิงโลด เพราะแม้ตอนที่เขามีทุกอย่างอยู่นั้นพ่อแม่ของเขาไม่ได้มีเวลาให้เลย ปกติจะให้เงินเอาไว้ใช้อย่างเดียว อยากได้อะไรอยากซื้ออะไรก็ตามใจเขา อยากไปเที่ยวไหนก็ไปได้แต่ต้องในระแวกนี้ เขาถูกเลี้ยงมาด้วยเงินและวัตถุมันจึงไม่แปลกที่เวลาไม่มีวัตถุรองรับความ ต้องการเขาก็รับไม่ได้ แต่พอมีเรื่องเกิดขึ้นแม้จะยังเด็กแต่เขาก็พอคิดได้ เวลาอยากได้อะไรพอไปขอภูมิบุญรายนั้นจะซักเสียจนเขารำคาญ ทำไม เพราะอะไร ใช้ประโยชน์อะไร ถ้าไม่มีจะโอเคไหม หรือถ้ามีจะรู้สึกดีขึ้นจริงๆไหม แม้จะรู้สึกรำคาญแต่พอกลับมาคิดเองมันก็จริงอย่างที่ภูมิบุญบอก
"บาส ยังอยากได้โทรศัพท์รุ่นนี้อยู่ใช่ไหม"
ภูมิบุญตัดสินใจยื่นกล่องโทรศัพท์ใหม่ราคาหลายหมื่นบาทให้บาสหลังกินข้าวเสร็จ เขามานั่งเล่นกับเจ้าตูบที่ตอนนี้ขนยาวสลวยสุขภาพแข็งแรงต่างจากเจ้าขี้ เรื้อนในตอนแรกราวกับเป็นคนละตัว
"เอ่อ พี่"
เขาทำหน้าตกใจยังไม่ยื่นมือมารับ
"พี่ให้เป็นของขวัญเราละกัน ที่เราเป็นเด็กดี"
บาสก้มหน้าลงครุ่นคิดอยู่
"ของเก่าก็ยังใช้ได้อยู่นี่ครับพี่ ปกติผมไม่ได้โทรออกหาใคร เพื่อนที่ใหม่ก็ยังไม่สนิท มีแต่รับสายพี่กับพี่พลอยเท่านั้นเอง"
ภูมิบุญมองหน้าเขาอย่างพิจารณา
"ผมไม่อยากได้แล้วครับพี่ รบกวนพี่เปล่าๆ เดี๋ยวนี้ทำรายงานเยอะ ผมต้องใช้เงินเพิ่มขึ้น เกรงใจพี่ครับ"
"บาส"
ร้องออกมาแววตาปลื้มปีติกับสิ่งที่ได้ยิน
"ขอบคุณพี่มากนะครับที่ดีกับผมเหลือเกิน"
เขายกมือขึ้นไหว้ ภูมิบุญนั่งลงข้างๆเอามือขึ้นแตะบ่าของเขาเบาๆ
"พี่ดีใจนะบาส ดีใจที่เราคิดได้ พี่ภูมิใจในตัวเรามากนะ"
"ผมเป็นเด็กไม่ดีหรอกครับพี่ แต่ผมก็ไม่อยากทำให้พี่กับพี่พลอยเสียใจ"
ภูมิบุญยิ้มออกมาช่วงนี้รอยยิ้มผุดขึ้นบนดวงหน้าของภูมิบุญบ่อยครั้ง บ่อยจนคนที่เห็นเป็นสุขใจเช่นกัน พอแตะบ่าเขาอยู่สักพัก บาสก็ถอนหายใจออกมาสีหน้าเศร้าลงอีก
"มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าบาส"
"ที่โรงเรียนใหม่ ผมไม่มีเพื่อนเลยครับพี่ เหมือนผมเป็นตัวประหลาด บางทีผมก็ไม่อยากไปโรงเรียน"
ภูมิบุญสูดลมหายใจเข้าปอดมองเขาอย่างสงสาร
"บาส ถ้าเราอยากมีเพื่อน เราก็ต้องเข้าหาเพื่อนก่อนสิครับ พี่ว่าเพราะท่าทางเราตอนนี้ดูเครียดๆพูดน้อยล่ะมั้ง เพื่อนๆจึงไม่กล้าเข้ามาคุย ถ้าเราอยากให้เขาคุยกับเรา เราก็ต้องเอ่ยปากคุยกับเขาก่อน อย่าคิดมากเลยนะพี่ว่าเดี๋ยวก็ดีขึ้นเองล่ะ"
"พี่ผมถามหน่อยสิ เพื่อนเก่าผม ทำไมเวลาผมไม่เหลืออะไรแล้ว ทำไมพวกมันไม่คุยกับผมเลย ทั้งที่แต่ก่อนเป็นเพื่อนรักกัน"
น้ำเสียงเครียดขึ้นมา
"บาส คนเราน่ะการเลี้ยงดูไม่เหมือนกัน ถ้าเพื่อนเราเป็นแบบนั้น เราก็อย่าไปเสียดายเลยนะครับ แสดงว่าเขาคบเราเพียงผิวเผิน เวลามีเงินถึงเรียกเพื่อน เวลาไม่มีเงินก็ไม่คุย อย่าไปใส่ใจเลย ถ้าเราเป็นคนดีพี่เชื่อว่าสักวันเราจะมีเพื่อนที่รักเราจริง"
ภูมิบุญแบ่งปันประสบการณืต่างๆให้บาสฟังพอเย็นหน่อยก็ให้ลุงหมายไปส่งบาสที่หอพัก ส่วนภูมิบุญก็เข้าไปนั่งคุยกับคุณอภิสราอยู่ในบ้านสักพักก่อนที่จะแยกตัวไป
"พี่ว่าบาสมันดูดีขึ้นแล้วนะ ท่าทางไม่เครียดเหมือนแต่ก่อนแล้ว"
โตโต้นั่งอยู่บนเตียงของภูมิบุญ พอเปิดประตุห้องเข้ามาก็ถึงกับชะงักแต่ก็สงวนท่าทีเอาไว้
"ครับ แต่เราก็ยังคงต้องเฝ้าดูอยู่นี่ครับ ยังปล่อยไม่ได้หรอก"
"อืม เหนื่อยจังวันนี้ อ่า"
ครางออกมาพลางนอนลงบนเตียงเอามือประสานท้ายทอย
"คุณโตโต้มีอะไรกับผมหรือเปล่าครับ"
ถามออกไปเพราะเห็นท่าทางแล้วคงไม่ยอมกลับง่ายๆ
"ก็มาหาไงภูมิ แค่อยากมาเห็นหน้า"
"เจอกันอยู่ทุกวันนี่ครับ ไม่เบื่อหน้าผมเหรอ"
"ไม่เคยเบื่อ มีแต่อยากเจอมากขึ้น"
พอพูดออกไปถึงรู้ตัวว่าไม่น่าปริปากออกไปแบบนั้นเลย ภูมิบุญยังยืนเก้ๆกังๆอยู่กลางห้อง
"มานั่งนี่สิภูมิ พี่ถามอะไรหน่อย"
"ครับ"
ภูมิบุญไม่ได้ทำอย่างที่เขาบอก แต่เดินอ้อมไปนั่งบนโต๊ะหน้าคอมพิวเตอร์
"เรื่องงานของแวนน่ะ ไอ้แทนมันจะกลับมาด้วยใช่ไหม"
"คิดว่าน่าจะกลับครับ"
"เหรอ กลับมาทำไม"
เสียงเหมือนคนพาล
"อ้าวคุณโตโต้ก็เขาเป็นพี่น้องกันนี่ครับ พี่สาวแต่งงานทั้งทีก็ต้องกลับมาสิครับ"
"หึหึ ขอให้กลับมาคนเดียวนะ"
หัวเราะขึ้นมา ภูมิบุญได้แต่เม้มปากแน่น ไม่อยากต่อปากต่อคำกับเขาอีก
"มีธุระอะไรอีกไหมครับ ภูมิจะอาบน้ำ"
"ไม่มีแล้ว แต่ขอเอนหลังสักพักได้ไหม"
"ไม่ไปนอนที่ห้องล่ะครับ เวลาหลับจะได้นอนไปเลย"
"ที่นี่ก็เหมือนกันล่ะน่า ทำไมกลัวกลิ่นตัวพี่จะติดเตียงเราเหรอ แต่ว่าเตียงเรานี่หอมดีเนอะ กลิ่นตัวภูมิยังติดอยู่เลย"
ว่าแล้วก็นอนคว่ำหน้าสูดลมหายใจเข้าปอดเสียงดัง ภูมิบุญได้แต่ยืนเม้มปาก ไม่รู้จะไล่เขายังไงดี จึงได้แต่หยิบผ้าเช็ดตัวเดินออกจากห้องไป พออาบน้ำเสร็จ ใช้เวลานานพอสมควรกลับเข้าห้องมา คิดว่าเขาคงกลับห้องไปแล้ว แต่ไม่เลย เขานอนแผ่หราอยู่กลางเตียงท่าทางเหมือนหลับไปแล้ว ได้แต่ส่ายหน้า นี่เขาจะมาไม้ไหนอีกนะ ภูมิบุญแต่งตัวเสร็จจึงเดินไปเขย่าตัวของโตโต้
"คุณโตโต้ครับ คุณโตโต้กลับไปนอนที่ห้องเถอะครับ"
"หือ"
พลิกกายหนีมือของภูมิบุญ
"คุณโตโต้"
"เอ๊ะ คุณโตโต้จะทำอะไรครับ"
พอภูมิบุญกระเด้ตัวขึ้นยังไม่ทันสุดดีโตโต้ก็คว้าแขนของภูมิบุญดึงให้ล้มลงไปนอนทับเขาบนเตียงกอดไว้แน่น
"ขอกอดหน่อยดิภูมิ พี่ไม่ได้กอดเรานานแล้วนะ"
"อย่าทำแบบนี้ครับ"
"ทำไมล่ะ หือ"
ไม่กอดเปล่าเอาหน้าซุกเข้าตามซอกคอสูดหายใจแรงๆ ภูมิบุญหน้าแดงขึ้นมาพยายามดิ้นหนี
"อย่าครับ ปล่อย"
"ขอกอดหน่อยน่า นะพี่กอดแป๊บเดียว"
"ไม่เอาครับ ปล่อยเถอะ"
ภูมิบุญดิ้นอยู่สักพักแต่สู้แรงของโตโต้ไม่ได้จึงนิ่งอยู่ ปล่อยให้เขากอดอยู่อย่างนั้น ไม่รู้ทำไมเดี๋ยวนี้ไม่ได้ต่อสู้หรือต้านทานอะไรเขามากมายนัก คงเป็นเพราะเจอหน้าเขาทุกวัน ชินกับการที่เขาพยายามแทะโลมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทุกเวลา พอภูมิบุญนิ่งเขาก็เบื่อไปเอง ยอมปล่อยแต่โดยดีเพราะเห็นอีกฝ่ายไม่เล่นด้วย โตโต้กลับห้องไปแล้ว ภูมิบุญจึงเปิดคอมพิวเตอร์สนทนากับคนเพียงคนเดียวที่ได้ครอบครองหัวใจของเขา
"งานพี่แวนพี่จะกลับด้วยนะภูมิ กลับอาทิตย์นึง"
แทนทวีบอกออกมาผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ ภูมิบุญหัวใจเต้นแรงขึ้นมา
"จริงเหรอครับพี่แทน ภูมิดีใจจังเลย"
"พี่ก็ดีใจ พี่จะพาภูมิไปเที่ยวให้หนำใจเลย ลางานไว้นะภูมิ"
"ครับพี่แทน อยากให้ถึงวันนั้นเร็วๆจังเลยนะครับ ภูมิคิดถึงพี่แทนมากนะรู้ไหม"
"พี่ก็อยากให้ถึงวันนั้นเร็วๆเหมือนกันครับ อยากกอดภูมิจะแย่อยู่แล้ว"
หัวใจ พองโตขึ้นมาคำพูดของแทนทวีเหมือนน้ำหล่อเลี้ยงใจให้ชุ่มฉ่ำ รู้สึกเป็นสุขเหลือเกิน นานแสนนานที่รอคอยคนรัก มันนานกัดกินหัวใจ แต่พอรู้ว่าวันที่จะได้เจอหน้าของคนที่รักหัวใจก็พองโตมีชีวิตชีวาขึ้น
ภารตีแน่งน้อง คอยถ้า พี่เอย
อกขื่นทุกข์ตรมแล้ว ห่อนบ้า
น้องรอพี่ดวงแก้ว ใจรักผูกมั่น
ขอพี่ยาคืนน้อง อกร้องเปรมปรีย์
ทะเลกั้นฟากฟ้า สุดหล้า แสนไกล
ผูกจิตแน่นอุรา พี่เจ้า
ตัวไกลใจดุจผา นั้นแฮ พี่เอย
ใจมั่นหวังเชยชู้ พี่ข้า คืนใจ
"ภูมินี่เก่งนะ ทำประณีตบรรจง ป้าสู้ไม่ได้เลย"
คุณอภิสราเอ่ยขึ้นหลังจากเฝ้ามองดูภูมิบุญพับกระทงอยู่
"ไม่หรอกครับคุณท่าน ภูมิเองก็ทำไม่เก่งหรอกครับ แต่อาศัยทำบ่อยๆ"
"พี่เขาก็ทำออกบ่อย ไหนตาโต้ทำไปกี่อันแล้วนะ ไม่เห็นรายนั้นได้เรื่องสักอันเลยนี่ลูก"
คุณอภิสราหัวเราะออกมา โตโต้เองก็ยิ้มอายๆ พอถึงวันงานแขกก็มาถึงงานแต่เช้าแวนกับพอลมาถึงพร้อมกับพลอย พลอยเองพอมาถึงก็ปรี่เข้าไปช่วยในครัวทันทีเพราะคุ้นเคยกันดี ส่วนพอลกับแวนก็นั่งคุยกันอยู่กับโตโต้
"พี่ฝ้าย พี่โต้ง สวัสดีครับ ขอบคุณนะครับที่สละเวลามา"
"ไม่เสียเวลาเลยจ๊ะ เรื่องงานบุญนี่ขอให้บอก เราดูโตขึ้นเยอะเลยนะภูมิ"
ฝ้ายยิ้มอย่างดีใจที่ได้เจอหน้าของภูมิบุญ
"อ้าวฝ้าย ทำไมไปว่าน้องเขาแก่ขึ้นล่ะเดี๋ยวภูมิก็น้อยใจหรอก"
"บ้าเหรอโต้ง โตขึ้นนี่ดูจากแววตาท่าทางหรอก บ้าน้องภูมิยังหน้าอ่อนเหมือนเดิมนั่นล่ะจ๊ะอย่าไปฟังพี่โต้งนะภูมิ"
ทั้งสามหัวเราะอย่างอารมณ์ดีไม่ได้ถือสาหาความแต่อย่างใด พอเชิญแขกเข้าไปในบ้านก็ออกมารับไพลินกับก้องที่ตามๆกันมา ไพลินเองก็มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ก้องเองก็ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย พอบุพการีของแทนทวีมาถึงภูมิบุญก็ออกไปรับถึงหน้าบ้าน
"ขอบพระคุณคุณท่านทั้งสองนะครับที่มา เชิญด้านในก่อนครับ"
กริยาท่าทางของภูมิบุญกระตุกใจแพทย์หญิงศิริกานต์เป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ได้แต่เก็บเงียบไว้ในใจ
"อะไรกันภูมิ จนป่านนี้ยังเรียกคุณท่านอยู่อีกเหรอ พ่อบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเรียกเลยคุณท่งคุณท่านเนี่ย เรียกพ่อเถอะลูก"
"ครับ คุณพ่อกับคุณแม่สบายดีนะครับ ภูมิไม่ค่อยมีเวลาว่างเข้าไปเยี่ยมเลย ว่าจะทำแกงส้มปลาช่อนไปฝากอยู่แต่หาโอกาสไม่ได้สักที"
ภูมิบุญนิ่งคิดก่อนจะพูดออกไป นายแพทย์แทนชัยหัวเราะร่าเริงอย่างอารมณ์ดี พ อเชิญเข้าบ้านคุณอภิสรากับโตโต้ก็ออกมาต้อนรับอีกทีหนึ่ง โตโต้เองมีสีหน้าเจื่อนๆนิดหน่อยคงเพราะเคยคบหากับบุตรีของทั้งสองคน แต่ก็ชักสีหน้าให้เป็นปกติดังเดิม
"ขอบคุณมากนะคะ คุณหมอที่เสียเวลามาทำบุญบ้านกับดิฉัน เชิญนั่งก่อนเลยค่ะ เดี๋ยวพระก็มาถึงแล้ว"
"บ้านเราอยู่แค่นี้เองครับคุณอภิสรา แต่ก็ไม่เคยแวะมาเยี่ยมเยียนสักที"
"นั่นสินะคะ คงเพราะรั้วบ้านมันใหญ่โตไป บางทีมันก็กักขังเรามากเกินไปเหมือนกันนะ แทนที่จะเปิดรับออกมาเจอเพื่อนบ้าน เจอสิ่งดีๆบ้าง ใช่ไหมคะคุณหมอ"
สีหน้าของแพทย์หญิงศิริกานต์เจื่อนลงทำหน้าลำบากใจอยู่ แต่ยังไม่มีใครทันสังเกตุ พอพระมาถึงภูมิบุญก็เตรียมของกับพลอย ส่วนโตโต้ พอลและก้องก็ออกไปรับพระสงฆ์เข้ามาในบ้าน นิมนต์มาเก้ารูปเพื่อความเป็นศิริมงคล พอพระเริ่มทำพิธีทุกคนก็นั่งพนมมือเรียงรายกันอยู่ พอเสร็จคุณอภิสรา โตโต้และภูมิบุญก็ไปประเคนภัตตราหาร ภูมิบุญคอยส่งของให้คุณอภิสราอยู่ด้านหลัง ท่าทางที่คล่องแคล่วรู้งานสร้างความประทับใจแก่คนที่เฝ้ามองดูอยู่
"ภูมินี่เอาการเอางานดีจังนะคะคุณ"
แพทย์หญิงศิริกานต์เอ่ยขึ้นเบาๆข้างผู้เป็นสามี
"นั่นสินะ ใครได้ไปเป็นลูกภูมิใจหน้าบานเลยล่ะ"
ผู้เป็นสามีเอ่ยขึ้นไม่รู้ว่าคำพูดของตนจะไปเสียดแทงใจของภรรยา นั่นสินะเพชรอยู่ในมือแล้วแท้ๆแต่ตนเองกับตั้งแง่กีดกันคนทั้งสอง เรื่องราวที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ทำใจไว้แล้วหรือยัง แพทย์หญิงศิริกานต์ตั้งคำถามให้กับตัวเอง เพราะอย่างที่เธอคาดไว้ว่ารู้จักบุตรชายของตนดีว่าเป็นคนยังไง ถ้าเขาเป็นไปอย่างที่คิดเตรียมใจไว้แล้วจริงๆเหรอ
พอเลี้ยงพระเสร็จท่านก็ให้พรภูมิบุญนั่งอยู่ข้างๆคุณอภิสราเอามือแตะที่แขนเพราะกำลังกรวดน้ำ โตโต้เองก็แตะแขนมารดาของตนอีกข้างภาพเบื้องหน้านี้มันช่างน่าดูเสียนี่กระไร ฝั่งขวาเป็นบุตรชายตัวใหญ่ท่าทางเก้ๆกังๆไม่ถนัด แต่ฝั่งซ้ายเป็นเด็กในเรือนของตน รูปร่างเล็กสมส่วนผิวสีน้ำผึ้งขับกับแสงไฟยิ่งทำให้ชวนมอง ท่าทางดูปราดเปรียวคล่องแคล่ว
"เสียดาย"
"หือ อะไรนะคุณ"
นายแพทย์แทนชัยกระซิบถามภรรยาเสียงเบาเพราะพิธียังไม่จบ แพทย์หญิงศิริกานต์ส่ายหน้าทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ พอเสร็จงานพรกลับวัดไปแล้วก็เลี้ยงข้าวแขก
"ตามสบายเลยนะคะ วันนี้มีขนมจีนน้ำยาปลาช่อน จันทร์เขาโชว์ฝีมือเองเลย เชิญค่ะเชิญ"
เสียงคุณอภิสราเชื้อเชิญแขกให้นั่งรับประทานอาหารตามอัธยาศัย ภูมิบุญเองก็คอยดูแลแขกเหรื่อไม่ให้ขาดตกบกพร่อง
"เป็นไงบ้างครับพี่ฝ้าย ทานได้ไหมครับ"
"อื้ม อร่อยมากเลยภูมิ น้ำยาข้นมาก รสชาติกลมกล่อมที่สุด พี่ต้องขอเบิ้นแล้วล่ะ"
ฝ้ายที่กำลังเคี้ยวผักอยู่ตอบพลางหัวเราะร่าเริง ส่วนโต้งเองก็กำลังสนใจกับรายการอาหารอย่างอื่นอยู่
"น่ากินทั้งนั้นเลยนะภูมิ ทำประณีตมากเลยอ่ะ ใบตองห่อเอยแกะสลักเอย"
"ท่าน่ากินพี่โต้งก็ทานเยอะๆนะครับ แม่เขาจะได้ไม่เสียใจ"
ภูมิบุญเดินไปดูทางแวนรายนั้นไม่ค่อยคุ้นกับอาหารเผ็ดๆ เท่าไหร่นักแต่อาหารก็มีอยู่หลายชิดทั้งแกง ผัดทอด นึ่ง อาหารที่ยกออกมาแต่ละอย่างทำให้พลอยตีมือก้องเอาไว้แทบไม่ทัน
"บอกแฟนตัวเองหน่อยสิพี่ไพลิน ดูกิน ก้องตายอดตายอยากมาจากไหนอ่ะ"
"โหย ไม่ได้หรอกพลอย ของดีๆอร่อยๆทั้งนั้น ไม่กินเดี๋ยวแม่จันทร์เขาจะเสียใจ"
"เข้าใจพูดเนอะ"
"แล้วนายกายอะไรนั่นไม่มาหรอกเหรอจ๊ะ แม่น้องสาวตัวดี"
ไพลินได้ทียอกย้อนพลอย รายนั้นทำหน้าไม่ถูก
"ไม่ว่างมาค่ะ"
"ต๊าย ออกตัวแล้วเหรอว่าคบกัน แหมยอมๆตั้งแต่แรกๆก็สิ้นเรื่องแล้วนะ"
"พี่ไพลิน"
"อย่าไปว่าพลอยเขาเลยครับพี่ไพลิน ดีใจจังที่เพื่อนขายออกแล้ว"
"แหมภูมิ ขายองขายออกอะไรล่ะ อย่างเราน่ะใครเขาจะมาเอา"
"นั่นสินะพลอย ฮ่าๆ ห้าวๆอย่างพลอยคิดไม่ถึงเลยนะว่าจะมีคนมอง"
"นายก้อง เกินไปแล้วย่ะ ห้าวๆอย่างเราแต่สวยนะจ๊ะจะบอก"
"จ้า แม่สวย วันก่อนเห็นนอนเลยไม่ล้างหน้าล้างตา ตื่นขึ้นมามาสคาร่าเต็มเบ้าตานี่ได้ข่าว"
ไพลินเผาน้องสาวชนิดเผาขน
"พี่ไพลิน"
ถลึงตาเขียวใส่พี่สาว ทุกคนหัวเราะขึ้นทันที ภูมิบุญเองก็หัวเราะออกมาเพราะคิดภาพตาม ไม่รู้ตัวหรอกว่าถูกใครหลายคนเฝ้ามองอยู่ เคยเห็นภูมิบุญหัวเราะสักครั้งไหม ไม่เคยเลย นานแสนนานจะมีก็เพียงรอยยิ้มที่เหือดแห้งแต่กระนั้นก็ยังยากที่จะเห็น แต่วันนี้เขาเปล่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างสดใส ใครกันนะที่มาทำให้เขาหยุดหัวเราะไปเสีย รอยยิ้มนี้ เสียงหัวเราะแบบนี้ มันช่างชวนให้น่ามอง ไรฟันขาวเรียงเป็นระเบียบรอยยิ้มที่ดวงหน้าสีหน้าแววตาดูมีความสุข ใครกันนะที่มาทำให้มันหม่นหมองลง โต้โต้นั่งมองอยู่ไกลๆแวนเองกับพอลก็หันมามอง คุณอภิสราถึงกับยิ้มออกมาพึงใจกับสิ่งที่ได้เห็น
"เวลาภูมิยิ้มนี่น่ามองนะจันทร์ ทำไมไม่ค่อยยิ้มให้เห็นเลย มันถึงเวลาซะทีนะที่ภูมิเขาจะมีความสุข เจอเรื่องร้ายๆมามากพอแล้ว"
คุณอภิสราเอ่ยขึ้นกับจันทร์รายนั้นก็ยิ้มออกมา แค่รอยยิ้มของคนๆเดียวสร้างความสุขให้คนได้มากมายหลายคน แค่รอยยิ้มจากคนที่ตรมทุกข์มาตลอดเกือบทั้งชีวิต มันเป็นเหมือนสายฝนกลางทะเลทราย ชื่นฉ่ำหัวใจเหลือเกิน
"ว่างๆก็ไปเยี่ยมแม่บ้างนะจ๊ะภูมิ ยังคิดถึงแกงส้มของภูมิอยู่เลยนะ"
พอออกมาส่งแขกหน้าบ้านแพทย์หญิงศิริกานต์ก็พูดขึ้น
"ครับ คุณ เอ่อ คุณแม่ ถ้าภูมิว่างเดี๋ยวภูมิเข้าไปเยี่ยมนะครับ"
"นั่นสิลูก บ้านเราอยู่ใกล้กันแค่นี้เอง"
"ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะแม่ น้องภูมิไปเยี่ยมบ้านเราบ่อยแน่ๆ เพราะงานแต่งของแวนก็ได้ภูมินี่ล่ะค่ะเป็นแม่งานให้"
แวนเสริมขึ้นยืนเรียงรายกันอยู่ทั้งครอบครัว
"จริงเหรอลูก ดีๆ"
นายแพทย์แทนชัยเอ่ยขึ้นทั้งสองเข้ามาลูบหัวของภูมิบุญอย่างเอ็นดู เป็นครั้งแรกที่ภูมิบุญรู้สึกโล่งใจ เข้าข้างตัวเองไปว่าพ่อแม่ของแทนทวีก็ชอบตนเช่นกัน
"พี่แทนครับ วันนี้ภูมิมีความสุขที่สุดเลย"
พอมีเวลาส่วนตัวหลังจากเก็บข้าวของช่วยทางบ้านเสร็จก็เปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์
"ดีแล้วครับภูมิ พี่อยากให้ภูมิมีความสุขมากๆนะ เพราะถ้าภูมิมีความสุขพี่เองก็มีความสุข"
"วันนี้ภูมิได้กล้องมาแล้วนะครับพี่แทน อยากเห็นหน้าภูมิไหม"
"อยากสิภูมิ ไหนๆ"
พอเชื่อมต่อกับกล้องได้ก็ส่งคำเชิญไปให้แทนทวีเปิดกล้องของตนดู
"ภูมิ"
"ครับพี่แทน"
"ภูมิ น่ารักเหมือนเดิมนะ น่ารักมาก"
"แหมพี่แทนครับ ก็คนๆเดิมนะ พี่แทนก็ยังหล่อเหมือนเดิมนะครับ"
"พี่ดีใจจังครับที่ได้เห็นหน้าภูมิ มีความสุขที่สุด"
ทั้งสองสนทนากันอยู่นานพอสมควรกำลังใจที่ส่งมอบให้กันสร้างความสุขให้แต่ละฝ่าย ภูมิเป็นรู้สึกเป็นสุขใจมากที่สุดวันหนึ่ง ไม่มีอะไรคั่งค้างในใจ ปมต่างๆดูเหมือนจะถูกคลี่คลายหมดแล้ว พอไปทำงานก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานอย่างเดียว เพราะโปรเจ็กต์ที่เชียงใหม่ได้กำหนดวันที่จัดงานแล้ว คือปลายปี ส่วนงานแต่งงานของแวนก็อีกแค่เดือนกว่าๆ ภูมิบุญจึงรีบลงมือทำงานอย่างเต็มที่ พอเลิกงานก็ให้โตโต้พาไปเจอบาสทุกวัน รายนั้นดีขึ้นมากแล้วไปโรงเรียนได้ตามปกติ แม้สีหน้าแววตาจะยังไม่สดใสร่าเริงเหมือนเดิมแต่ก็ดูดีขึ้นมาก
"วันนี้เป็นไงบ้างบาส เรียนเหนื่อยไหม"
ภูมิบุญถามขึ้นระหว่างทางกลับบ้าน เพราะต้องรับบาสไปทานข้าวที่บ้านด้วยทุกวัน คุณอภิสราเองก็เอ็นดูบาสพอสมควร แม้จะไม่มากเท่าไหร่แต่ก็ไม่แสดงออกอะไรมากนัก ด้วยความที่บาสเป็นคนแข็งๆพูดน้อย แต่คุณอภิสราเองก็เห็นใจในสิ่งที่เขาเผชิญมา
"แหมพี่ ผมแค่ไปนั่งเรียนไม่เหนื่อยหรอกครับ พี่สองคนล่ะ งานยุ่งไหม"
"ยุ่งดิบาส ช่วงนี้งานเปิดตัวที่เชียงใหม่กำลังยุ่งเชียว"
"เชียงใหม่เหรอครับ"
บาสหันไปทางต้นเสียง โตโต้สายตายังมองถนนเบื้องหน้าอยู่
"อยากไปไหมบาส เดี๋ยวคราวหน้าถ้าพี่ขึ้นไปดูงานแล้วตรงกับวันหยุดของเราเดี๋ยวพี่พาไป"
ภูมิบุญเอี้ยวคอมายิ้มให้
"จริงนะพี่ ผมอยากไปครับ แม่เคยสัญญาว่าจะพาไปตั้งแต่ปีที่แล้ว"
น้ำเสียงอ่อยลงอย่างเห็นได้ชัดสายตาหลุบต่ำลง ภูมิบุญกับโตโต้มองหน้ากัน
"นี่ไงครับเดี๋ยวพี่สองคนจะพาไป เขาค้อด้วยเป็นไงเคยไปไหม สวยนะ"
โตโต้พูดออกมา บาสค่อยมีสีหน้าดีขึ้น
"ขอบคุณครับพี่ ขอบคุณมาก"
บาสยิ้มขึ้นมาในใจลิงโลด เพราะแม้ตอนที่เขามีทุกอย่างอยู่นั้นพ่อแม่ของเขาไม่ได้มีเวลาให้เลย ปกติจะให้เงินเอาไว้ใช้อย่างเดียว อยากได้อะไรอยากซื้ออะไรก็ตามใจเขา อยากไปเที่ยวไหนก็ไปได้แต่ต้องในระแวกนี้ เขาถูกเลี้ยงมาด้วยเงินและวัตถุมันจึงไม่แปลกที่เวลาไม่มีวัตถุรองรับความ ต้องการเขาก็รับไม่ได้ แต่พอมีเรื่องเกิดขึ้นแม้จะยังเด็กแต่เขาก็พอคิดได้ เวลาอยากได้อะไรพอไปขอภูมิบุญรายนั้นจะซักเสียจนเขารำคาญ ทำไม เพราะอะไร ใช้ประโยชน์อะไร ถ้าไม่มีจะโอเคไหม หรือถ้ามีจะรู้สึกดีขึ้นจริงๆไหม แม้จะรู้สึกรำคาญแต่พอกลับมาคิดเองมันก็จริงอย่างที่ภูมิบุญบอก
"บาส ยังอยากได้โทรศัพท์รุ่นนี้อยู่ใช่ไหม"
ภูมิบุญตัดสินใจยื่นกล่องโทรศัพท์ใหม่ราคาหลายหมื่นบาทให้บาสหลังกินข้าวเสร็จ เขามานั่งเล่นกับเจ้าตูบที่ตอนนี้ขนยาวสลวยสุขภาพแข็งแรงต่างจากเจ้าขี้ เรื้อนในตอนแรกราวกับเป็นคนละตัว
"เอ่อ พี่"
เขาทำหน้าตกใจยังไม่ยื่นมือมารับ
"พี่ให้เป็นของขวัญเราละกัน ที่เราเป็นเด็กดี"
บาสก้มหน้าลงครุ่นคิดอยู่
"ของเก่าก็ยังใช้ได้อยู่นี่ครับพี่ ปกติผมไม่ได้โทรออกหาใคร เพื่อนที่ใหม่ก็ยังไม่สนิท มีแต่รับสายพี่กับพี่พลอยเท่านั้นเอง"
ภูมิบุญมองหน้าเขาอย่างพิจารณา
"ผมไม่อยากได้แล้วครับพี่ รบกวนพี่เปล่าๆ เดี๋ยวนี้ทำรายงานเยอะ ผมต้องใช้เงินเพิ่มขึ้น เกรงใจพี่ครับ"
"บาส"
ร้องออกมาแววตาปลื้มปีติกับสิ่งที่ได้ยิน
"ขอบคุณพี่มากนะครับที่ดีกับผมเหลือเกิน"
เขายกมือขึ้นไหว้ ภูมิบุญนั่งลงข้างๆเอามือขึ้นแตะบ่าของเขาเบาๆ
"พี่ดีใจนะบาส ดีใจที่เราคิดได้ พี่ภูมิใจในตัวเรามากนะ"
"ผมเป็นเด็กไม่ดีหรอกครับพี่ แต่ผมก็ไม่อยากทำให้พี่กับพี่พลอยเสียใจ"
ภูมิบุญยิ้มออกมาช่วงนี้รอยยิ้มผุดขึ้นบนดวงหน้าของภูมิบุญบ่อยครั้ง บ่อยจนคนที่เห็นเป็นสุขใจเช่นกัน พอแตะบ่าเขาอยู่สักพัก บาสก็ถอนหายใจออกมาสีหน้าเศร้าลงอีก
"มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าบาส"
"ที่โรงเรียนใหม่ ผมไม่มีเพื่อนเลยครับพี่ เหมือนผมเป็นตัวประหลาด บางทีผมก็ไม่อยากไปโรงเรียน"
ภูมิบุญสูดลมหายใจเข้าปอดมองเขาอย่างสงสาร
"บาส ถ้าเราอยากมีเพื่อน เราก็ต้องเข้าหาเพื่อนก่อนสิครับ พี่ว่าเพราะท่าทางเราตอนนี้ดูเครียดๆพูดน้อยล่ะมั้ง เพื่อนๆจึงไม่กล้าเข้ามาคุย ถ้าเราอยากให้เขาคุยกับเรา เราก็ต้องเอ่ยปากคุยกับเขาก่อน อย่าคิดมากเลยนะพี่ว่าเดี๋ยวก็ดีขึ้นเองล่ะ"
"พี่ผมถามหน่อยสิ เพื่อนเก่าผม ทำไมเวลาผมไม่เหลืออะไรแล้ว ทำไมพวกมันไม่คุยกับผมเลย ทั้งที่แต่ก่อนเป็นเพื่อนรักกัน"
น้ำเสียงเครียดขึ้นมา
"บาส คนเราน่ะการเลี้ยงดูไม่เหมือนกัน ถ้าเพื่อนเราเป็นแบบนั้น เราก็อย่าไปเสียดายเลยนะครับ แสดงว่าเขาคบเราเพียงผิวเผิน เวลามีเงินถึงเรียกเพื่อน เวลาไม่มีเงินก็ไม่คุย อย่าไปใส่ใจเลย ถ้าเราเป็นคนดีพี่เชื่อว่าสักวันเราจะมีเพื่อนที่รักเราจริง"
ภูมิบุญแบ่งปันประสบการณืต่างๆให้บาสฟังพอเย็นหน่อยก็ให้ลุงหมายไปส่งบาสที่หอพัก ส่วนภูมิบุญก็เข้าไปนั่งคุยกับคุณอภิสราอยู่ในบ้านสักพักก่อนที่จะแยกตัวไป
"พี่ว่าบาสมันดูดีขึ้นแล้วนะ ท่าทางไม่เครียดเหมือนแต่ก่อนแล้ว"
โตโต้นั่งอยู่บนเตียงของภูมิบุญ พอเปิดประตุห้องเข้ามาก็ถึงกับชะงักแต่ก็สงวนท่าทีเอาไว้
"ครับ แต่เราก็ยังคงต้องเฝ้าดูอยู่นี่ครับ ยังปล่อยไม่ได้หรอก"
"อืม เหนื่อยจังวันนี้ อ่า"
ครางออกมาพลางนอนลงบนเตียงเอามือประสานท้ายทอย
"คุณโตโต้มีอะไรกับผมหรือเปล่าครับ"
ถามออกไปเพราะเห็นท่าทางแล้วคงไม่ยอมกลับง่ายๆ
"ก็มาหาไงภูมิ แค่อยากมาเห็นหน้า"
"เจอกันอยู่ทุกวันนี่ครับ ไม่เบื่อหน้าผมเหรอ"
"ไม่เคยเบื่อ มีแต่อยากเจอมากขึ้น"
พอพูดออกไปถึงรู้ตัวว่าไม่น่าปริปากออกไปแบบนั้นเลย ภูมิบุญยังยืนเก้ๆกังๆอยู่กลางห้อง
"มานั่งนี่สิภูมิ พี่ถามอะไรหน่อย"
"ครับ"
ภูมิบุญไม่ได้ทำอย่างที่เขาบอก แต่เดินอ้อมไปนั่งบนโต๊ะหน้าคอมพิวเตอร์
"เรื่องงานของแวนน่ะ ไอ้แทนมันจะกลับมาด้วยใช่ไหม"
"คิดว่าน่าจะกลับครับ"
"เหรอ กลับมาทำไม"
เสียงเหมือนคนพาล
"อ้าวคุณโตโต้ก็เขาเป็นพี่น้องกันนี่ครับ พี่สาวแต่งงานทั้งทีก็ต้องกลับมาสิครับ"
"หึหึ ขอให้กลับมาคนเดียวนะ"
หัวเราะขึ้นมา ภูมิบุญได้แต่เม้มปากแน่น ไม่อยากต่อปากต่อคำกับเขาอีก
"มีธุระอะไรอีกไหมครับ ภูมิจะอาบน้ำ"
"ไม่มีแล้ว แต่ขอเอนหลังสักพักได้ไหม"
"ไม่ไปนอนที่ห้องล่ะครับ เวลาหลับจะได้นอนไปเลย"
"ที่นี่ก็เหมือนกันล่ะน่า ทำไมกลัวกลิ่นตัวพี่จะติดเตียงเราเหรอ แต่ว่าเตียงเรานี่หอมดีเนอะ กลิ่นตัวภูมิยังติดอยู่เลย"
ว่าแล้วก็นอนคว่ำหน้าสูดลมหายใจเข้าปอดเสียงดัง ภูมิบุญได้แต่ยืนเม้มปาก ไม่รู้จะไล่เขายังไงดี จึงได้แต่หยิบผ้าเช็ดตัวเดินออกจากห้องไป พออาบน้ำเสร็จ ใช้เวลานานพอสมควรกลับเข้าห้องมา คิดว่าเขาคงกลับห้องไปแล้ว แต่ไม่เลย เขานอนแผ่หราอยู่กลางเตียงท่าทางเหมือนหลับไปแล้ว ได้แต่ส่ายหน้า นี่เขาจะมาไม้ไหนอีกนะ ภูมิบุญแต่งตัวเสร็จจึงเดินไปเขย่าตัวของโตโต้
"คุณโตโต้ครับ คุณโตโต้กลับไปนอนที่ห้องเถอะครับ"
"หือ"
พลิกกายหนีมือของภูมิบุญ
"คุณโตโต้"
"เอ๊ะ คุณโตโต้จะทำอะไรครับ"
พอภูมิบุญกระเด้ตัวขึ้นยังไม่ทันสุดดีโตโต้ก็คว้าแขนของภูมิบุญดึงให้ล้มลงไปนอนทับเขาบนเตียงกอดไว้แน่น
"ขอกอดหน่อยดิภูมิ พี่ไม่ได้กอดเรานานแล้วนะ"
"อย่าทำแบบนี้ครับ"
"ทำไมล่ะ หือ"
ไม่กอดเปล่าเอาหน้าซุกเข้าตามซอกคอสูดหายใจแรงๆ ภูมิบุญหน้าแดงขึ้นมาพยายามดิ้นหนี
"อย่าครับ ปล่อย"
"ขอกอดหน่อยน่า นะพี่กอดแป๊บเดียว"
"ไม่เอาครับ ปล่อยเถอะ"
ภูมิบุญดิ้นอยู่สักพักแต่สู้แรงของโตโต้ไม่ได้จึงนิ่งอยู่ ปล่อยให้เขากอดอยู่อย่างนั้น ไม่รู้ทำไมเดี๋ยวนี้ไม่ได้ต่อสู้หรือต้านทานอะไรเขามากมายนัก คงเป็นเพราะเจอหน้าเขาทุกวัน ชินกับการที่เขาพยายามแทะโลมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทุกเวลา พอภูมิบุญนิ่งเขาก็เบื่อไปเอง ยอมปล่อยแต่โดยดีเพราะเห็นอีกฝ่ายไม่เล่นด้วย โตโต้กลับห้องไปแล้ว ภูมิบุญจึงเปิดคอมพิวเตอร์สนทนากับคนเพียงคนเดียวที่ได้ครอบครองหัวใจของเขา
"งานพี่แวนพี่จะกลับด้วยนะภูมิ กลับอาทิตย์นึง"
แทนทวีบอกออกมาผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ ภูมิบุญหัวใจเต้นแรงขึ้นมา
"จริงเหรอครับพี่แทน ภูมิดีใจจังเลย"
"พี่ก็ดีใจ พี่จะพาภูมิไปเที่ยวให้หนำใจเลย ลางานไว้นะภูมิ"
"ครับพี่แทน อยากให้ถึงวันนั้นเร็วๆจังเลยนะครับ ภูมิคิดถึงพี่แทนมากนะรู้ไหม"
"พี่ก็อยากให้ถึงวันนั้นเร็วๆเหมือนกันครับ อยากกอดภูมิจะแย่อยู่แล้ว"
หัวใจ พองโตขึ้นมาคำพูดของแทนทวีเหมือนน้ำหล่อเลี้ยงใจให้ชุ่มฉ่ำ รู้สึกเป็นสุขเหลือเกิน นานแสนนานที่รอคอยคนรัก มันนานกัดกินหัวใจ แต่พอรู้ว่าวันที่จะได้เจอหน้าของคนที่รักหัวใจก็พองโตมีชีวิตชีวาขึ้น
ภารตีแน่งน้อง คอยถ้า พี่เอย
อกขื่นทุกข์ตรมแล้ว ห่อนบ้า
น้องรอพี่ดวงแก้ว ใจรักผูกมั่น
ขอพี่ยาคืนน้อง อกร้องเปรมปรีย์
ทะเลกั้นฟากฟ้า สุดหล้า แสนไกล
ผูกจิตแน่นอุรา พี่เจ้า
ตัวไกลใจดุจผา นั้นแฮ พี่เอย
ใจมั่นหวังเชยชู้ พี่ข้า คืนใจ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)